คิดถึงแม่(1) (2) (3) 

"คนไข้จะทรงๆ ทรุดๆ อยู่อย่างนี้" อาการแม่เหมือนแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งใหม่อธิบายไว้ทุกประการ 

มอร์ฟีนที่แม่ฉีดบรรเทาอาการปวด ค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างน่ากลัว จากวันละสองเข็ม หรือสิบสองชั่วโมงครั้ง เป็นสิบชั่วโมงครั้ง เป็นแปด เป็นหก และเป็นสี่ชั่วโมงต่อครั้งในที่สุด เมื่อกลไกของระบบประสาทถูกคุกคามด้วยฤทธิ์มอร์ฟีนมากเข้า อาการทางสมองของแม่จึงส่อเค้าความล้มเหลว เริ่มพูดจาเลอะเลือน ซึ่งจะเป็นตอนตื่นนอนใหม่อยู่ชั่วขณะ สุดท้ายแม่ต้องจำยอมผ่าเจาะหาเส้นเลือดที่ต้นแขนซ้าย เพื่อให้มอร์ฟีนด้วยวิธีหยดตลอดเวลา แม่กินอะไรไม่ได้เลย ช่วงหลับจะยาวนานขึ้นจนผิดสังเกต ทางที่แม่เดินเริ่มสั้นและแคบเข้าทุกที

"แม่! ตื่นเถอะแม่ ตื่นมาคุยกันบ้างสิ วันนี้ยังไม่ได้คุยกับใครเลย จะได้ดื่มนมด้วย" เรียกและลูบหน้าผากแม่เบาๆ จังหวะสูดลมหายใจของแม่ แผ่วลงและห่างขึ้น  

สายมากแล้ว แพทย์ขึ้นมาตรวจตามปกติ  พร้อมสั่งให้พยาบาลถอดสายมอร์ฟีนออก "ยาไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจ คนไข้หายใจเบามาก ถ้าบ่นปวด หมอค่อยฉีดให้ก็แล้วกัน" น้ำเสียงอ่อนโยนของแพทย์ อาจเพราะสีหน้าผม  

หลังจากนั้น แม่หายใจแรงและเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูแม่เหนื่อยเหลือเกิน โต้ตอบได้บ้างด้วยเสียงอื้อๆอ้าๆ นัยน์ตา กลอกไปมา ผมส่งมือบอกให้บีบ แม่บีบมือผมแน่นไม่ยอมคลายออก การตอบสนองยังคงทำได้ค่อนข้างดี แต่ทั้งวันและคืนของวันนี้ แม่กระสับกระส่ายหลับไม่ได้เลย  

รุ่งขึ้นแม่จึงหลับ แต่ปิดเปลือกตาไม่สนิท คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น หายใจเบาห่าง ไม่หอบ ไม่กระสับกระส่ายเหมือนเมื่อวาน แม่ไม่ยอมบีบมือผมอีกเลย ไม่ตอบรับ แขนขาไม่ไหวติง นานๆจะกระพริบตาและผินหน้าบ้าง

"อีกสักสี่ห้าวัน" แพทย์เปรยดังๆให้ได้ยิน ความสงสารแม่แผ่ซ่านเข้ามาจับใจ ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ 

วันนี้จังหวะสูดลมหายใจแม่ยิ่งเบาและห่างกว่าเดิม อีกทั้งสะดุดขาดเป็นห้วงๆ ความดันเลือดลดเหลือ 70-50 ไม่รับรู้ไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด ตาถอยบนกระดานชีวิตแม่ เหลือไม่กี่ตาแล้ว

สิบโมงกว่า แพทย์ขึ้นมาตรวจ ย้ำ"อีกวันสองวัน" เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกไม่เชื่อแพทย์เลย  

"หมอไม่น่าพลาด" แม่หมายถึง หลังผ่าตัดแพทย์ไม่ได้รักษาด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นกินยา ฉีดยา หรือฉายรังสีก็ตาม  

"หมอไม่พลาดหรอก เขาตรวจร่างกายแม่ละเอียดแล้ว ทั้งตรวจเลือด เอ็กซเรย์กระดูก ให้ยา หรือฉายรังสีก่อน เพื่อป้องกันเหมือนกับโรคอื่นทำไม่ได้ เพราะยาและรังสี นอกจากจะไปรักษาแล้ว มันยังไปกระตุ้นให้เซลล์ปกติเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งใหม่ได้อีกด้วย คนป่วยโรคมะเร็งจึงต้องไปหาหมอเป็นระยะๆ ตลอดชีวิต วิธีการรักษาแม่ถูกต้องแล้ว หมอประเทศใดในโลกก็ทำอย่างนี้ หมอที่ดูแลแม่เป็นถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ เขาศึกษาวิจัยโรคมาตลอดชีวิต หมอไม่พลาดหรอก และเราก็ทำดีที่สุดแล้ว" เป็นถ้อยความที่ผมใช้ต่อล้อต่อเถียง และให้กำลังใจแม่อยู่บ่อยๆ  

นั่งกุมมือแม่ที่ไม่ไหวติงมาตั้งแต่แพทย์กลับ สายตาจับอยู่ที่ลมหายใจแม่ ซึ่งแผ่วโผยลงเรื่อย เคลิ้มๆ สะลึมสะลือ เฝ้าสะกิดตัวเอง เกรงจะตื่นมาพบกับฝันร้าย ภรรยาผมอ่านหนังสือรายสัปดาห์อยู่ที่ปลายเตียง  พ่อผุดเข้าผุดออกระหว่างในห้องกับระเบียง น้องชายไปหาซื้อข้าวกลางวันมากิน  

สะดุ้งทั้งตัว เมื่อได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าสุดเฮือกของแม่ ตัวและใบหน้าเกร็งเขม็งอยู่ชั่วครู่ ผมละล่ำละลักเรียกพ่อ ภรรยาตาลีตาเหลือกโทรศัพท์เรียกพยาบาล  แต่แล้วร่องรอยต่อกระดูกไหปลาร้าของแม่ ก็กลับมาพะเยิบพะยาบอีกครั้ง  

"พ่อ! แม่ยังหายใจ" ผมแทบตะโกนด้วยความดีใจ ทั้งๆที่หน้าแม่ยังเกร็ง จังหวะยุบพองตัวที่อกค่อยๆอ่อน และเงียบหายไป สีหน้าคล้ำขึ้น ขณะที่กล้ามเนื้อคลายตัวลง  

"เสียแล้วค่ะ" เสียงซึ่งพยาบาลหันมากล่าวกับทุกๆคน กระชากดวงใจผมขาดสะบั้น  

เอามือลูบปิดเปลือกตาแม่ครั้งสุดท้าย พร้อมก้มกราบบนอกอันอบอุ่นของแม่ นิ่งนาน  

เอี้ยวตัวหาภรรยา ซึ่งหลับอยู่ข้างๆ พร้อมออกเสียงเรียก เธองัวเงียตื่น เสียงถอนหายใจผม ปลุกเธอให้รู้สึกตัวมากขึ้น  

"เป็นไร?" เสียงแผ่วเธอ ประโลมผมในที  

น้ำตาไหลผ่านหางตารินริน เปียกถึงแขนซึ่งก่ายหน้าผาก ไม่มีเสียงร้องไห้ มีแต่เสียงถอนหายใจ กิริยาแปลกที่เธอตื่นขึ้นมาพบกลางดึก ทำเอาถึงกับผุดลุกนั่ง จับแขนและมือผมเขย่าเต็มแรง  

"เป็นอะไร?" หางเสียงเธอสูง เพ่งผมเขม็ง  

"เป็นอะไร?" คำถามซ้ำๆ เผยความอาทรชัด  

ผมเอื้อนตอบ เคล้าสะอื้น  

"คิดถึงแม่"  

เพื่อระลึกถึงแม่ตลอดไป 

3 ตุลาคม 2540 (12.34 น.) 

คิดถึงแม่(1) (2) (3)