แก๊สชีวภาพหรือไบโอแก๊ส
คือ แก๊สที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการย่อยสลายอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน แก๊สชีวภาพประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นแก๊สมีเทน(CH4) ประมาณ 50-70 %และเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(Co2)ประมาณ 30-50 % ส่วนที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน(H2) ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจนซัลไฟด์(H2S) ไนโตรเจน(N2) และไอน้ำ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตแก๊สชีวภาพ
การย่อยสลายสารอินทรีย์และการผลิตแก๊สมีปัจจัยต่างๆเกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. อุณหภูมิ ( Temperrature ) ช่วงอุณหภูมิที่กว้างมากตั้งแต่4-60 องศาเซลเซียสขึ้นอยู่กับชนิดของ
กลุ่มจุลินทรีย์
2. ความเป็นกรด-ด่าง (pH)ความเป็นกรด-ด่าง ช่วง pHที่เหมาะสมอยู่ในระดับ 6.6-7.5 ถ้าpHต่ำเกินไป
จะเป็นอันตรายต่อแบคทีเรียที่สร้างแก๊สมีเทน
3. อัลคาลินิตี้ (Alkalinity ) ค่าอัลคาลินิตี้ หมายถึง ความสามารถในการรักษาระดับความเป็นกรด-ด่าง
ค่าอัลคาลินิตี้ที่เหมาะสมต่อการหมักมีค่าประมาณ1,000 -5000 มิลลิกรัม/ลิตร ในรูปของแคลเซียม
คาร์บอเนต
4. สารอาหาร( Nutirends) สารอินทรีย์ซึ่งมีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์มีรายงาน
การศึกษาพบว่ามีสารอาหารในสัดส่วน C:NและC:P ในอัตรา 25:1 และ20:1 ตามลำดับ
5. สารยับยั้งและสารพิษ เช่น กรดไขมันระเหยได้ ไฮโดรเจน หรือแอมโมเนีย สามารถทำให้
ขบวนการย่อยสลาย ในสภาพไร้ออกซิเจนหยุดชะงักได้
6. สารอินทรีย์และลักษณะของสารอินทรีย์สำหรับขบวนการย่อยสลาย ซึ่งมีความแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง
การใช้ประโยชน์จากแก๊สชีวภาพ
1. ด้านพลังงาน
1. ให้ค่าความร้อน 3000 – 5000 กิโลแคลอรี่
2. ใช้กับตะเกียงแก๊สขนาด60 – 100 วัตต์ ลุกไหม้ได้5 – 6 ชั่วโมง
3. ผลิตกระแสไฟฟ้า1.25 กิโลวัตต์
4. ใช้กับเครื่องยนต์ 2 แรงม้า ได้นาน 1 ชั่วโมง
5. ถ้าใช้กับครอบครัวขนาด 4 คน สามารถหุงต้มได้ 3 มื้อ
2. ด้านปรับปรุงสภาพแวดล้อม
โดยการนำมูลสัตว์ และน้ำล้างคอกมาหมักในบ่อแก๊สชีวภาพ จะเป็นการช่วยกำจัดมูลในบริเวณที่เลี้ยงทำให้กลิ่นเหม็นและแมลงวันในบริเวณนั้นลดลง
3. ด้านการเกษตร
3.1 การทำเป็นปุ๋ย กากที่ได้จากการหมักแก๊สเราสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้ดีกว่ามูลสัตว์สดๆและปุ๋ยคอก ทั้งนี้เนื่องจากในขณะที่หมัก จะมีการเปลี่ยนแปลงสารประกอบไนโตรเจนในมูลสัตว์ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
3.2 การทำเป็นอาหารสัตว์ โดยนำส่วนที่เหลือจากการหมัก นำไปตากแห้ง แล้วนำไปผสมกับอาหารสัตว์ให้โคและสุกรกินได้ แต่ทั้งนี้มีข้อจำกัดคือควรใส่ อยู่ระหว่าง 5-10 กิโลกรัมต่ออาหารสัตว์ทั้งหมด 100 กิดลกรัม จะทำให้สัตว์เจริญเติบโตตามปกติและเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
สวัสดีครับ อ่านแล้วได้สาระดีครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีค่ะ
มาอ่านสาระน่ารู้ค่ะ
ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็น