นี่หล่ะค่ะ แป๊ะตำปึง พืชรักษาเบาหวาน ที่ดิฉันเห็นแว๊บๆ ว่ามีบันทึกเขียนถึงไว้บันทึกหนึ่ง แต่ดิฉันจำชื่อพืชไม่ได้ก็เลยหาไม่เจอค่ะ ดังที่ดิฉันได้แจ้งไว้ที่นี่คะ
แล้วเมื่อวาน ก็มีสมาชิกเขียนถึงอีก ดิฉันก็เลยรีบจำชื่อต้น แป๊ะตำปึง ไว้ทันทีใน long term memory และ bookmark บันทึกนี้ไว้ เมื่อได้ชื่อต้น ดังนั้นก็รีบหาบันทึกอีกอันที่ตามหาแล้วไม่เจอ ในที่สุด ดิฉันก็เจอบันทึกนั้นเข้าจนได้ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/rdi-kku/38223
http://gotoknow.org/blog/ahsremt/12159
ส่วนอันนี้เป็นบันทึกในพันธ์ทิพย์ค่ะ http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/J3930667/J3930667.html
ที่บ้านปลูกไว้ค่ะ มีคนเขาให้มาค่ะเมื่อต้นปี 48 เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ดิฉันไปเจอที่สนามบินตอนไปรับพ่อกับมาจากกทม. เขาเก็บมา 4-5 กิ่งจากวัด เราคุยกันถูกคอ คุณลุงเขาก็เลยให้ดิฉันมา 2 กิ่ง แต่ตอนนั้น คุณลุงเขาก็จำชื่อพืชไม่ได้ ดิฉันก็ปลูกมันมาเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นกอใหญ่มาก โตง่ายค่ะ แต่ก็ยังไม่ให้พ่อทานจนปัจจุบัน เพราะต้องให้แน่ใจก่อนว่า คือ ต้นอะไร และเมื่อรู้ชื่อและดูจากรูปที่ค้นเจอในอินเตอร์เน็ตแล้ว ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วคะว่า พืชที่คุณลุงให้มา คือ ต้นแป๊ะตำปึง คล้ายชื่อ (แป๊ะตำลึง ไหมคะ) เป็นพืชรักษาเบาหวานจริงๆ ด้วยค่ะ ขอบคุณคุณลุงและคุณป้าคู่นั้นมากค่ะ
ข้อควรระวัง ยาสมุนไพรหลายชนิดยังไม่มีการรับรองว่าใช้เป็นยารักษาโรคได้ ดิฉันเองก็ยังไม่ทราบเช่นกันคะว่า จักรนารายณ์ หรือ แป๊ะตำปึง จะช่วยรักษาเบาหวานของคุณพ่อได้จริงหรือไม่ ดังนั้น ท่านที่จะใช้ต้องระวังและศึกษาวิธีการใช้อย่างรอบครอบนะค่ะ
สมุนไพรบ้านหนูก็มีหลายอย่างนะค่ะ ทั้งรักษาโรคเบาหวานได้ เป็นยาบำรุงกำลังสำหรับคนธาตุล้มคือคนที่ อ่อนเพลีย หน้ามืด เบื่ออาหาร นำหนักลดอย่างน่าเป็นห่วงเพราะที่บ้านหนูพ่อกับแม่เป็นหมอยาสมุนไพร และที่สำคัญพ่อกับแม่จะเป็นคนเก็บสมุนไพรเองโดยความรู้เรื่องของสมุนไพรได้มาจากพระธุดงภ์ท่านบอกมาและแม่ก็กินยาที่ตนเองหามาตลอด 3-4 ปีอาการของโรคเบาหวานก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจากที่เมื่อก่อนหนูคิดว่าแม่คงไม่ได้เห็นหนูรับปริญาแน่ พอเห็นแม่ดีขึ้นก็สบายใจว่าท่านคงอยู่กันเราไปอีกนาน
แป๊ะตำปึงสามารถลดความดันได้ด้วยค่ะคุณครูอำพลเคยใช้รักษาคุณพ่อได้ผล และให้ต้นมาปลูกเป็นพืชที่ปลูกง่ายมาก แค่เด็ดต้นมาปักชำก็ขึ้นแล้วค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องต้นแป๊ะตำปึงนะค่ะ
คุณพ่อ อยู่หาดใหญ่ หรือ อยู่นคร ครับ
หากอยู่หาดใหญ่ ก็อยากชวนเข้าร่วมกิจกรรม คนอ่อนหวาน รพ.หาดใหญ่ พฤหัสบดี ที่ 3 ของเดือน
ห้องประชุมสุวิทย์ ชั้น 5 ตึกพยาธิวิทยา
ข้อเสียของ รพ.หาดใหญ่ ของพวกเรา คือ หาที่จอดรถ ยาก จริงๆ
วงนี้ ผู้ป่วยช่วนกันจัดการ โดย จนท ร่วมเป็นบริกร ครับ
ได้จังหวะพอดีเลยคะอาจารย์หมอวีรพัฒน์ วันพุธที 16 สิงหานี้ พ่อมีนัดกับหมอที่ มอ. ค่ะ ก็ตามปกติค่ะ ดิฉันจะบอกให้พ่ออยู่ต่ออีกวันสองวัน จะได้ไปร่วมกิจกรรที่ รพ.หาดใหญ่ ค่ะ
อาจารย์มี เบอร์โทรของ หน่วยคนอ่อนหวาน ไหมค่ะ ดิฉันจะได้โทรไปสอบถามรายละเอียดค่ะ
ปล. คุณพ่อมีสิ่งประดิษฐ์เพื่อการกายภาพบำบัดของผู้ป่วยอัมพฤตอยู่หลายชิ้นค่ะ อยากให้ท่านได้เล่าให้ผู้ป่วยท่านอื่นฟังค่ะ
http://gotoknow.org/blog/ha-hph/28578 อีกบันทึกที่เจอใน GotoKnow เรื่อง ผู้ป่วยรักษาเบาหวานด้วยแป๊ะตำปึง
สวัสดีค่ะ ดร.จันทวรรณ
ดิฉันมีปัญหาอย่างนี้ค่ะ
ตอนนี้แม่ดิฉันป่วยเป็นงูสวัด ไปรักษาจนแผลหายดีแล้ว แต่ยังมีอาการหลงเหลืออยู่ตอนนี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายอย่างเด็ดขาด ยังเป็นมาตลอดได้ปีนึงพอดีค่ะ คือ อาการร้อนจากข้างใน เห็นเขาว่ากันว่าเป็นอาการจากพิษงูสวัดที่ยังมีอยู่ ไม่ทราบว่าจะรับประทานแปะตำปึงได้หรือไม่คะ มีวิธีรับประทานอย่างไรคะ ช่วยตอบด้วยนะคะ จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยค่ะ
สวัสดีคุณ ดร.จันทวรรณค่ะ
พอดีมีความสนใจเรื่อง แป๊ะตำปึง เลยลอง Search ใน Google มาเจอกระทู้นี้ น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ
ขอเรียนถามเพิ่มเติมค่ะ...
ได้ยินมาว่าถ้าทานใบของแป๊ะตำปึง จะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมแม่ (สำหรับหญิงให้นมบุตร) ทำให้เพิ่มปริมาณน้ำนมแม่ได้มากกว่าปกติ จริงรึเปล่าค๊ะ?
เคยมีลงเป็นบทความในหนังสือพิมพ์
ทั้ง แปะตำปึง และจินเจียเหมาเยี่ย
ต่อๆ มายังมีคนนำเอา พญาวานร มาใช้แทนกันได้ดีกว่า
ส่วนปริมาณที่จะใช้ เท่าที่ทราบ เขาบอกต่อกันมา ว่า
ทดลองแค่ ทานใบสด ตอนเช้า วันละ 2-3 ใบ
แล้วดูผล สักเดือนหนึ่งก่อน จึงค่อยปรับปริมาณ
ทางเวียตนาม เรียก พญาวานร ว่า วานง็อก (เรียกตามคนที่นำมา) ยังไม่มีเอกสารอ้างอิง
เรียน
*แปะตำปึง* กับ *จินเจี่ยเหมาเจีย*
สองชนิดนี้มีใบคล้ายกันมาก
จินเจี่ยเหมาเจี่ย มีปลายใบแหลม รอบใบเป็นจักร
เข้าใจว่าเป็นที่มาของชื่อ *จักรนารายณ์*
ขออนุญาตเล่า ประสบการณ์ที่ได้ทดลองกับตัวเอง
ดังนี้
ผมทดลองทานสมุนไพรตัวนี้โดยบังเอิญ
โดยไม่ได้ตั้งใจทดลองเป็นยา แต่อย่างใดทั้งสิ้น
วันนั้นไปทานอาหารกลางวันบ้านญาติ
บนโต๊ะมีผักจิ้มน้ำพริกหลายชนิด รวม "จักรนารายณ์" อยู่ด้วย
ผมลองทานกับน้ำพริก รู้สึกว่าอร่อยดี
จึงทานเสียหลายใบ หลายใบมาก ประมาณสักหนึ่งกำมือ
ปัจจุบันผมเป็นเบาหวาน Type 2 (ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน)
ระดับน้ำตาลในเลือด ขณะนั้น FBS 140
ใช้ยา Diamecon 2 เม็ด และ Avandia 1 เม็ด
เย็นวันนั้นผมขี่จักรยานออกกำลังกายตามปกติ
มีอาการหน้ามืด ตัวเย็นเหงื่อออก
ซึ่งคนเป็นเบาหวานรู้จักดีว่าอาการ "ขาดน้ำตาล"
จึงช่วยตัวเองตามวิธีปกติ
หลังจากนั้นผมโทรติดต่อญาติ และพูดคุยกับเพื่อนๆ
ที่รู้จักต้นสมุนไพร เขาบอกว่า ชื่อ "จินเจีย เหมาเจี้ย"
มีสรรพคุณเป็นยาหลายอย่าง เช่น เบาหวาน
ตามปกติเขาแนะนำให้ทานวันละ 7 ใบ ทานครบ 21 วัน
ต้องหยุด 7 วัน (คงไม่ให้ดื้อยา)
หลังจากที่ผมทดลองตาม dose ข้างต้น
FBS ค่อยๆลดลง จนขณะนี้เหลือ 107
ผมแจ้งให้หมอเบาหวานประจำตัวทราบ
หมอค่อยๆ ปรับลดยา Diamecon จากเดิม 2 เม็ด
ลดเหลือ 1 เม็ด และปัจจุบัน เหลือวันละ 1/2 เม็ด
หลังจากนั้น ผมทราบจากผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ จังหวัดยะลา
ท่านเล่าว่า ต้นสมุนไพรนี้ ที่ยะลา หาดใหญ่ รู้จักมานาน
กว่า 20 ปีแล้ว แต่เนื่องจากปลูกง่าย ขยายพันธ์ง่ายๆ กลายเป็นของที่ได้ง่ายๆ คนก็ไม่เห็นคุณค่า
ผมพยายามค้นในเชิงวิทยาศาสตร์ว่ามีผลวิจัยอะไรออกมาบ้าง แต่ยังค้นไม่พบ สงสัยผมค้นจากชื่อ "จินเจียเหมาเจีย" ทีไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง
มีคนเล่าว่า เป็นสมุนไพร ที่พระเทพ เพิ่งนำมาจากเมืองจีน
ในคราวเสด็จประเทศจีน เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว
เชื่อว่าเป็นสมุนไพรดีของจีน ประเทศจีนจึงคัดสรรมาถวาย
นายพลนอกราชการท่านหนึ่ง เล่าว่า ได้รับต้นนี้จากคนในวัง
ได้รับคำแนะนำตาม dose เดียวกัน
ท่านสนใจอยากทดลอง แต่เนื่องจากท่านไม่ได้เป็นโรคอะไร
จึงยังไม่ปรากฏผลทดลองจากท่านผู้นี้
แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ผมมีแม่อายุ 67 ปี ป่วยเมื่อ4 - 5 ปีแล้ว เ่ป็นความดันโลหิตสูง พอได้คำแนะนำจากผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันว่า ทานแป๊ะตำปึง แล้วหาย คุณแม่จึงได้ทดลองทานตามบ้าง โดยเด็ดใบสด ๆ แช่ตู้เย็นไว้วันละ 5 - 7 ใบ ตอนเช้าก่อนล้างแปรงฟันจะเคี้ยวทานสด ๆ ผมเคยลองเหมือนกันรสชาติลื่น ๆ อยากจะ อาเจียร พอทานบ่อย ๆ ก็ชินไปเอง ท่านทานมาได้ 3 ปีแล้วปัจจุบันเลิกทานยาคุมความดันแล้ว ไปวัดความดันทีไร ปกติทุกครั้ง แต่ผมก็ยังไม่ไว้ใจว่า อาการจะกำเริบหรือไม่ จึงซื้อเครื่องวัดความดันมาไว้ที่บ้าน
ขอแลกเปลี่ยนแค่นี้ครับ
ปล.ผมอยากทราพว่าแป๊ะตำปึงสืบพันธ์โดยไม่อาศัยเพศอย่างไรคับแล้วพอจะมีวิธีที่ทำให้มันขึ้นเร็วบ้างไม้คับ
หวัดดีทุกท่านผมแก่หวานครับ เมื่อเช้าเจาะเลือดเองวัดน้ำคาลได้ 298 ผมตกใจนะแตอาการผมไม่ปรากฎผมทานยามตามหมอสั่งอาหารเสริมทาน หมด ยิ่งทานยิ่งทานน้ำตาลยิ่งสูง วันนี้เดินเล่นในสวนเจอแป๊ะตำปึงที่ปลูกทิ้ง ๆ ขว้าง ๆไม่ได้ดูแลแต่สวยงามเขียวชอุ่มก็เลยเอามาต้มน้ำดื่มกินแทนน้ำ กะว่าจะให้หายไปจากโลกเลย น้ำตาลนะ ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า กำลังทดลองดู จะเอามาเล่าให้ฟังอีกวันหลัง ผมตั้งใจว่าหลังอาทิตย์ตกดินผมจะเลิกทานข้าว เพราะผมมีไตรไกลซลีไรด์สูงถึง พันขึ้น แต่อาศัยเล่นกีฬาเลนพอเอาตัวรอดมาตลอด ตอนนี้ 50 ขึ้นเล่นกีฬาก็เจ็บแข้งขา เลยหันมาเดินเผาผลายพลังงาน ครับรบกวนผู้อ่านท่านอื่นมาก ท่านที่มีคำแนะนำอื่นส่งแจ้งมาได้ยินดีรับฟังทุกเรื่อง ขอบพระคุณล่วงหน้า
ขอบคุณทุกท่านค่ะที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการรักษาเบาหวาน
ดิฉันได้เขียนสรุปการปฏิบัติตนของพ่อที่ทำให้ปลอดจากเบาหวานได้ในที่สุดไว้ที่นี่ค่ะ http://gotoknow.org/blog/dad/111630
คุณพี่ชัยณรงค์ ได้ผลแล้วหรือยังคะ กรุณาบอกผลให้ทราบด้วยค่ะรออ่านอยู่ ที่กินใบแปะตำปึงนะค่ะ
เคยมีผู้แนะนำแป๊ะตำปึงและให้ต้นมาปลูก(ใบยาว)ปัจจุบันเป็นกอใหญ่พอสมควรแล้วเห็นบอกว่าดีแต่ไม่บอกสรรพคุณและต่อมามีคนบอกว่าต้นแป๊ะตำปึงเป็นยารักษาเบาหวาน มะเร็งและอื่น ๆอีก ก็กินทุกวันช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นวันละ 5 ใบ(จากคำบอกเล่าของผู้เคยใช้)ทดลองแล้ว 1เดือนนำตาลในเลือดลดลงบ้างแล้วจาก 213 กว่า เหลือ 148 ก็พอใจระดับหนึ่ง และกินต่ออีกแต่ยังไม่ได้ตรวจเลือดแต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะทานยาแผนปัจจุบันควบคู่ตามแพทย์สั่งประจำ เรื่องรสชาติก็ไม่ถึงกับกินยาก (ใบยาว)ถ้าคนชอบกินผักแต่จะลื่น ๆอยู่บ้างก็เคี้ยวให้แหลกพอประมาณแล้วรีบกลืนและให้ดื่มนำตาม อย่างไรก็ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมดูเพียงแต่ว่ารู้แล้วบอกต่อ
เรียน คูณจันทวรรณ
ตอนนี้ไก่เรียนพยาบาลอยู่ปี 4แล้วค่ะ เคยออกชุมชนและเคยได้เห็นต้นแปะตำปึงหลายที เคยสอบถามถึงสรรพคุณว่าสามารถรักษาเบาหวานได้แต่ไก่ยังไม่แน่ใจเพราะเคยถามอาจารย์ที่สอนเภสัชเรื่องพืชสมุนไพรอาจารย์ก็บอกว่าตอนนี้มันยังไม่มีผลการทดลองที่แน่ชัดออกมาแต่ก็ได้ยินคนที่เป็นเบาหวานเขาทานแล้วสามารถลดระดับนำตาลได้น่ะค่ะ ตอนนี้ไก่เห็นชาวบ้านในชุมชนแถววิทยาลัยเขาปลูกไว้ทานกันเยอะเลย เราจะหาดูสรรพคุณที่ทำการวิจัยแล้วได้ที่ใหนคะ
จาก น้องไก่ วพบ. ขอนแก่น
ผมเคยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด anaplastic large cell lymphoma ที่ผิวหนัง เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว จู่ๆก็มีก้อนเล็กๆขึ้นที่ข้อศอกขวา เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 cm. ไม่เจ็บไม่คัน ถ้าไม่สังเกตดีๆจะนึกว่าเป็นตุ่มยุงกัด ไม่มีอาการอื่นๆเลย กินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักคงที่ ( ผมไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า คนในครอบครัวไม่มีประวัติเป็นมะเร็ง) คุณหมอขอตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวไปตรวจจึงทราบว่าเป็น จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการรักษา ฉายแสงและเคมีบำบัด หลังจากน้ันตัวโรค สงบไป 4 เดือน และกลับเป็นซ้ำอีกโดยมีลักษณะเช่นครั้งแรกแต่เป็นที่บริเวณใกล้หัวเข่าขวาด้านในใกล้ข้อพับ คราวนี้คุณหมอเปลี่ยนสูตรยาเคมีบำบัดให้แรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงมาก ผมต้องใช้เวลามากพอควรในการฟื้นฟู ในทุกๆ 3 เดือนคุณหมอจะนัดดูอาการ ผ่านไป 7-8 เดือน มีก้อนขึ้นอีกใกล้หัวเข่าขวาด้านนอก คราวนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจในการรักษาแบบที่ผ่านๆมา แต่เหมือนโชคช่วย ผมได้มารู้จักสมุนไพรนี้จากอาแปะคนหนึ่ง โดย นำแปะตำปึง(ส่วนใบ)มาตำรวมกับน้ำตาลทรายแดงให้ละเอียดแล้วมาพอกบริเวณดังกล่าว ผ่านไป 4-5 วัน ก้อนยุบหายหมดไม่เหลือร่องรอยเลย เมื่อถึงเวลาที่คุณหมอนัดก็ตรวจตามปกติไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เหตุการณ์ผ่านไปปีครึ่งแล้ว ตอนนี้คุณหมอนัดทุก 6 เดือน สุขภาพโดยรวมปกติดี