แม้แต่เดือนยังเศร้าไปกับการสูญเสียเพชรน้ำเอกของชาวล้านนา

            ผ่าง...ผ่าง...ผ่าง...ผ่าง...ๆๆๆๆๆๆๆ เสียงเหมือนมีคนตั้งใจตีสังกะสีข้างรั้วให้ดังเป็นจังหวะหนักแน่น ฉันลุกเปิดมุ้งตามแม่ออกไปยืนที่กลางชานบ้านพร้อมกับแหงนมองดูบนท้องฟ้าที่ตอนหัวค่ำมีเดือนส่องแสงสว่าง  " กบกินเดือน"แม่บอก สิ้นเสียงแม่เกราะหรือกะหลกก็ดังรัวไปทั้งหมู่บ้าน      ป๊ก...ๆๆๆๆๆๆ       แป็ง...ๆๆๆๆๆๆ      ปัง...ๆๆๆๆๆๆ    ปึก...ๆๆๆๆๆๆๆ   ทุกบ้านจะหาไม้หรือกระป๋องมาตีให้เกิดเสียงดัง เพื่อจะให้กบที่กำลังกินเดือนอยู่นั้นตกใจและปล่อยเดือนให้ส่องแสงนวลตามเดิม  แม่อุ้ยคดข้าวเหนียวมาปั้นแล้วคลุกกับเขม่าไฟให้ดำ มีกล้วยสุกและอ้อย นั่งอธิษฐานแล้วเอาวางไว้ข้างๆก้อนเส้าในครัว แม่อุ้ยบอกว่าบูชาปู่ดำ ย่าดำ ให้ทุกคนในบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ขณะที่เด็กๆยังเพลินอยู่กับการตีเกราะและบีบตุ๊กตายางให้มีเสียงดังแป๊บๆๆๆๆๆๆ  และได้ยินเสียงญาติข้างบ้านเอามีดมาสับต้นขนุนดังสวบสาบ และพูดว่าออกหน่วยนักๆเน้อ........

              กบกินเดือน หรือจันทรุปราคาครั้งหนึ่งที่ไม่มีใครตีเกราะ เคาะไม้เลยแม้แต่คนเดียว คือ กบกินเดือนครั้งที่ตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2506  ซึ่งตรงกับวันที่ท่านเจ้าคุณพระศรีศิลป์สุนทรวาที เจ้าอาวาสวัดศรีบุญยืน ซึ่งเป็นวัดในหมู่บ้านของฉันได้มรณภาพลง  ท่านเจ้าคุณอาพาธและได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  2506 พอถึงเดือน 4 เป็ง หรือวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4  เวลา 16.45 ท่านเจ้าคุณก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอายุ 36 ปี  การสูญเสียครั้งนี้นำความเศร้าโศกให้แก่คณะศรัทธาสาธุชนเป็นอันมาก เพราะประชาชนทั่วภาคเหนือต่างก็ขนานนามท่านเจ้าคุณว่าเป็นเพชรน้ำเอกของล้านนา    กบกินเดือนในครั้งนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความเศร้าโศก จึงปราศจากเสียงตีกะหลก เคาะไม้ หรือทุบต้นไม้เหมือนที่เคยทำกันมา  แต่ละบ้านจะเร่งรีบเดินทางไปรวมกันที่วัดเพื่อปรึกษากันเรื่องที่ท่านเจ้าคุณได้มรณภาพลง 

         คนเฒ่าคนแก่ต่างก็พูดว่าแม้แต่เดือนยังเศร้าไปกับการสูญเสียเพชรน้ำเอกของชาวล้านนาในครั้งนี้