สรุปสาระสำคัญการอ่านงานวิจัย จำนวน 3 เรื่อง
เสนอ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ โดย นายพนม สุดใหม่ กลุ่ม 2 ศูนย์ จังหวัดสตูล
เรื่องที่ 1
ชื่อเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาลัยเทคนิคสตูล ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549
ผู้วิจัย นายพนม สุดใหม่
ปีที่วิจัย ปี 2549
วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครูที่ประเมินโดยนักศึกษา
- เพื่อนำผลที่ศึกษาได้ไปปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลทั่วไป
วิธีวิจัย
วิธีการ การวิจัยเชิงสำรวจ
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย มี 2 กลุ่ม
- กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มผู้ประเมิน มี 1 กลุ่ม คือ นักศึกษาที่เรียนกับครูผู้รับการประเมิน สุ่มอย่างง่ายมาจำนวน 30 คน จากกลุ่มที่ครูแต่ละคนสอนกลุ่มละเท่าๆ กัน
- กลุ่มผู้รับการประเมินเป็นประชากรทั้งหมดของวิทยาลัยเทคนิคสตูล ที่ทำหน้าที่สอน จำนวน 96 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549
เครื่องมือการวิจัย
ใช้แบบรายงานประสิทธิภาพการสอนของครู
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
- ชี้แจงให้ครูผู้รับการประเมินและนักศึกษาที่เป็นผู้ประเมินครูให้ทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมินและรูปแบบการประเมิน
- ผู้ประเมินประสิทธิภาพการสอนของครู ได้แก่ นักศึกษาที่เรียนกับครูผู้สอนที่รับการประเมินในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549
- ผู้วิจัยนำแบบรายงานประสิทธิภาพการสอนของครูไปแจกให้นักศึกษาที่เรียนกับครูผู้รับการประเมินให้ทั่วถึงกลุ่ม ๆ ละเท่า ๆ กันให้ครบ 30 คน ต่อครูผู้รับการประเมิน 1 คน นักศึกษาตอบแบบรายงานแล้วส่งคืนผู้วิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยนำคะแนนจากรายงานแต่ละฉบับมาหาค่าเฉลี่ยแต่ละข้อ หาค่าเฉลี่ยในภาพรวมทุกด้าน หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 10.0 for Windows
ผลการวิจัย
พบว่าครูแต่ละสาขางานมีประสิทธิภาพการสอนดังนี้
(1) ครูสาขางานก่อสร้างทั้งสิ้น 6 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 4 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานก่อสร้างมีค่าเฉลี่ย 3.67 อยู่ในระดับปานกลาง
(2) ครูสาขางานเชื่อมโลหะทั้งสิ้น 7 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 5 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 28.57 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานเชื่อมโลหะมีค่าเฉลี่ย 3.57 อยู่ในระดับปานกลาง
(3) ครูสาขางานยานยนต์ทั้งสิ้น 12 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีมาก 1 คน คิดเป็นร้อยละ 8.33 ระดับดี 6 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ปานกลาง 4 คนคิดเป็นร้อยละ 33.34 ควรปรับปรุง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 8.33 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานยานยนต์มีค่าเฉลี่ย 3.58 อยู่ในระดับปานกลาง
(4) ครูสาขางานเครื่องกลเรือ ทั้งสิ้น 3 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 2 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 ระดับปานกลาง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานเครื่องกลเรือมีค่าเฉลี่ย 3.67 อยู่ในระดับปานกลาง
(5) ครูสาขางานไฟฟ้ากำลัง ทั้งสิ้น 11 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 9 คน คิดเป็นร้อยละ 81.82 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 18.18 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานไฟฟ้ากำลังมีค่าเฉลี่ย 3.82 อยู่ในระดับปานกลาง
(6) ครูสาขางานอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น 10 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีมาก 3 คน คิดเป็นร้อยละ 30.00 ระดับดี 5 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานอิเล็กทรอนิกส์มีค่าเฉลี่ย 4.10 อยู่ในระดับดี
(7) ครูสาขาพณิชยการทั้งสิ้น 16 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 11 คน คิดเป็นร้อยละ 68.75 ระดับปานกลาง 5 คน คิดเป็นร้อยละ 31.25 และในภาพรวม ประสิทธิภาพการสอนของครูสาขาพณิชยการมีค่าเฉลี่ย 3.69 อยู่ในระดับปานกลาง
(8) ครูสาขางานคหกรรม 5 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 2 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 ระดับควรปรับปรุง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานคหกรรมมีค่าเฉลี่ย 3.20 อยู่ในระดับปานกลาง
(9) ครูสาขางานสามัญทั้งสิ้น 17 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีมาก 1 คน คิดเป็นร้อยละ 5.88 ระดับดี 7 คน คิดเป็นร้อยละ 41.18 ระดับปานกลาง 8 คน คิดเป็นร้อยละ 47.06 และระดับต้องปรับปรุง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 5.88 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานสามัญมีค่าเฉลี่ย 3.41 อยู่ในระดับปานกลาง
(10)ครูสาขางานเครื่องมือกล ทั้งสิ้น 9 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดี 5 คน คิดเป็นร้อยละ 55.56 ระดับปานกลาง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 22.22 และระดับต้องปรับปรุง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 22.22 และในภาพรวมประสิทธิภาพการสอนของครูสาขางานเครื่องมือกลมีค่าเฉลี่ย 3.67 อยู่ในระดับปานกลาง
ครูทั้งหมด 96 คน มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.60 โดยสาขางานอิเล็กทรอนิกส์มีค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพการสอนสูงที่สุด อยู่ในระดับดี รองลงมา มีประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับปานกลาง คือ สาขางานไฟฟ้ากำลัง สาขาพณิชยการ สาขางานเครื่องกลเรือ สาขางานก่อสร้าง สาขางานยานยนต์ สาขางานเชื่อมโลหะ สาขางานสามัญ สาขางานเครื่องมือกล และสาขางานคหกรรม ตามลำดับ
อภิปราย
จากผลการประเมินประสิทธิภาพการสอนของครูครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนของครูอยู่ในระดับปานกลาง โดยครูผู้สอนในแต่ละสาขางานมีค่าระดับประสิทธิภาพการสอนแตกต่างกัน จากผลการประเมินทำให้ทราบว่า นักศึกษาจะพึงพอใจครูที่มีลักษณะให้ความเป็นกันเองกับนักศึกษา พูดจาไพเราะ พูดให้คติ ข้อคิดที่ดี สอนโดยไม่เครียด บุคลิกที่สนุกสนาน ทำให้สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนในขณะเดียวกัน ครูที่มีวัยใกล้เคียงกับนักศึกษาก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักศึกษามีความพึงพอใจไว้วางใจในการที่จะปรึกษาปัญหาส่วนตัวได้ ขณะเดียวกันนักศึกษาต้องการให้ครูพิจารณาวิธีการทำโทษนักศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับแตกต่างกัน โดยไม่พึงพอใจต่อการทำโทษด้วยวิธีที่ไม่สุภาพ ไม่ต้องการวิธีทำโทษที่ไล่นักศึกษาออกนอกห้องเรียน และต้องการให้ครูปล่อยก่อนเวลาเล็กน้อย ให้มีการพักระหว่างเรียนคาบต่อเนื่องยาว ๆ และพอใจที่ครูเก็บคะแนนบางส่วนจากการทำแบบฝึกหัด หรืองาน งานที่ครูมอบให้นักศึกษาทำก็ไม่ควรเป็นงานที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
จากแบบรายงานประสิทธิภาพการสอนของครูนี้ทำให้สามารถสรุปลักษณะการปฏิบัติงานของครูได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบที่นำมาประเมินเป็นองค์ประกอบที่ครูทุกคนต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว ดังเช่นที่ สุวกิจ ศรีปัดถา , สุวรรณ ปะวรรณจะ และ ประสิทธิ์ พลศรี พิมพ์ (2538 :www.thaicdresearch.org/result) วิจัยเรื่อง การศึกษาองค์ประกอบที่เหมาะสมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้ารายการครูสายงานสารวัตรนักเรียนและนักศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา สรุปได้ว่าองค์ประกอบที่เหมาะสมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสายงานสารวัตรนักเรียนและนักศึกษามี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรับผิดชอบในการทำงาน ปริมาณและคุณภาพของงาน ความสามารถในการทำงาน และ การรักษาวินัยและจริยธรรม ส่วนการจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบที่เหมาะสมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสายงานสารวัตรนักเรียนและนักศึกษากับสายงานนิเทศการศึกษา 9 องค์ประกอบ มีดังนี้ 1) คุณลักษณะความเป็นครู 2) ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3) ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน 4) คุณภาพจองการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย 5) การปรับตัวและมนุษย์สัมพันธ์ 6) จริยธรรมและความประพฤติ 7) การรักษาวินัย 8) ปริมาณงานที่ได้รับมอบหมาย 9) ความอุตสาหะ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินประสิทธิภาพการสอนในหัวข้อต่าง ๆ เช่น ด้านบุคลิกลักษณะครูสอดคล้องกับคุณลักษณะความเป็นครู ด้านความสามารถทางวิชาการ สอดคล้องกับ ความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงาน ด้านความสัมพันธ์กับนักศึกษาสอดคล้องกับการปรับตัวและมนุษย์สัมพันธ์ ด้านเจตคติของครูต่อนักศึกษาและวิชาที่สอน สอดคล้องกับ จริยธรรมและความประพฤติ ด้านวิธีสอนและการวัดและประเมินผลสอดคล้องกับคุณภาพของการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย
จากผลการประเมินในครั้งนี้ ไม่ควรนำประสิทธิภาพการสอนระหว่างครูแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้ประเมินเป็นนักศึกษาคนละกลุ่ม ความคิดเห็นแตกต่างกันลักษณะของรายวิชาแตกต่างกัน เช่น บางวิชาอาจจะสอนเน้นทฤษฎีมาก โดยสภาพทั่วไปของเนื้อหาวิชา เช่น คณิตศาสตร์หรือวิชาคำนวณ แต่บางวิชาเป็นวิชาปฏิบัตินักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือได้ทุกครั้งของการเรียน สอดคล้องกับ พนม สุดใหม่ (2546:27) รายงานผลการประเมินการสอนของครู อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โดยให้นักเรียน นักศึกษาเป็นผู้ประเมินการสอนของครู พบว่า ครู อาจารย์มีผลการประเมินการสอนอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นเป็นร้อยละ 64.13 และได้อภิปรายผลว่าไม่ควรนำผลการประเมินของครูแต่ละคนที่เกิดจากนักศึกษากลุ่มต่างกันมาเปรียบเทียบกัน เพราะกลุ่มผู้ประเมินมีความคิดเห็นแตกต่างกันสภาพวิชาที่สอนก็แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ครูทุกคนที่ได้รับการประเมินครั้งนี้ควรจะได้นำข้อควรปรับปรุงที่นักศึกษาเสนอแนะไว้ไปพิจารณาเพราะในบางครั้งครูอาจจะไม่ยอมรับในผลการประเมิน ทั้งนี้เพราะครูที่เข้มงวดกับนักศึกษามากเกินไปก็มักจะได้รับการประเมินออกมาในระดับที่ไม่ค่อยดีนัก จึงควรที่ผู้บริหารหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารงานบุคคลจะได้นำไปหาวิธีการประเมินครูโดยใช้วิธีการอื่น ๆ ด้วย หลายวิธี จะทำให้ได้ผลที่เป็นที่ยอมรับทั้งผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน
สรุปสาระสำคัญการอ่านงานวิจัย จำนวน 3 เรื่อง
เสนอ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ โดย นายพนม สุดใหม่ กลุ่ม 2 ศูนย์จังหวัดสตูล
เรื่องที่ 2
ชื่อเรื่อง สภาพความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะวิจัยของครู วิทยาลัยเทคนิคสตูล
ผู้วิจัย นายเจริญ กาญจนะ
ปีที่วิจัย ปี 2552
วัตถุประสงค์
เพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้และทักษะปฏิบัติด้านวิจัยของครูที่มีในปัจจุบันกับระดับความรู้และทักษะปฏิบัติด้านการวิจัยที่ครูต้องการพัฒนาในประเด็นต่าง ๆ
วิธีการวิจัย
วิธีการ การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง
1. ประชาการ ได้แก่ ครู วิทยาลัยเทคนิคสตูล จำนวน 100 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู วิทยาลัยเทคนิคสตูล จำนวน 52 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือ
แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะวิจัยของครูวิทยาลัยเทคนิคสตูล
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
- แจกแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะวิจัยของครูวิทยาลัยเทคนิคสตูลให้ครูกลุ่มตัวอย่างตอบ
- นำแบบสอบถามที่ตอบแล้ว มาทำการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
- การวิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ
- การวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะวิจัยของครูวิทยาลัยเทคนิคสตูล ใช้คะแนนเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- การเปรียบเทียบระหว่างระดับความรู้และทักษะปฏิบัติด้านวิจัยของครูที่มีในปัจจุบันกับระดับความรู้และทักษะปฏิบัติด้านวิจัยที่ครูต้องการพัฒนาในประเด็นต่าง ๆ ใช้การทดสอบท่าที่
ผลการวิจัยพบว่า
- ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 52 คน เป็นเพศชายและหญิงจำนวนใกล้เคียงกันส่วนใหญ่มีอายุช่วง 25 – 35 ปี และช่วง 46 – 55 ปี ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 65.38 รองลงมาคือ ระดับปริญญาโท ร้อยละ 30.77 และต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 3.85 และเคยอบรมเรื่องวิจัย ร้อยละ 55.80 ศึกษางานวิจัยด้วยตนเอง 15 คน คิดเป็นร้อยละ 28.80 เคยอ่านงานวิจัยของคนอื่น 6 คน คิดเป็นร้อยละ 11.50 ไม่ระบุ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 3.80
- ระดับความรู้และทักษะปฏิบัติที่มีในปัจจุบันกับระดับความรู้และทักษะปฏิบัติที่ต้องการพัฒนาในเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยทุกรายการประเมินของครูมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
- หลักสูตรการอบรมเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ 42 ชั่วโมง แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 9 หัวข้อ ได้แก่ การสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอน การเขียนโครงร่างวิจัยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การค้นคว้านวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล การหาคุณภาพของแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต รูปแบบการวิจัย สถิติและวิธีวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนวิธีทำเป็นการวิจัย และการเขียนรายงานวิจัย วิธีการฝึกอบรม ใช้การบรรยาย ใช้สื่อเพาเวอร์พอยต์ เอกสารประกอบการอบรม ใช้การสอบก่อนและหลังการอบรม ตรวจงานที่มอบหมายให้ทำและประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมโดยการตตอบแบบสอบถามคุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม เป็นครูของวิทยาลัยเทคนิคสตูลที่สนใจจำนวน 40 คน เป้าหมายของการอบรมคือ ผู้เข้ารับการอบรม ปีงานวิจัยคนละ 1 เรื่อง
สรุปสาระสำคัญการอ่านงานวิจัย จำนวน 3 เรื่อง
เสนอ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ โดย นายพนม สุดใหม่ กลุ่ม 2 ศูนย์จังหวัดสตูล
เรื่องที่ 3
ชื่อเรื่อง ผลการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี
ผู้วิจัย จินตนาภรณ์ นาคสมพันธ์
เกียรติศักดิ์ พันธ์ลำเจียก
ปีที่วิจัย ปี 2550
วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี
- เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี
วิธีวิจัย
วิธีการ การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ชั้นปีที่ 1 (ศษ/ท50 B) ปีการศึกษา 2550 จำนวนนักเรียนทั้งหมด 39 คน สุ่มแบบง่ายได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย
- แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- ข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- แบบทดสอบความคิดเห็นเพื่อการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนในการดำเนินการทดลองผู้วิจัยได้ทำการทดลองตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
- ผู้วิจัยทำหนังสือขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เพื่อขออนุญาตและขอความร่วมมือในการทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูล
- คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการเลือกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550
- ดำเนินการทดลองโดยจัดเตรียมข้อความสั้น (SMS) ลงในโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5 เครื่อง และให้นักเรียน นักศึกษาตามแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้
เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre – test) เพื่อวัดความรู้ก่อนเรียนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดเตรียมเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5 เครื่อง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา อุปสรรค การส่ง รับข้อความสั้นของนักศึกษา
จัดเตรียมข้อความที่จะส่ง เพื่อที่จะส่งได้ทันทีพร้อมกัน 30 คน
ให้ความรู้พื้นฐานของการรับส่งข้อความสั้น เพื่อการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ผู้เรียนรับข้อความสั้นจากผู้สอนและเก็บไว้ในกล่องข้อความเข้า (In Box) โดยผู้เรียนสามารถกลับมาทบทวนการเรียนรู้ได้จากกล่องข้อความเข้า (In Box) เมื่อต้องการได้
หลังจากศึกษาเนื้อหาจนจบให้ผู้เรียนทำการส่งข้อความกลับมายังผู้สอนและส่งชื่อ นามสกุล เลขที่ ห้องเรียน เพื่อให้ผู้สอนเก็บไว้ให้คะแนนในลำดับต่อไป
ทำแบบทดสอบหลังเรียน (post – test) ในแบบวัดผลการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อศึกษาจบบทเรียนให้ผู้เรียนตอบแบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนการเรียนและหลังการเรียนด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
- สถิติพื้นฐานได้แก่ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ในการหาค่าประสิทธิภาพของข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้านข้อมูลทั่วไปของนักศึกษาผลการตรวจสอบเพื่อการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และแบบประเมินความคิดเห็นของนักศึกษา
- สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานโดยทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนผลการเรียนรู้ก่อนการเรียนและหลังการเรียน โดยวิธีการทดสอบค่าที่ (t – test)
ผลการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษา ระดับปริญญา พบว่า นักศึกษามีผลการเรียนรู้ด้วยข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01