ปัญหาที่พบนี้น่าจะเกิดจากการเรียนการสอนที่เน้นการสอบข้อเขียน กาถูกกาผิด เลือกข้อที่ถูกที่สุด ที่อาจไม่ได้วัดความสามารถอะไรเลย นอกจากวัดดวง และความสามารถในการทำข้อสอบ

ตั้งแต่ลูกสาวของผมตัดสินใจเรียนหมอ (แบบไม่ค่อยอยากเรียน) ตามคำขอของญาติผู้ใหญ่ในตระกูล ที่อยากจะให้หลานเป็นหมอสักคน

ผมก็ได้ตามดูกระบวนการสอนของคณะแพทย์อย่างค่อนข้างใกล้ชิด เพื่อลดข้ออ้างที่ลูกสาวของผมจะ "ถอย" และ ไม่อยากเรียน

การติดตามดูดังกล่าว ทำให้ผมเห็นประเด็นบางอย่างที่ดีมากๆ อย่างที่ผมไม่เคยทราบมาก่อน และหลายๆอย่างผมก็พอยอมรับได้ แม้กระทั่งบางอย่างผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย ที่จะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้

วันนี้ผมคิดว่าผมจะขอยกประเด็นที่ตรงกับ ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ ได้กล่าวไว้ใน Manager room ว่า การเรียนที่ดีควรเป็น การเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา (Cognitive learning) ที่นำความรู้มาใช้เป็นปัญญาในการทำงานได้

เพราะปัญหาการศึกษาในปัจจุบันคือ

ผู้เรียนที่เรียนเพื่อสอบให้ผ่านเป็นวิชาๆ พอสอบผ่านแล้วก็ลืมไปเลย จำได้ไม่เกิน ๑๐ % ของเนื้อหาที่เรียนมา

ตัวอย่างปัญหาที่ผมเผชิญอยู่ทุกวันนี้คือ

มีนักศึกษาระดับเกียรติ์นิยมคนหนึ่ง ปัจจุบันเรียนปริญญาเอกอยู่กับผมนี่แหละ ไม่สามารถเขียนบทวิจารณ์ที่โยงถึงหลักการความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เคยเรียนสมัยปริญญาตรีได้ โดยบอกว่าลืมไปหมดแล้ว เพราะเรียนมาหลายปี แม้จะกลับไปอ่านอีกหลายรอบถกกันหลายตลบ ความรู้และความเข้าใจก็ไม่พอที่จะนำมาวิจารณ์ได้

นักศึกษาคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน ทุกครั้งที่ถามถึงวิชาที่เรียนมาแล้ว มักจะพูดว่า “ผมเรียนมานานแล้ว ลืมไปหมดแล้วครับ”

ตกลงว่าเราเรียนวิชาพื้นฐาน และเรียนมาแล้ว เพื่ออะไร เพราะวันนี้มีแค่ใบปริญญาแต่ไม่มีความรู้อะไร

แล้วในใบปริญญา ก็เขียนว่า “มีเกียรติ์และสิทธิ์แห่งปริญญานั้น ทุกประการ”

ผมจึงถามว่า เกียรติ์และสิทธิ์นั้น คืออะไร หมายความว่าอย่างไร

ผมเลยคิดว่าผมโชคดีมากที่ผมไม่เคยรับปริญญา และไม่มีใบปริญญา มีแต่รายงานผลการเรียน (Transcript) ไว้สมัครทำงาน

และรายงานผลการเรียนไม่มีคำที่ผมจะต้องระวัง และตีความเหมือนในใบปริญญาให้เป็นที่น่ากังวลกับความสามารถ และสถานการณ์ทำงานของตัวเอง

ปัญหาที่พบนี้น่าจะเกิดจากการเรียนการสอนที่เน้นการสอบข้อเขียน กาถูกกาผิด เลือกข้อที่ถูกที่สุด ที่อาจไม่ได้วัดความสามารถอะไรเลย นอกจากวัดดวง และความสามารถในการทำข้อสอบ

งานที่ต้องทำส่งเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถทำแทนกันได้

เช่น นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์บางคนไม่เคยแม้แต่ขุดดิน แล้วอาจารย์ก็ยอมรับผลงานการขุดดินที่มีคนอื่นทำแทนให้ แบบคุยกันเป็นเรื่องเล่นๆ สนุกสนานกันไป ไม่ถือว่าเป็นการ “ทุจริต” แต่อย่างใด

สำหรับนักศึกษาแพทย์ ที่ได้รับรู้จากอาจารย์ผู้สอน เขาว่าเขามีการวางแผนจำแนกความยากง่ายของกรณีศึกษาและประเด็นปัญหา ให้เหมาะกับระดับการเรียนของนักศึกษาแต่ละระดับ

บางโรงพยาบาล เช่นที่ รพ. ศรีนครินทร์ ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ฝึกไม่ได้เลย เพราะการเจ็บป่วยซับซ้อนมากเกินไป ต้องไปเรียนที่หนองคาย อุบลราชธานี เป็นต้น

ข้อมูลจากลูกสาว พบว่าเขาให้รับผิดชอบการเรียนกายวิภาคโดยตรง จากการผ่าศพ “ครูใหญ่” ตั้งแต่ปีที่ ๒ ใครไม่กล้า ไม่มั่นใจ ไม่ชอบก็ยังถอยได้

การออกศึกษาชุมชนเพื่อเข้าใจปัญหาสุขภาพอนามัยทำในปีที่ ๓ ที่นักศึกษาแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบศึกษาสุขภาพอนามัยของครอบครัวที่ตัวเองได้รับมอบหมาย อย่างเป็นจริง ทำเล่นๆ หรือให้คนอื่นทำแทนไม่ได้เป็นอันขาด

ปีที่ ๔-๖ นักศึกษาจะต้องออกเยี่ยมคนไข้ทุกเช้า และอยู่เวรดูแลโรงพยาบาล ร่วมกับหมอ และพยาบาล ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเป็นต้นไป แบบไม่มีวันหยุด ตามสาขาวิชาที่ตัวเองกำลังเรียน แล้วเข้าเรียนภาคห้องปฏิบัติการ และบรรยายในประเด็นที่เยี่ยมคนไข้ตอนเช้านั่นแหละ ในตอนบ่าย

ที่ผมเข้าใจว่าเป็นการเรียนจากของจริง เริ่มต้นจากปัญหาที่พบจริงๆ ที่นำไปสู่การเรียนรู้

ที่น่าจะทำให้การเรียนรู้เป็นจริง ฝังลึกแบบ Tacit learning หรือ Cognitive learning ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานจริงได้

ที่น่าจะแตกต่างแบบการเรียนแบบท่องไปสอน ท่องไปสอบ ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยเห็นของจริง ทั้งผู้เรียน และผู้สอน อย่างดีที่สุดก็ได้เห็นรูป หรือตัวอย่างแห้งๆ

แม้จะได้ทำจริงสักเล็กน้อย ก็ยังทำหลอกกันเล่นๆ ที่อาจารย์ผู้สอนก็สามารถยอมรับการหลอกของนักศึกษาได้อย่างสนุกสนาน และไม่น่าเชื่อ

ผมคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง

และไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับใคร

ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาการศึกษาให้มีประโยชน์ ควรมีการพัฒนาตรงนี้ครับ

เพื่อให้เกิด การเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา ครับ