การตั้งคำถาม การวัดความรู้

เครื่องมือในการถามความรู้ ส่วนใหญ่เป็น แบบข้อสอบและมีข้อเลือกตอบ แต่ยังมีลักษณะอื่นอีกเช่น จับคู่ เลือกข้อที่ไม่เข้าพวก          สำหรับผู้ที่เคยเรียนวิชากายวิภาค คงจำได้ว่า เราเคยผ่านการสอบ lab กริ๊ง กันมาแล้วซึ่งใช้ในกรณีที่ต้องการหาคนเก่งด้วยเร็วด้วย ทำนองเดียวกับการแข่งขันตอบปัญหา   หากนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับกลุ่มศึกษาก็น่าจะมีสีสันสนุกสนานดีเหมือนกัน

ในการคิดข้อคำถามความรู้  อย่างง่ายๆ ให้นึกถึงตอนที่เราเรียนหนังสือแล้วคุณครูออกข้อสอบให้เราทำ   สำหรับมือใหม่มักเกร็งและพยายามเลือกสรรคำ  จนอาจกลายเป็นการถามความเห็น/ความเชื่อ/พฤติกรรม ไป 

ผลของการวัดความรู้ ถ้าเป็น ถูก หรือ ผิด จะมีค่าคะแนน 1 หรือ 0   ถ้าให้เขียนตอบหลายคำตอบ  ผู้ที่ตอบได้มากก็ได้คะแนนมาก  ลดหลั่นกันตามจำนวนคำตอบที่ถูก      

ค่าของการวัดที่ได้เป็น ratio scale  แต่หากนำมาจัดกลุ่มว่า ตอบถูกกี่คน ตอบผิดกี่คน จะเป็น นามบัญญัติ (nominal scale)

ในการตั้งคำถามความรู้ มีแง่มุมที่ขอนำมาแบ่งปันประสบการณ์ ดังนี้

1) การอธิบายวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในการเก็บข้อมูลและถามความสมัครใจของกลุ่มศึกษาก่อน เป็นการป้องกันปัญหา “ไม่ตั้งใจตอบ”        

2) ความรู้ที่ถามต้องเชื่อมโยงกับเรื่องที่ศึกษาเช่น การตรวจแยกฟันแท้และฟันน้ำนมได้ถูกต้อง ต้องมีความรู้ก่อนว่าฟัน 2 ชนิดแตกต่างกันอย่างไร มิฉะนั้น หากตรวจถูกก็เป็นเพราะ “ฟลุก” (by chance) แต่ความรู้อาจไม่สัมพันธ์กับ “พฤติกรรม” ก็ได้  การทบทวนวรรณกรรมที่ครบถ้วนในประเด็นปัจจัยต่างๆ จะช่วยในการตรวจสอบว่า ปัจจัยอะไร รวมทั้งความรู้สัมพันธ์กับเรื่องที่ศึกษา หรือไม่ อย่างไร  

3) การใช้ภาพ/หุ่นจำลอง/การสาธิต จะช่วยให้ผู้ตอบเข้าใจตรงกับที่คำถามต้องการ เช่น

คำถาม: ข้อใดคือ การแปรงฟันถูกวิธี           ผู้สัมภาษณ์ควรแปรงให้ดูแต่ละวิธี  

คำถาม: ข้อใดคือ แปรงสีฟันที่ถูกสุขลักษณะ ควรมีแปรงสีฟันแบบต่างๆ ให้ดูประกอบ

4)  คำตอบอาจเป็น ข้อเลือกหลายข้อ (3-4 ข้อ)  หรือเลือกตอบ ใช่/ไม่ใช่  หรือจับคู่ความสัมพันธ์   หรือให้เขียนตอบ  การจะใช้วิธีใด นอกจากจะอยู่ที่วัตถุประสงค์หรือเนื้อหาที่ต้องการแล้ว ยังต้องคำนึงถึงกลุ่มศึกษาที่จะเป็นผู้ตอบด้วย  เช่น กลุ่มนักศึกษา/นักเรียนมัธยม ถนัดในการทำข้อสอบ   แต่ถ้าเป็นกลุ่มประชาชนชนบท ต้องคำนึงว่าจะอ่านเขียนถนัดหรือไม่   แม้ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาก็อาจมีปัญหาสายตา ตัวหนังสือจึงต้องมีขนาดและลักษณะที่ชัดเจนอ่านง่าย   กรณีที่เลี่ยงไปเป็นการอ่านให้ฟังแล้วให้กลุ่มศึกษาเลือกตอบ ก็ควรคำนึงถึง การได้ยิน รวมทั้งความเป็นส่วนตัว (privacy) ด้วย     

5) ข้อสุดท้ายที่นึกได้ตอนนี้คือ แม้จะเป็นข้อคำถามที่ดีใช้ภาษาชัดเจนเข้าใจง่าย ก็อาจมีปัญหาด้านผู้ตอบได้เช่น ไม่รู้จะตอบอะไรเลยเดา  ถ้าต้องการแยกกลุ่มที่ “ไม่รู้” ออกจากกลุ่มที่ “รู้ผิด” หรือ “เดาแล้วตอบถูก” ก็เพิ่มข้อเลือกตอบ “ไม่ทราบ”   อาจารย์ที่เคยใช้ระบบตอบผิด (คะแนน) ติดลบตอนเราสอบ ก็เพื่อป้องกันเราไม่รู้แล้วเดาคำตอบ หวัง “ฟลุก” นั่นเอง