เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ผมเดินทางไปประชุมที่ประเทศศรีลังกา ผมได้พบกับประโยคที่ติดไว้ที่ร้านขายของที่ระลึกในสนามบินโคลัมโบว่า
“Entertainment is illusion.”
ที่ผมจำมาคิดต่ออีกหลายปีต่อมา และพบว่าสามารถใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงได้ดี
เพราะทุกครั้งที่เขาว่า “บันเทิง” พินิจพิเคราะห์แล้ว เป็นสิ่ง “มายา” และหลอกลวงเป็นส่วนใหญ่
ตั้งแต่
- ดนตรี ที่เลียนแบบเสียงธรรมชาติ
- การร้องเพลง แทนการ “พูดคุย”
- ภาพยนตร์ ที่แกล้งแสดงให้เราหลงเชื่อ
- การแสดงต่างๆที่เป็นการทำให้เราเชื่อ และดูเหมือนว่าจะสนุก แต่ก็ไม่จริง
- แม้กระทั่งการใช้สารพิษ สิ่งเสพติดหลอกตัวเอง ให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ จนกระทั่งถึงกับลืมสภาพความเป็นจริง และความเป็นตัวเอง ยิ่งไปกันใหญ่
แต่ผมกลับมาคิดว่า “บันเทิง” ที่แท้จริงอยู่ในชีวิตของเราเอง
ปิติ และความสนุก นั้น อยู่ในชีวิตของเราเอง
และมีได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีใครมาทำให้ หรือต้องไปหลงกับมายา และยาเสพติด
และผมพบว่า “บันเทิง” ที่ดีที่สุดคือ “การเรียนรู้”
ยิ่งรู้มากยิ่งสนุกมาก
พอผมมองย้อนกลับไป ในกลุ่มคนที่กำลังหลงกับ “บันเทิง” จากภายนอก
ผมรู้สึกว่า เขาจะแยกออกจากกันว่า
“ความรู้” ไม่สนุก
“บันเทิง” (ที่มักไร้สาระ) เป็นเรื่องสนุก
เลยรู้สึกต่อไปว่า
“บันเทิง” นั้น มีความหมาย คล้ายๆกับว่า “กลัวความรู้”
เพราะ เขามองว่า
ความรู้เป็นสิ่งที่ ไม่ “บันเทิง”
และ “บันเทิง” มักไม่เกี่ยวกับความรู้
หรือใครพูดเรื่องความรู้ เป็นเรื่องที่ไม่ “บันเทิง” ไม่สนุก
- ผมเคยคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแต่ไม่กล้าคุยกับใคร
- จนกระทั่งมาทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ตรองมาตลอด
- และตั้งแต่ผมลองมาทำนาเอง ผมยิ่งสนุกกับการทำนา เพราะผมได้ความรู้ใหม่ทุกวัน
ทุกวันมีเรื่องท้าทายให้ผมคิดหาความรู้ใหม่ๆ
สำหรับความคิดของผมในขณะนี้
ผมถือและมีบทสรุปว่า
"ความรู้ และ การเรียนรู้" เป็นความ “บันเทิง” ที่ไม่มีการบันเทิงใดสนุกเท่า
เพราะ
ผมสนุกกับการเรียน และสนุกกับการสร้างความรู้ใหม่ๆ
แต่ผมยังเชื่อว่า
มีคนอีกจำนวนหนึ่ง กำลังคิดว่า “สนุกกับการไม่เรียน” (หรือ ทุกข์กับการเรียน)
ที่อาจทำให้ “บันเทิง” กับ “กลัวความรู้” เป็นเรื่องเดียวกัน
อย่างว่าครับ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ใครเรียน คนนั้นก็จะรู้ หวังจะรู้โดยไม่เรียนน่าจะยาก
ถ้ายิ่ง “กลัวความรู้” น่าจะลำบากครับ
ผมจึงว่า “สนุก (บันเทิง) กับความรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ” น่าจะดีกว่ากันครับ
ลองนำไปคิดดูนะครับ เผื่อจะพบเส้นทางที่ดีกว่าปัจจุบันครับ
เมื่อจิตสงบความบันเทิงที่จริงแท้ก็เผยโฉมขอรับอาจารย์
ขอขอบพระคุณท่านมากครับ ที่มาชี้ทางสว่างให้ครับ
ผมเริ่มจะมองอะไรออกนิดๆแล้วครับ
การเรียนรู้นี่ "สนุก" จริงๆนะครับ
"...เมื่อได้จับพู่กัน ทำใจสบาย ๆ สูดหายใจลึก ๆ ซึมซับกับบรรยากาศรอบตัว แล้วค่อย ๆ ถ่ายทอดจินตนาการที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสความงามตามธรรมชาติ ออกมาเป็นภาพวาดสีน้ำ..."
ข้อความที่ว่ามานี้เป็นการรับรู้ในความรู้สึกและเป็นความเข้าใจของผมเอง เมื่อได้ฟัง อ.ธีรยุทธ บุญมี เล่าเรื่องการวาดภาพสีน้ำเป็นงานอดิเรก
ผมรู้สึกขัดแย้งขึ้นในใจ เพราะก่อนที่ความรู้สึกเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาประมาณ 2 ชม. เรานั่งฟัง อ.ธีรยุทธ พูดเรื่องใหม่ ๆ ของวิชา "คณิตศาสตร์" ที่เป็นงานอดิเรกอีกงานหนึ่ง
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากสำหรับผมในตอนนั้นที่เข้าใจว่าคนเก่ง "คณิตศาสตร์" น่าจะเป็นคนที่มีตัวเลข สมการ สูตร สารพัดฟังก์ชั่น ฯลฯ วนเวียนอยุ่ในสมอง จนไม่สามารถแบ่งการรับรู้ของตนเองมาสร้างสัมผัสพิเศษถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะได้
คำตอบที่ได้รับเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อ อ.ธีรยุทธ เปิดเผยว่า
"สำหรับผม ศิลปะการวาดภาพสีน้ำและคณิตศาสตร์ มาจากพื้นฐานเดียวกัน คือ การสังเกตปรากฎการณ์ในธรรมชาติ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา จนสัมผัสได้ถึงความจริง ความงาม และกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เลื่อนไหลไปตามเหตุ-ปัจจัย
คณิตศาสตร์ใช้การถ่ายทอดความจริง ความงาม และกระแสความเปลี่ยนแปลง ผ่านตัวเลข ตัวอักษร ออกมาเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ให้ใกล้เคียงที่สุด สามารถพิสูจน์ได้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่
ศิลปะการวาดภาพสีน้ำ ถ่ายทอดความจริง ความงาม และกระแสความเปลี่ยนแปลง ผสมผสานเข้ากับจินตนาการของเรา ผ่านปลายพู่กันและสีสันออกมาเป็นภาพวาด"
ด้วยมุมมองเช่นนี้ งานอดิเรก 2 อย่างนี้จึงมีพื้นฐานเดียวกัน และเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิต
อีกหนึ่งความคิดเห็นสำหรับ ความรู้ การเรียนรู้ และความบันเทิง ...ครับ.
ที่จริงก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันได้อยู่แล้วครับ
อยากจะเห็นอย่างนั้นครับ
สวัสดีครับอาจารย์
"เพลิน" = learn + play
เราเรียนรู้อะไรได้ดีที่สุดในสภาวะจิตผ่อนคลาย เบา ไม่ตึงเครียด (ตึงๆก็รับได้เหมือนกัน แบบปัญญาหมาจนตรอก) เพราะความตึง เกิดจากสัญญาเก่า เวทนาเก่า ขัดขวาง "ความเป็นไปได้" หรือความรู้ใหม่ (ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรารู้แล้ว หรือ "คิดว่ารู้แล้ว")
ในแง่นี้ผมคิดว่าบันเทิงกับ fake นั้นคนละเรื่องกัน ไม่เป็น subset กัน อาจจะมี intersect กันนิดหน่อยเท่านั้น
ลูกแมว ลูกเสือ เรียนวิธีหาเลี้ยงชีพจากการละเล่น สู้กันเล่นๆ ขู่กันเล่นๆ ตอนเราเป็นเด็กๆที่เราเรียนภาษาใหม่ได้วันละเป็นสิบเป็นร้อยคำ นั่นเพราะจิตเราปราศจากความกลัว โถมทุ่มให้การเรียนได้ 100% เรียกว่าเรียนทั้งเนื้อทั้งตัว (บางทีหยิบเข้าปากอีกตะหาก)
สัญญาวิปลาสเก่าๆ ที่คอยขัดแย้งความจริงใหม่ๆ (ทำร้ายจิตใจว่าที่รู้เก่าอาจจะไม่ใช่) เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้นั้นต้อง change ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้อะไร ความเพลิดเพลินปลด barriers ตรงนี้ออกไป เปลี่ยนเป็นความกะตือรือร้น สนใจแทน
my two cents
นั่นนะซิครับ
คณหมอประเวศ เคยกล่าวว่า
"การศึกษาไทยเหมือนพยายามยัดช้างผ่านรูเข็ม"
ที่ทุกข์ทั้งช้างและผู้ดำเนินการ
คงหาจุด "เพลิน" ได้ยากครับ
ระบบของเราก็มีแต่โยนกันไป โยนกันมา ไม่เอาจริงสักที สงสัยจะยากอยู่ครับ
ความจริงเราไม่ควรจะแยกงานและเรื่องบันเทิงออกจากกัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ การเรียนรู้ต้องมาจากสิ่งที่เรารักเราชอบก่อน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เที่ยว เล่น ฯลฯ จากนั้นมันก็จะเชื่อมโยงไปยังองค์ความรู้ที่ต้องการเอง โดยเฉพาะเรื่องการปลูกฝังเจตคติที่ดี ทุกวันนี้ผมก็พยายามทำอยู่ครับ แต่เรื่องเหล่านี้บางครั้งคนระดับผู้ใหญ่ผู้บริหารก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกัน ยังคิดในมุมมองของการทำงานยุคอุตสาหกรรมกันอยู่
มันเป็นระดับความคิดด้วยครับ
เช่น ดูฟุตบอลดึกดื่นยังไงก็ตามดู
แต่พอสารคดี หรือธรรมะเพื่อชีวิต ปิดเลย
หรือฟังก็แบบขอไปที
ไม่ใจจดใจจ่อเหมือนดูฟุตบอล
ไม่ได้ดูยังตามถามเพื่อนเลยครับ
นี่แหละครับคือขีดจำกัดที่แท้จริงครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ชื่อตุ๊กนะค่ะ หนูเป็นนักศึกษา ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ศุนย์กระบี่ค่ะ - หนูคิกว่าความบันเทิงกับความรู้นั้น คู่กันได้ค่ะ การที่เราใช้ความบันเทิงทำให้ความเครียดหาไป ช่วยให้ผ่อนคลาย แล้วทำให้มีสติในการคิดเรื่องต่าง และความบันเทิงก็จะมีสาระความรู้แผงอยู่ด้วย - ความรู้ก็บันเทิงได้ถ้าเราทำให้ รู้สึกสนุกกับการค้นหาความรู้ นี้เป็นส่วนหนึ่งในความคิดของหนู่นะค่ะ ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่หนูคิดย่างนั้นจริง ๆ ทิ้งท้ายค่ะ "ความรู้จะบันเทิงได้ ขึ้นอยู่ี่กับใจเรา"
คงจะได้ครับ
แต่จะทำอย่างไรให้คนทั่วไปคิดอย่างนั้น
นี่คือประเด็นใหญ่ของบันทึกนี้
แค่ตัวเราทำได้ ยังไม่พอครับ
เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ทำ การพัฒนาเกิดยากครับ
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันบันทึกดีๆๆค่ะ
ถ้าการศึกษาไทยมีความบันเทิงสอดแทรกความรู้ คงดีมากมายนะค่ะท่านอาจารย์
คงจะเรียนกันจนเพลินเลย และผู้เรียนคงสนุกกับการเรียนมากค่ะ
ว่างๆๆจะเข้ามาเยี่ยมใหม่ค่ะท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพค่ะ