ช่วงนี้อากาศครึ้ม วงจรชีวิตของครอบครัวเราก็สาระวันอยู่กับการกิจการภายใน ไปส่งไปรับลูกเรียนพิเศษ และทำงานประจำแบบ บ่ายๆ เช้าๆ ดึกๆ อ๊อฟๆ อะไรทำนองนี้ ก็เลยไม่ได้มาเล่าเรี่องราวต่างๆ ลงในบล๊อกเลย วันนี้พอจะว่างเว้น ก็เริ่มมาเลยล่ะ พอเปิดมาก็ยังเห็นสมาชิกที่คุ้นเคยกัน ก็รู้สึกดีดีครับ อาจจะไม่ได้ไปทักทายแต่การเห็นหน้าได้อ่านบทความอะไรนี่ก็สามารถเรียกได้ว่าคนรู้จักกันได้นะครับ เล่าเรื่องลูกเรียนพิเศษ น้องหยกเค้าตั้งใจจะไปเรียนที่นครสวรรค์ ไกลบ้านเพราะบ้านเราอยู่พิจิตร แต่ก็ด้วยความตั้งใจแบบที่เราค้านเค้าเค้าก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
หนูขอไปลองสอบนะไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไรหรอก …เห็นแววตา เห็นความตั้งใจ ประกอบกับหน่วยก้านด้านการเรียนค่อนข้างมีลุ้นก็เลยใจอ่อนรับปากไป..มันก็เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน พอเค้าจะไปเข้าจริงๆ ไปสอบแข่งขันกัน การที่จะไม่เตรียมเนื้อเตรียมตัวก็ดูจะสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับครอบครัวและตัวเด็กๆ จากตรงนี้ก็เลยต้องมีการเตรียมตัว ก็พอดีอีกเหมือนกันนะผมได้รับคำชักชวนว่าไปเรียนที่โน่นมั้ย อยากให้ลองแวะไปดูก่อน นี่เป็นคำบอกกล่าวของคนคุ้นเคยกัน ผมก็ปล่อยเวลาว่างเว้นไปนานจากต้นเทอมจนกลางเทอมค่อยนำความคิดนี้มาปัดฝุ่นและก็ดำเนินการเดินทางแวะไปดูซิที่นครสวรรค์เค้าทำอะไรกันบ้าง เด็กๆที่เป็นคู่แข่งขันเค้าทำอะไรกันบ้าง ในวันที่ตัดสินใจมาก็ 22 สค.53 แล้ว ปลายเทอมของการเรียนพิเศษ
ในวันนี้เมื่อเห็นสภาพโดยรวมก็รู้สึกว่าที่นี่เค้ามีเป้าหมายชัดและตรงกับความต้องการของเราก็เลย สมัครเรียน เวลาเริ่มก็ 8.30 -16.30 น.ทั้งเสาร์-อาทิตย์ เมื่อเค้าได้เรียนก็ได้ทราบว่าคนเก่งๆ อย่างเจ้าหยกนี่ ความรู้ความอ่านยังห่างจากเพื่อนๆ ใหม่ในชั้นอยู่มาก จากวันแรกมาสัปดาห์ต่อมา น้องหยกเริ่มปรับตัวได้ เรียนเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคพวกแล้ว สิ่งที่สำคัญของการทำครั้งนี้ก็คือ ครอบครัวเราต้องรวมพลังอย่างมากด้วยการมาส่งในวันเสาร์และนอนค้างคืนเพื่อเรียนวันอาทิตย์จากนั้นเย็นๆ ก็กลับบ้านถึงพิจิตร ทำมาได้ 3สัปดาห์ เหลืออีก 2 สัปดาห์ก็จะจบเทอมหนึ่งแล้ว คำถามก็คือคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ คำตอบก็ใช้วิธีประเมินจากการพัฒนาของลูก ซึ่งก็คือ พอไปพอมา ..