คำถามจากครูบาคำเดื่อง ภาษี “ทำไมจะต้องวิ่งอ้อมโลก เพื่อที่จะกลับมาที่เดิมให้ทันเวลา”

คนจำนวนมากคิดและทำ แต่ก็มีไม่กี่คนที่ทำได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับครูบาคำเดื่อง ภาษี หนึ่งในสามของครูบาของภาคอีสานมาประมาณ ๑๐ ปี

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมประทับใจในแนวคิด ความพยายาม และการปฏิบัติตัวของท่าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของไทย

ที่ท่านมองปัญหาทะลุถึงระดับที่ไม่ยอมให้ลูกของตัวเองเข้าไปเสียเวลากับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของไทย

เรื่องนี้ผมได้มีโอกาสวิพากษ์กับท่านอย่างเปิดอกหลายรอบ

จนพอจะมองแนวคิดของท่านได้หลายแง่มุม

ท่านมองว่าการศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อชีวิตของเรา

กลับทำให้เสียเวลาของชีวิตไปโดยไม่คุ้มค่า

บางคนต้องขายไร่ขายนา ทำงานหนักมากเพื่อจะส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัย

ลุกบางคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองดี ก็พอไปรอด แต่จำนวนหนึ่งก็ไปไม่รอด ล้มเหลวไปไม่ถึงฝั่ง ไม่ได้งานทำที่ดี ต้องกลับมาทำไร่ทำนา ถ้าไร่นายังพอเหลือ ที่ไม่เหลือก็ทำงานอื่นๆ หรือเป็นกรรมกร ขายแรงงาน ไปสารพัด

คนที่พอไปรอดจำนวนหนึ่งก็แค่ประคองตัวได้ มีไม่มากที่รอดระดับกลับมาช่วยครอบครัวและญาติพี่น้องได้

คนที่สำเร็จในชีวิตสูงๆ ก็มักจะพยายามเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ บางคนก็รักษาสุขภาพได้ดี บางคนก็เจ็บป่วยเสียชีวิตไปกับงาน

คนที่สำเร็จมากๆ ที่มีน้อย จำนวนหนึ่งก็จะพยายามหาซื้อที่สวน ที่ไร่ ที่นา ใกล้บ้าง ไกลบ้างเท่าที่จะหาซื้อได้ ด้วยความฝันว่าจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายกับธรรมชาติ สายลม ต้นไม้ สัตว์ ปลาต่างๆ

นี่ก็เป็นเส้นทางที่คนจำนวนมากคิดและทำ แต่ก็มีไม่กี่คนที่ทำได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

บางคนก็ติดปัญหาเชิงสังคม

บางคนติดปัญหาเชิงพื้นที่

บางคนติดปัญหาเชิงความรู้ ความสามารถ

บางคนติดปัญหาทางครอบครัว

แต่ความคิดของครูบาคำเดื่องนั้น ท่านตั้งคำถามว่า

“ทำไมจะต้องวิ่งอ้อมโลก เพื่อที่จะกลับมาที่เดิมให้ทันเวลา”

ไม่ต้องขายนา ไม่ต้องวิ่งอ้อมไปไหน ที่ตรงนี้เรารู้จักดี เราพัฒนาตรงนี้ให้ดี ทั้งสังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ครอบครัว และชุมชน

ดังที่ท่านทำกับลูกของท่าน

ลูกของท่านมีทุกอย่างที่คนที่ประสพผลสำเร็จในชีวิตใฝ่หา

แบบไม่ต้องอ้อมโลกไปไหน

ทำตรงนี้ อยู่ที่นี่ มีที่ดิน มีสวน มีนา มีบ่อปลา มีสัตว์เลี้ยง มีสังคม มีเครือข่าย มีการเรียนรู้ มีคนมาร่วมเรียนรู้จากทุกระดับทั่วโลก มีครอบครัวที่เข้าใจกัน มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีอาหารคุณภาพดี ปลอดภัย และมีทรัพย์สินที่จะส่งต่อให้ลูกๆ หลานๆ อย่างภาคภูมิใจ

นั่นนะซิ ผมก็กำลังถามตัวเองอยู่เหมือนกัน

และผมก็กำลังวิ่งไปหาจุดเริ่มต้นของชีวิตลูกชาวนาของผม แต่ผมก็ไม่มีความสามารถที่จะสอนลูกได้เท่าครูบาคำเดื่อง

ลูกชายผมไปทำงานอยู่โรงงานแถวระยอง

ลูกสาวกำลังเรียนมหาวิทยาลัย

ผมคงจะกลับไปหานาเพียงคนเดียว

แล้วทำผมเพื่อใคร เพื่อตัวเองหรือ

ชักไม่แน่ใจซะแล้ว

ลองทบทวนชีวิตของท่านตามคำถามของครูบาคำเดื่องดูนะครับ

บางที.....เราอาจจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นครับ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (14)

เขียนเมื่อ 

จริงของครูบาคำเดื่องครับอาจารย์ บางทีปั้นปลายชีวิตเราอาจต้องกลับไปที่เดิม แต่ผมก็ดีใจที่ได้เริ่มต้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีนาน้อยกว่าอาจารย์ ฮ่าๆๆ

ท่านกามนิตหนุ่มครับ

ผมหาข้ออ้างได้แล้ว ว่าครอบครัวผมจน พี่น้องหกคน นาสี่ไร่ ไม่พอแบ่งกัน เลยไม่มีนาทำ ต้องมาทำงานอย่างอื่น หาเงินซื้อนา

อิอิ

เขียนเมื่อ 

ก๊ากๆเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลมากครับ ฮ่าๆๆ

ชอบแนวคิดแบบนี้ครับ ขอสนับท่านอาจารย์ทั้งสอง

ยกอาจารย์คำเดื่องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณครู

เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่มีเหตุผล

ขออนุญาตินำไป share ใน facebook หน่อยครับคุณครู

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่โดนห้อมล้อมจากภรรยาและบุตรให้เดินตามกระแสสังคมที่ทำทุกอย่างต้องใช้เงินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ลูกสองคนกำลังศึกษาในระดับมัธยม สายวิทย์-คณิต อนาคตคงได้แค่ลูกจ้าง ส่วนผมก็ลูกจ้างถ้าออกจากงานก็ไม่เงินให้ลูกไปเรียน ผมรู้ตัวว่า"ผมกำลังวิ่งอ้อมโลก" กำลังมองหาทางลัดที่จะกลับสู่ที่เดิม

ปัญหาของผมคือที่ดินที่สามารถทำกินได้นั้น เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขังทั้งปี ส่วนใหญ่เขาเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลากัน(ตามกระแสและก็ขาดทุน) ส่วนผมอยากทำนาปลูกพืชผัก ผลไม้ (มันบ้า!แค่คิดก็เพี้ยนแล้ว ต้องลงทุนเท่าใด)

ปภังกร
IP: xxx.31.76.34
เขียนเมื่อ 

ใจหนึ่งก็อยากจะออกไปวิ่งอ้อมโลก ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมานอนตายอยู่ตรงนี้

คนที่ยังมีกิเลส ถึงแม้นรู้ว่าทุกข์ก็กระเหี้ยนกระหือรือจะกระโดดเข้ากองทุกข์

การเลือกใช้ชีวิตที่ทวนกระแสกิเลสนั้น เวลาที่กำลังสำรอกความทุกข์ มันทุกข์อย่างสุดจิตสุดใจ

คุกที่ขังนักโทษอุจฉกรรจ์ยังไม่มืด ไม่หนาวเท่ากำแพงแห่งศีลที่กั้นขวางหัวใจให้ห่างไกลจากกิเลส

เรียนก็ตาย ไม่เรียนก็ตาย สูงก็ตาย ต่ำก็ตาย รวยก็ตาย จนก็ตาย แล้วจะดิ้นรนไปเพื่ออะไรเมื่อความตายเป็นของเที่ยงแท้และแน่นอน...

เขียนเมื่อ 

จริงสินะคะ  ทำไมต้องอ้อมโลก ในเมื่อทราบเป้าหมายสุดท้ายอยู่แล้ว แต่เพราะว่า ยังเพลิดเพลินระหว่างเส้นทาง และมีอะไรมีสีสัน ดึงดูดใจให้เรามัวใหลหลงอยู่กระมังค่ะ และคงเหมือนประโยคที่ว่า ขึ้นหลังเสือแล้วแบบหาทางลงก็ค่อนข้างจะยากนะคะ ;) หากแต่ก็พยายามอยู่ค่ะ .. อิ อิ แบบว่าไม่มีที่นา กับเค้า เป็นข้ออ้างได้ไหมคะอาจารย์ ขอบพระคุณบันทึกดีๆ นี้ค่ะ

โดยรวมนะครับ

ผมเข้าใจว่า ประโยคของครูบาสุทธินันท์ ที่ใช้ประจำคือ

ความรู้ไม่พอใช้

ไม่พอตั้งแต่ไม่รู้จักตัวเอง อย่างที่ท่านปภังกรชี้ให้เห็น

ไม่พอที่จะคิด

ไม่พอที่จะรู้

ไม่พอที่จะเข้าใจ และ

ไม่พอที่จะทำ

เราก็เลยเดินตามรอยคนอื่นไปเรื่อยๆ โดยไม่ทราบว่าจะไปไหน

เห็นมีรอยมาก ก็ยิ่งคิดว่าถูก แต่กลับผิดมหันต์

แล้วเราก็รู้สึกว่า "ลงไม่ได้"

ประมาณนั้นครับ

เขียนเมื่อ 

“ทำไมจะต้องวิ่งอ้อมโลก เพื่อที่จะกลับมาที่เดิมให้ทันเวลา” เป็นคำถามที่ประทับใจมาก เมื่อนำมาตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง นอกจากจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ยังพบว่า

  • ทุกวันนี้ช่วงเช้าภารกิจของเรายังเป็นแบบ "วิ่งอ้อมโลก" : ทำงานวิชาการ งานบริหาร ประชุม เดินสายบรรยาย ฯลฯ (แล้วแต่กิจนิมนต์)
  • พอช่วงบ่าย 2 ถึง 6 โมงเย็น ชีวิตในสวนป่า คือ อิสรภาพที่ได้เรียนรู้

Blog "ความรู้เพื่อชีวิต" เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะค่อย ๆ ลด "การวิ่งอ้อมโลก" เพื่อที่จะ "กลับมาให้ทันเวลา" หรืออย่างไร ?

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ

      มันก็ติดกับดัก มายาคติ ตอนเดินเข้าไปแล้ว และเมื่อเดินเข้าไป ก็ไปติดกับดัก กิน กาม เกียรติและอำนาจ ..........ซึ่งก็มีตามความมากความน้อยของแต่ละบุคคล..อย่างที่อาจารย์เล่านั้นหละครับผมสิ่งที่ติดสำคัญๆ ก็อาทิเช่น เชิงสังคม เชิงพื้นที่ เชิงความรู้ความสามารถและเชิงครอบครัว...อื่นๆตามแต่จริตของคนครับผม ความไม่รู้พอใช้ก็ต้องถามต่อว่าความรู้ประเภทไหนที่เราอยากจะใช้ในการดำเนินชีวิต ในการบูรณาการเพื่อความสุข เช่นความรู้ในหน้าที่การงาน ทักษะความรู้ในสังคมปัจจุบันนี้ หรือความรู้เพื่อการหลุดพ้น มีมากมายครับผม แต่ไม่ว่ายังไงท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีตนเป็นพึ่งไว้ก่อนครับผม และควรจะมีความอยากอยู่ในทางฉันทะ ไม่ใช่เทไปทางกิเลสตัณหา สุดโต่งครับผม

ด้วยความเคารพครับผม

นิสิต

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

 มันติดกับดักมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้วค่ะ ที่มีกฏหมายห้ามคนกินหมาก บ้านไหนปลูกต้นพลูไว้ให้ตัดทิ้ง....มันหลงทางมาไกลจนกู่ไม่กลับแล้วค่ะ ระบบโรงเรียนต้องการให้คนเรียนหนังสือเก่งจะได้ทำงานดีๆมีเกียรติ์ เป็นจ้าวคนนายคน ....ไม่มีตำราที่ไหนสอนให้รู้จักเป็นนายของตนเอง มีที่ดิน มีทรัพย์สมบัติก็ขายให้ลูกเรียนหนังสือยิ่งเก่งพ่อแม่ก็ภูมิใจ พอเป็นใหญ่เป็นโตแล้วที่ดินก็ซื้อคืนไม่ได้ รุ่นลูกหลานกลายเป็นคนจนไปโดยถ้วนหน้า ต้องไปรับจ้างกินเงินเดือน กว่าจะรู้ตัวก็แก่ใกล้เกษียณแล้วจะมาหาซื้อที่ดินทำกิน รู้ตัวว่าวิ่งอ้อมโลกเสียเหนื่อย ถ้าทุกคนรู้ก็คงไม่มีใครยอมเหนื่อยฟรีๆหรอกค่ะ เป็นเพราะความไม่รู้ เพราะอวิชชาตัวเดียวแท้ๆ

                                      ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

    วิ่งอ้อมเพราะความ "ไม่รู้" ครับ  และที่มาของความไม่รู้ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาดมายาวนาน  ที่ใกล้ๆตัว และมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต เขาไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้เราได้รู้ ได้เรียน  แต่เก่งนัก ชื่นชมกันนักถ้าใครไปเอาเรื่องไกลตัวมาพูดได้

   ผมยังจำได้ดีว่าตอนอยู่ชั้น ป.7 เคยภูมิใจนักหนาที่สามารถโม้ให้ใครต่อใครฟังได้ว่าดาวเทียมดวงไหนขนาดและน้ำหนักเท่าไร ไล่มาตั้งแต่ Sputnik ของรัสเซีย มาจน Echo-1 Echo-2 ฯลฯ ของอเมริกา  และเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ไกลตัว เช่นเรื่องดาวอังคาร  และบ้าถึงขนาดพยายามเปิดวิทยุ Short Wave ฟังการถ่ายทอดสดการส่งยานอวกาศจากแหลมเคเนดี้โน่นเลยทีเดียว ไม่เห็นภาพแค่ได้ฟังเสียงก็ยังดี

   ความจริงถ้าระบบการศึกษาถูกต้อง  ตอนผมเรียนชั้นประถม ครูน่าจะได้จัดให้ผมได้สัมผัสกับงานที่พ่อแม่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมากกว่าที่เป็นมา  ทบทวนย้อนหลังแล้วดูเหมือน “ความรู้” คืออะไรบางอย่างที่ต้อง "แปลกใหม่" และ "ไกลตัว" .. อนิจจา !

   มาถึงวันนี้ ผมพอใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตได้ผลักดันให้ผม “โชคดี” ได้มีโอกาสเซย์กู๊ดบายกับกทม.ที่ทนอยู่มากว่า 30 ปี กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งท่ามกลางความรัก ความอบอุ่น การยอมรับนับถือ และได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น 

    ทุกวันผมเพลินกับการใช้เวลาอยู่กับดิน น้ำ หญ้า และแปลงพืชผักที่ปลูกไว้รอบๆบ้าน  ความตื่นเต้นเมื่อพบ "ความไม่รู้" เกิดขึ้นสม่ำเสมอไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆที่หลายอย่างควรรู้มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว หลายครั้งหลายเรื่องจำเป็นต้องไปเที่ยวถามหาความรู้ ความจริงจากชาวบ้าน จากญาติๆ  ซึ่งก็ช่วยให้ค่อยๆหายโง่ไปได้ทีละนิดครับ 

นี่ก็วิ่งไปเสียไกลเลยครับ

เกือบกลับมาไม่ทัน ประมาณว่าเกือบนาทีสุดท้าย

ดีใจด้วยที่ยังหาทางกลับจนได้

อิอิ

หมายเลขบันทึก

387932

เขียน

25 Aug 2010 @ 09:07
()

แก้ไข

19 Jun 2012 @ 16:21
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ความเห็น: 14, อ่าน: คลิก