ตั้งแต่ลูกสาวของผมตัดสินใจเรียนหมอ (แบบไม่ค่อยอยากเรียน) ตามคำขอของญาติผู้ใหญ่ในตระกูล ที่อยากจะให้หลานเป็นหมอสักคน
ผมก็ได้ตามดูกระบวนการสอนของคณะแพทย์อย่างค่อนข้างใกล้ชิด เพื่อลดข้ออ้างที่ลูกสาวของผมจะ "ถอย" และ ไม่อยากเรียน
การติดตามดูดังกล่าว ทำให้ผมเห็นประเด็นบางอย่างที่ดีมากๆ อย่างที่ผมไม่เคยทราบมาก่อน และหลายๆอย่างผมก็พอยอมรับได้ แม้กระทั่งบางอย่างผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย ที่จะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้
วันนี้ผมคิดว่าผมจะขอยกประเด็นที่ตรงกับ ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ ได้กล่าวไว้ใน Manager room ว่า การเรียนที่ดีควรเป็น การเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา (Cognitive learning) ที่นำความรู้มาใช้เป็นปัญญาในการทำงานได้
เพราะปัญหาการศึกษาในปัจจุบันคือ
ผู้เรียนที่เรียนเพื่อสอบให้ผ่านเป็นวิชาๆ พอสอบผ่านแล้วก็ลืมไปเลย จำได้ไม่เกิน ๑๐ % ของเนื้อหาที่เรียนมา
ตัวอย่างปัญหาที่ผมเผชิญอยู่ทุกวันนี้คือ
มีนักศึกษาระดับเกียรติ์นิยมคนหนึ่ง ปัจจุบันเรียนปริญญาเอกอยู่กับผมนี่แหละ ไม่สามารถเขียนบทวิจารณ์ที่โยงถึงหลักการความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เคยเรียนสมัยปริญญาตรีได้ โดยบอกว่าลืมไปหมดแล้ว เพราะเรียนมาหลายปี แม้จะกลับไปอ่านอีกหลายรอบถกกันหลายตลบ ความรู้และความเข้าใจก็ไม่พอที่จะนำมาวิจารณ์ได้
นักศึกษาคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน ทุกครั้งที่ถามถึงวิชาที่เรียนมาแล้ว มักจะพูดว่า “ผมเรียนมานานแล้ว ลืมไปหมดแล้วครับ”
ตกลงว่าเราเรียนวิชาพื้นฐาน และเรียนมาแล้ว เพื่ออะไร เพราะวันนี้มีแค่ใบปริญญาแต่ไม่มีความรู้อะไร
แล้วในใบปริญญา ก็เขียนว่า “มีเกียรติ์และสิทธิ์แห่งปริญญานั้น ทุกประการ”
ผมจึงถามว่า เกียรติ์และสิทธิ์นั้น คืออะไร หมายความว่าอย่างไร
ผมเลยคิดว่าผมโชคดีมากที่ผมไม่เคยรับปริญญา และไม่มีใบปริญญา มีแต่รายงานผลการเรียน (Transcript) ไว้สมัครทำงาน
และรายงานผลการเรียนไม่มีคำที่ผมจะต้องระวัง และตีความเหมือนในใบปริญญาให้เป็นที่น่ากังวลกับความสามารถ และสถานการณ์ทำงานของตัวเอง
ปัญหาที่พบนี้น่าจะเกิดจากการเรียนการสอนที่เน้นการสอบข้อเขียน กาถูกกาผิด เลือกข้อที่ถูกที่สุด ที่อาจไม่ได้วัดความสามารถอะไรเลย นอกจากวัดดวง และความสามารถในการทำข้อสอบ
งานที่ต้องทำส่งเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถทำแทนกันได้
เช่น นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์บางคนไม่เคยแม้แต่ขุดดิน แล้วอาจารย์ก็ยอมรับผลงานการขุดดินที่มีคนอื่นทำแทนให้ แบบคุยกันเป็นเรื่องเล่นๆ สนุกสนานกันไป ไม่ถือว่าเป็นการ “ทุจริต” แต่อย่างใด
สำหรับนักศึกษาแพทย์ ที่ได้รับรู้จากอาจารย์ผู้สอน เขาว่าเขามีการวางแผนจำแนกความยากง่ายของกรณีศึกษาและประเด็นปัญหา ให้เหมาะกับระดับการเรียนของนักศึกษาแต่ละระดับ
บางโรงพยาบาล เช่นที่ รพ. ศรีนครินทร์ ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ฝึกไม่ได้เลย เพราะการเจ็บป่วยซับซ้อนมากเกินไป ต้องไปเรียนที่หนองคาย อุบลราชธานี เป็นต้น
ข้อมูลจากลูกสาว พบว่าเขาให้รับผิดชอบการเรียนกายวิภาคโดยตรง จากการผ่าศพ “ครูใหญ่” ตั้งแต่ปีที่ ๒ ใครไม่กล้า ไม่มั่นใจ ไม่ชอบก็ยังถอยได้
การออกศึกษาชุมชนเพื่อเข้าใจปัญหาสุขภาพอนามัยทำในปีที่ ๓ ที่นักศึกษาแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบศึกษาสุขภาพอนามัยของครอบครัวที่ตัวเองได้รับมอบหมาย อย่างเป็นจริง ทำเล่นๆ หรือให้คนอื่นทำแทนไม่ได้เป็นอันขาด
ปีที่ ๔-๖ นักศึกษาจะต้องออกเยี่ยมคนไข้ทุกเช้า และอยู่เวรดูแลโรงพยาบาล ร่วมกับหมอ และพยาบาล ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเป็นต้นไป แบบไม่มีวันหยุด ตามสาขาวิชาที่ตัวเองกำลังเรียน แล้วเข้าเรียนภาคห้องปฏิบัติการ และบรรยายในประเด็นที่เยี่ยมคนไข้ตอนเช้านั่นแหละ ในตอนบ่าย
ที่ผมเข้าใจว่าเป็นการเรียนจากของจริง เริ่มต้นจากปัญหาที่พบจริงๆ ที่นำไปสู่การเรียนรู้
ที่น่าจะทำให้การเรียนรู้เป็นจริง ฝังลึกแบบ Tacit learning หรือ Cognitive learning ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานจริงได้
ที่น่าจะแตกต่างแบบการเรียนแบบท่องไปสอน ท่องไปสอบ ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยเห็นของจริง ทั้งผู้เรียน และผู้สอน อย่างดีที่สุดก็ได้เห็นรูป หรือตัวอย่างแห้งๆ
แม้จะได้ทำจริงสักเล็กน้อย ก็ยังทำหลอกกันเล่นๆ ที่อาจารย์ผู้สอนก็สามารถยอมรับการหลอกของนักศึกษาได้อย่างสนุกสนาน และไม่น่าเชื่อ
ผมคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง
และไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับใคร
ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาการศึกษาให้มีประโยชน์ ควรมีการพัฒนาตรงนี้ครับ
เพื่อให้เกิด การเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา ครับ
ผมเชื่อในความรู้เชิงปฏิบัติครับ เพราะเคยมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับการอบรมกับนักวิชาการระดับ ดร. ท่านหนึ่ง ที่อ่านหนังสือมาสอน เสร็จแล้วก็ไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง อย่างเรื่องการเขียน Blog นี้ก็ชัดเจนครับ ผมเชื่อว่าคนที่เขียน Blog จะต้องเขียนจากประสบการณ์จริงที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว แล้วมาเล่าเรื่องแบ่งปันกัน ไม่ใช่เขียนจากความคิดคาดการณ์ก่อน แล้วลงมือทำ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมปฏิเสธความรู้เชิงทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง แต่มันเป็นเพียงแผนที่นำทางให้ไปสู่จุดมุ่งหมายเร็วขึ้นเท่านั้น
ความรู้ระดับปัญญามันมีองค์ประกอบหลายอย่างครับ
ว่าง่ายๆ เช่น
ไม่น่าจะมีใครไม่รู้ว่าเหล้า บุหรี่เป็นภัย
แต่ก็มีคนจำนวนมากติดจนเลิกไม่ได้
ทั้งๆที่ก็รู้ว่าคนที่เขาเลิกได้ เขาเลิกยังไง
แต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ เป็นต้น
ประมาณนี้ครับ
หมอถูกสอนให้ปฏิบัติตั้งแต่เรียนเตรียมแพทย์
เคยมีคนสอบระดับต้นๆทนformalinไม่ได้ก็ต้องออกไปเรียนวิศวะค่ะ
ดีใจแทนอาจารย์ที่มีหมอประจำตัวค่ะ
อาจารย์คะหนูเป็นพยาบาลจบจากวิทยาลัยพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
เดิมการเรียนการสอนของพยาบาลใช้ระบบ30-70 เรียนทฤษฎี 30 % เรียนปฏิบัติ 70 %
เรียกได้ว่า training on the jop ได้เลย
ใช้ระบบรุ่นพี่ดูแลรุ่นน้องคงไม่ต้องบอกว่าเดิมระบบโซตัสในวิทยาลัยพยาบาลแรงขนาดไหน
ระบบสอนให้พี่ดูแลน้องและไม้่ปัดความรับผิดชอบถ้านอ้งทำผิดเพราะพี่ไม่ดี
พวกเราทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ระบบประเมินว่าความรู้ไม่เพียงพอ
การวัดบางอย่างคงต้องเท่าทันด้วยกระมังคะ และยังเอาคะแนนสอบอย่างเดียวคงพอที่วัดความสามารถ
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับอาจารย์
ผมอยู่ในวงการครูอายุราชการเกือบ 30 ปี ขาดไม่กี่เดือน
สอนระดับมัธยมโรงเรียนรัฐฯมา 20 ปี และเปลี่ยนมาอยู่การศึกษาพิเศษ
การศึกษาเปลี่ยน ปรับปรุง ปฏิรูป หลายรอบ
สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยน คือ การวัดผลด้วยข้อสอบที่ต้องจำ ส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นแบบมุ่งเน้นการสอบให้ได้คะแนนดี ๆ
ประกอบกับครูแต่ละคนถูกโอนภาระด้านอื่น ๆ มากกว่าการสอน ในการปฏิรูปยุคนี้เลยต้องมี "โครงการคืนครูสู่ห้องเรียน"
จริงอยู่ ระบบการศึกษาเปิดโอกาสให้ครูประเมินผลการปฏิบัติงานของนักเรียนเป็นคะแนน
แต่แท้จริงครูไม่มีเวลาเพียงพอที่จะลงรายละเอียดในการเตรียมการปฏิบัติจริง และการประเมินที่ต้องใช้เวลา
ดังนั้นมีช่องทางที่ง่าย คือการประเมินโดยข้อสอบ
เมื่อจบการศึกษาออกมา ได้รับใบที่ระบุว่าจบชั้นใด ๆ แต่มิได้หมายความว่า นักเรียนที่จบจะมีคุณสมบัติตรงตามที่หลักสูตรกำหนด
นักเรียน นักศึกษาจบออกมา ประสบปัญหาทำงานไม่เป็นมากมาย
จะโทษว่า นักเรียน นักศึกษา ไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้ น่าจะมองระบบ และโครงสร้างของการศึกษาให้ถ่องแท้
จะได้ให้ครูเป็นครูจริง ๆ
การเรียนการสอนมุ่งเน้นการมีความรู้อย่างแท้จริง
การปฏิรูปการศึกษาถึงจะได้ผลนะครับ
ด้วยความเคารพ
ครูเงาะ
ขอบคุณมากครับ
ผมว่ามันเป็นประเด็นใหญ่ที่ "นักการศึกษา" และ กระทรวงศึกษามองข้าม
ผมไม่ทราบว่าทำไมไม่กลับมามองให้เห็นจุดที่เราควรจะปรับปรุง
เราจะได้มีการศึกษาที่ดี มีประโยชน์กับทุกคน ทุกระดับ
ชาติหน้าจะมีไหมครับ
ครูเอกชนค่ะ อยู่ในอาชีพมา สิบปี มีความคิดหลากหลายเกี่ยวกับการเรียนการสอน
เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะที่การเรียนต้องเป็นเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ครูต้องมีเวลาพอ
และมีจำนวนนักเรียนต่อห้อยน้อยลงหน่อยนะคะ
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับอาจารย์ การเรียนเพื่อปฏิบัติงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องทำกับคน การฝึกปฏิบัติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ผมอยู่ในสายงานอาชีวอนามัย ดูแลสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยในโรงงาน จากการรับน้อง ๆ ที่จบสาขาอาชีวอนามัย โดยตรงหลายคนเข้ามาทำงาน ยังต้องฝึกปฏิบัติอยู่หลายเรื่องที่ในห้องเรียนมีแต่ทฤษฎีครับ เช่นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แม้กระทั่งการตอบโต้หนังสือ กับหน่วยงานภายนอก ยังต้องฝึกกันใหม่ครับ ต้องฝึกการเขียนครับ แต่ที่จะเขียนได้น่าจะเกิดจากการอ่านเยอะนะครับ
ดีมากเลยครับ
ผมจะลองรวบรวมข้อเสนอ ไว้สรุปเขียนเป็นแนวทางจริงๆ อีกครั้งหนึ่งครับ
ขอบคุณมากครับ
สิ่งแวดล้อมการเรียนที่ดี
ต้องเหมือนกับที่เราเรียนจากครอบครัวของเราครับ
คือเรียนให้รู้ถึง "วิถี" และเป้าหมายชีวิตอันงดงาม
ความรู้เป็นเพียงองค์หนึ่งของ การไปสู่เป้าหมายของชีวิต
นั่นคือไม่ใช่เรียนว่าจะหาความสุขอย่างไร (หรือ แม้แต่การเรียนเพื่อเพิ่ม "ค่าตัว")
หากแต่เรียนเพื่อที่เราจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก (ยกระดับวิญญาณ)
เป็นอาจารย์สอนพยาบาลคร้า เห็นด้วยกับการเรียนกับประสบการณ์จริง ได้ทั้งอารมณ์และความรู้สึก เมื่อมีอารมณ์ ความรู้สึกเกิดขึ้น จะทำให้ผู้เรียนรู้มีชีวิตชีวา เกิดความอยากรู้ อยากเห็น ดังนั้นหากประสบการณ์ใดที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกหรืออารมณ์ของผู้เรียนได้ จะทำให้การเรียนรู้นั้นได้ผลดี ที่สำคัญอาจารย์จะต้องให้เกิดความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้นก่อน ความรู้สึกที่ไม่ดี ทำให้ผู้เรียน ชอบก่อนแล้วจึงตามด้วยความรู้
อาจารย์คะ ดิฉันเป็นครูประถมศึกษาค่ะ ได้อ่านบทความนี้แล้ว ได้ความรู้และได้แนวคิดเกี่ยวกับ Tacit Knowledge ที่มีตัวอย่างชัดเจนจากการเรียนแพทย์ของลูกสาวท่าน ดิฉันได้ความรู้เรื่องการเรียนรู้แบบฝังลึก(Tacit Knowledge) จากตำราของศ.นพ. วิจารณ์ พานิช และจากท่าน ดร.แก้วเวียง นำนาผล ในวิชา การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ว่าการเรียนรู้บางครั้ง
ไม่ได้อยู่ในตำราแต่เป็นความรู้ที่เกิดจากทักษะการได้ปฏิบัติในสถานการณ์จริงๆจากกรณีลูกสาวของท่าน ดิฉันได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย ขอบคุณค่ะ
น่าสนใจมากเลยครับ
การเรียนเพื่อจิตวิญญาณ ที่น่าจะจบที่ "คุณค่า" ของชีวิต
ไม่ใช่เพื่อการเพิ่ม "ค่าตัว" ที่คาดว่าส่วนใหญ่จะจบลงที่ "เงิน"
ขอบคุณมากครับ สำหรับความเห็นที่ดีๆ นำไปใช้ประโยชน์ได้ดีมากครับ
การศึกษาไทยล้มเหลวค่ะ เพราะระดับวางแผนไม่มองข้างล่างทุกอย่างที่เห้นแทบไม่ใช่ของจริง
ผมว่าเราสนใจเปลือกนอกมากกว่าเนื้อใน
แม้เมื่อจะดูเนื้อหาจริงๆเราสนใจเนื้อหาหยาบๆมากกว่าแก่นแท้ของงาน
ดูจากคนที่ได้รับการยกย่องในวงการศึกษาไทยส่วนใหญ่ จะมีเปลือกที่ดูสวยงาม มีผลงานมาก แต่เมื่อลองดูเนื้อในแทบไม่มีอะไร และดูแก่นแท้กลับยิ่งพบความเหลวไหลไร้สาระ
ที่เขาเปรยกันว่า
"แต่งตั้งให้คนที่มีส่วนร่วมในการทำลายระบบการศึกษาตลอดชีวิต มาปฏิรูปการศึกษา"
ฟังดูก็ประหลาดและเข้าใจยากจริงๆ
เหมือนกับการแต่งตั้ง ผู้ที่ไม่เข้าใจหลักนิติศาสตร์และละเมิดกฏหมายมาตลอดชีวิตเป็นผู้บัญญัติและรักษากฏหมาย
ผลจะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องเดาครับ
ก็เป็นอย่างที่เห็นในระบบการศึกษาไทย และระบบอื่นๆที่ปฏิบัติด้วยหลักการนี้ครับ
The talks on Thailand education system are necessary. Views from angles would help to pin-point where repairs are urgent and most effective. I put my thoughts in 15. The Causal Law of Kamma [ please forgive me for linking to my blog ;) ].
My points are:
1) We have not achieved 'clear and tangible' deliverable product in most government education systems. We must address this issue urgently.
2) Today, most parents are less educated than their children. Adults further education through their children may be possible.
3) Classical objectives of education [to meet skills-demands in public infrastructures and industries] may be no longer applicable. Advanced technologies have reduced requirements for many [ classical ] skills. Long-term vision and goal in broader [global crises] context should be publicly discussed and planned for.
For the sake of our children, we must repair our education system now.
ผมยังมองไม่ออกว่าใครจะเอากะพรวนไปแขวนคอแมว
เพราะจุดเริ่มเกิดยากมาก คนที่ทำลายการศึกษายืนจังก้าขวางทางอยู่ทุกมุม
ผมลองพยายามมานาน ทุกมุมที่ทำได้ แต่แรงต้านทุกด้านยังสาหัสมากเลยครับ
ยังมองไม่เห็นช่องทางสักนิดเดียว แต่ก็พยายามแบบไม่ท้อครับ
...ใครจะเอากะพรวนไปแขวนคอแมว...
Should 'we' put it like that? How many times we heard about throwing the baby out with the bath water?
We have heard the story of a fable king's new clothes. He wore it in public with pride. We have heard about the golden pendant left on the road. The fierce bandit found it and wore it with pride. The pendant was so heavy that the bandit could only move slowly and dignifyingly...
Before the next election, we can see a better-than-average chance for a populistic megaproject to be adopted at the national level. With some politically correct (public) blogging, some of us may open some doors and gain some access to some national processes. We should benefit from having many more 'common senses' < please see We want more Common Senses. >. We should have better chance to learn and to think about cooperative processes. We should try harder to make our 'pendant' more useful ;) .
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดของท่าน ดร. ครับ ผมมีอาชีพรับราชการครู เป็นครูผู้สอน(วิทยาศาสตร์)มา 20 ปี เป็นผู้บริหาร 8 ปี ช่วงที่ทำการสอนวิทยาศาสตร์(สิบกว่าปีที่แล้ว)สอนโดยให้นักเรียนปฏิบัติ(ทดลอง)จริง การวัดผลประเมินผลใช้อัตราส่วนภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี 70 : 30 การเรียนการสอนในอดีตผมคิดว่า ก็ OK อยู่นะ (สังเกตจากคุณภาพของคนรุ่นเก่า)แต่ในปัจจุบันจากการสัมผัสกับระบบการศึกษาโดยตรง พบว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาภาคปฏิบัติเกือบทั้งหมด ไม่ได้ปฏิบัติจริง ครูผู้สอนเน้นการสอนโดยการหาคำตอบด้วยวิธีใช้สูตรลัด(ท่องสูตรแทนค่าแล้วตอบ)สอนเทคนิกการทำข้อสอบ ติวเตอร์ ไม่เน้นการสอนในชั่ว"มง แต่เน้นการสอนพิเศษ เคยนำปัญหาเหล่านี้มาพูดคุยในที่ประชุม แต่ในที่สุดก็ได้รับคำตอบคือ "สอนโดยการปฏิบัติจริงนักเรียนก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะดี ๆ ไม่ได้สักคนนะซิ มันต้องสอนโดยการติวเตอร์ นักเรียนจึงจะสอบเข้าคณะแพทย์ได้ โรงเรียนถึงจะมีชื่อเสียง" นี่คือสิ่งที่เป้นจริงในสังคมปัจุบัน ค่านิยมของผู้ปกครองจะยอมทุ่มสุดตัวเพื่อลูก เสียเงินเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าลูกได้เข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ถ้าเราจะมองให้รอบด้านแล้ววิเคราะห์ให้ดี ปัญหามันอยู่ที่จุดไหนกันแน่ อยู่ที่กระบวนการสอนของครู(ประถม มัธยม)หรืออยุ่ที่กระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วใช้กระบวนการแก้ปัญหา เน้นย้ำว่าต้องใช้กระบวนการที่สอดรับกันทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น(ก่อนประถม)จนสิ้นสุด (คัดเลือกเข้าและเรียนในมหาวิทยาลัย)ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ปัจจุบันนักติวเตอร์เป็นผู้กำหนดทิศทางการศึกษาไทย ดาราเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคมไทย นักการเมืองเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ แต่ทั้งนักติวเตอร์ ดารา และนักการเมือง ล้วนถูกหล่อหลอมมาจากระบบการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และผู้มีอิทธิพลต่อการวางแผนการจัดการศึกษาของชาติ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากที่สุด ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราคงทำอะไรได้ไม่มาก แต่ก็ต้องพยายามสะท้อนความจริงให้ทุกฝ่ายได้รับรู้รับทราบ จะได้มีส่วนช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีของประเทศชาติต่อไป
แนวคิดดีๆทั้งนั้นเลยครับ
ผมเชื่อว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์ที่มีคนบังเอิญมาอ่านอย่างที่ว่า
ภายในอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า เวบนี้น่าจะยังอยู่ น่าจะมีสักโอกาสหนึ่ง
ผมคิดว่ามีหวังครับ