ถึงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ วันนี้หัวใจพองโตใบหน้าบอกบุญอิ่มเอมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขสม สุขที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

          ย้อนหลังไปเมื่อ 13 ปี ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเข้ามาทำงานอยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ซึ่งเป็น โรงพยาบาล 10 เตียง  มีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น การรับบัตร,ทำบัตรคนไข้ ,การค้นหาประวัติผู้ป่วย พร้อมทั้งงานเอกสารทั้งหมด สมัยนั้น มีเจ้าหน้าที่น้อย เจ้าหน้าที่คน ๆ หนึ่งต้องรับผิดชอบงานหลาย ๆ อย่าง เช่นผู้เขียนนอกจากจะต้องรับผิดชอบงานห้องบัตร กรณีคนขาดก็ต้องเข้าไปช่วยงานผู้ป่วยในเป็น “ผู้ช่วยเหลือคนไข้” อีกหนึ่งหน้าที่ ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรมากมาย ยอมรับว่างานผู้ช่วยเหลือคนไข้เป็นงานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อถูกมอบหมายให้รับผิดชอบแล้วก็จะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดกับบทบาทที่ได้รับ ณ.ขณะนั้น      

        ทุกครั้งที่อยู่เวรที่ตึกผู้ป่วยใน ทุกวันจะมีผู้รับบริการแทบจะไม่ซ้ำหน้ากัน แต่ฉันไม่เคยเลือกปฏิบัติ ไม่เลือกชั้นวรรณะในการช่วยเหลือ  สิ่งสำคัญที่ฉันพยายามเตือนใจตัวเองอยู่เสมอ ต้องขยัน และต้องมีความอดทนให้มาก ๆ เพราะผู้รับบริการมีหลายรูปแบบ ความต้องการไม่เหมือนกัน  บางคนก็เอาแต่ใจ กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของใคร ๆ ก็ว่าได้  “หน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้” หน้าที่ใหม่นี้ทำให้ฉันมีคุณค่าในสายตาคนอื่น ๆ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ช่วยเหลือทุก ๆ คน  ถึงแม้เขาคนนั้น จะไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่สายตาที่ทอดมองสร้างความอบอุ่นให้กับตัวฉันเป็นอย่างมาก ด้วยความตั้งใจและด้วยความมุ่งเน้น “จะบริการผู้ป่วยและญาติให้ดีที่สุด”  

         ป้าน้อย เป็นอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ   ภาพที่เห็นสายน้ำเกลือระโยงระยาง ลมหายใจแผ่วๆ  หลับตาพริ้ม  ข้าง ๆ เตียง เห็นเด็กชายวัยประมาณ 10 ขวบ หลับฟุบกับขอบเตียง เห็นภาพแล้วรันทดใจอย่างบอกไม่ถูก เด็กวัยนี้ต้องอยู่ที่โรงเรียน หรือไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กเหมือนกับคนอื่น ๆ สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่เป็นเช่นนั้นเด็กคนนี้ต้องคอยดูแลป้า เวลาผ่านไปนานพอสมควรฉันว่างจากภารกิจ ฉันได้เดินไปที่เตียงป้าด้วยความสงสัย ขอโทษนะค่ะยาย วันนี้ลูกไม่มาเยี่ยมหรือค่ะ  ป้าเล่าว่าป้ามีลูกด้วยกันหลายคน แต่ไม่มีใครว่าง เพราะต่างคนก็ต้องทำงาน หากินไปวัน ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ทำเอาฉันสะอึกไปเหมือนกันกับคำตอบ นี่หรือชีวิต ลูกหลายคนไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้แม่ได้สักคน คิดย้อนกลับกัน ถ้าวันนี้ลูกคนไหนไม่สบาย แม่จะคอยเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างแม้แต่วินาทีเดียว คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ไม่เคยแสดงอาการรำคาญ หรือความเบื่อหน่ายให้เห็น

          แต่วันนี้แม่ไม่สบายบ้าง หันไปทางไหนมีแต่ความว่างเปล่า คนที่แม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดก็ไม่มา.... อนิจจาชีวิต สงสารแต่เด็กไร้เดียงสาคนนี้เท่านั้น เช้า สาย บ่าย ค่ำ ต้องคอยปรนนิบัติ เช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนยา ดูแลเวลายายขับถ่าย ฯลฯ เกินกว่ากำลังเด็กผู้ชายคนหนึ่งจะรับผิดชอบไหวจริง ๆ ฉันมองด้วยความเห็นใจ  ถ้าพอมีเวลาว่างจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ ฉันก็จะไปช่วยเหลือ เช่น แนะนำวิธีการพลิกตัวคนไข้ พยายามชวนให้ยายออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ เช่น ให้กำมือ แบมือ ยกมือ ยกเท้าขึ้นลง พยายามพลิกตัวบ่อย ๆ  จนอาการต่าง ๆ  เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ  1 เดือนกว่า ๆ ที่ป้าน้อยต้องนอนโรงพยาบาล 

         เวรบ่ายวันหนึ่งฉันก็มาขึ้นเวรตามปกติ เหลือบตามองไปที่เตียง 7 เหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่วันนี้มีแต่ความว่างเปล่า ความสงสัยวิ่งเข้ามาในสมองทันที น้อง ๆ คนไข้เตียง 7 ไปไหนแล้วค่ะ อ๋อ กลับบ้านไปแล้วพี่ตั้งแต่เมื่อตอนเช้า คำตอบของน้องพยาบาลทำให้ฉันดีใจอย่างบอกไม่ถูก คนไข้กลับบ้านแล้วแสดงว่าอาการหายเป็นปกติแล้วถึงกลับบ้านได้ ยินดีด้วยป้า (ฉันบอกในใจ) หลังจากวันนั้นก็ไม่เจอป้าน้อยอีกเลย......

        มาทราบข่าวอีกครั้งจากญาติว่าป้าน้อยหายเป็นปกติแล้ว สามารถเดินไปมาได้สะดวก สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวอย่างอดีตได้อีกครั้ง ทุกวันนี้ผู้เขียนไม่ได้ไปทำหน้าที่ “ผู้ช่วยเหลือคนไข้”อีกเลย แต่ความทรงจำดี ๆ ไม่เคยลบเลือนไปจากใจ  หลาย ๆ เหตุการณ์ได้ผ่านมานานแสนนาน ฉันเกือบลืมไปด้วยซ้ำ ว่าได้ช่วยเหลือใครไปบ้าง ทุกครั้งที่มีการจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน ซึ่งนั่นหมายถึง คนเหล่านั้นหายจากความเจ็บป่วยแล้ว กับส่วนเล็ก ๆ ที่ฉันได้ปฏิบัติไปด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ถึงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ วันนี้หัวใจพองโตใบหน้าบอกบุญอิ่มเอมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขสม สุขที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มันมีคุณค่าทางใจไม่สามารถหาอะไรมาเปรียบเปรยได้อีกเลย....