เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดของท่าน ดร. ครับ ผมมีอาชีพรับราชการครู เป็นครูผู้สอน(วิทยาศาสตร์)มา 20 ปี เป็นผู้บริหาร 8 ปี ช่วงที่ทำการสอนวิทยาศาสตร์(สิบกว่าปีที่แล้ว)สอนโดยให้นักเรียนปฏิบัติ(ทดลอง)จริง การวัดผลประเมินผลใช้อัตราส่วนภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี 70 : 30 การเรียนการสอนในอดีตผมคิดว่า ก็ OK อยู่นะ (สังเกตจากคุณภาพของคนรุ่นเก่า)แต่ในปัจจุบันจากการสัมผัสกับระบบการศึกษาโดยตรง พบว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาภาคปฏิบัติเกือบทั้งหมด ไม่ได้ปฏิบัติจริง ครูผู้สอนเน้นการสอนโดยการหาคำตอบด้วยวิธีใช้สูตรลัด(ท่องสูตรแทนค่าแล้วตอบ)สอนเทคนิกการทำข้อสอบ ติวเตอร์ ไม่เน้นการสอนในชั่ว"มง แต่เน้นการสอนพิเศษ เคยนำปัญหาเหล่านี้มาพูดคุยในที่ประชุม แต่ในที่สุดก็ได้รับคำตอบคือ "สอนโดยการปฏิบัติจริงนักเรียนก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะดี ๆ ไม่ได้สักคนนะซิ มันต้องสอนโดยการติวเตอร์ นักเรียนจึงจะสอบเข้าคณะแพทย์ได้ โรงเรียนถึงจะมีชื่อเสียง" นี่คือสิ่งที่เป้นจริงในสังคมปัจุบัน ค่านิยมของผู้ปกครองจะยอมทุ่มสุดตัวเพื่อลูก เสียเงินเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าลูกได้เข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ถ้าเราจะมองให้รอบด้านแล้ววิเคราะห์ให้ดี ปัญหามันอยู่ที่จุดไหนกันแน่ อยู่ที่กระบวนการสอนของครู(ประถม มัธยม)หรืออยุ่ที่กระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วใช้กระบวนการแก้ปัญหา เน้นย้ำว่าต้องใช้กระบวนการที่สอดรับกันทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น(ก่อนประถม)จนสิ้นสุด (คัดเลือกเข้าและเรียนในมหาวิทยาลัย)ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ปัจจุบันนักติวเตอร์เป็นผู้กำหนดทิศทางการศึกษาไทย ดาราเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคมไทย นักการเมืองเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ แต่ทั้งนักติวเตอร์ ดารา และนักการเมือง ล้วนถูกหล่อหลอมมาจากระบบการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และผู้มีอิทธิพลต่อการวางแผนการจัดการศึกษาของชาติ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากที่สุด ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราคงทำอะไรได้ไม่มาก แต่ก็ต้องพยายามสะท้อนความจริงให้ทุกฝ่ายได้รับรู้รับทราบ จะได้มีส่วนช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีของประเทศชาติต่อไป