จิตตก อยู่เพื่อจะอยู่รอด
เดี๋ยวนี้เวลาได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไหน คำที่ดูเหมือนจะ "โดนใจ" ผู้ฟัง ผู้แลกเปลี่ยนมากที่สุดคือคำว่า "จิตตก" มันฟังดูสะใจยังไงก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันคงจะต้องใกล้ตัวมากๆ (อาจจะมากขนาด "อยู่ในตัว" ไม่ใช่แค่ใกล้ตัวแล้ว) เรียกว่าหันไปทางไหนก็เห็นสินค้าตัวอย่างมาเกลื่อนกล่นไปหมด
วลี "อยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย" มีเขียนไว้หลายที่ โดยหลายๆท่าน ผมเองก็เคยเขียนไว้ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ก็ทำให้เกิดความเข้าใจ ความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่พอเราได้นำมาศึกษาเปรียบเทียบกับสถานการณ์รอบตัว ทั้งแบบวงในใกล้ๆ วงห่างออกไปใกล้ไกล วงใหญ่ๆแบบของชาติของบ้านเมือง ก็อดรู้สึกตะครั่นตะครอในความ "จริงเสียยิ่งกว่าจริง" (ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบ เพราะจริงมันไม่น่าจะมี shade นะ.... เอ... หรือว่ามีหว่า??....)
"อยู่รอด" นั้นเป็นเรื่องของปัญญาฐานกาย ก็ถ้าร่างกายเราไม่มี เรื่องราวต่างๆก็จบ (ลงชั่วคราว) เป็นปัญญาชั้นต้นๆ สัตว์เลื้อยคลานก็มีแล้ว จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า จะไปไหนมาไหน มีเสียงตุ้มดัง มันก็คิดสองอย่างแค่นั้น ว่าปลอดภัย รึว่าอันตราย ปลอดภัยไปต่อ ไม่แน่ใจก็นิ่งหรือหนีเท่านั้น การรับรู้พื้นฐานแวดล้อมอยู่กับอารมณ์ "กลัว" เป็นสำคัญ สรรพสิ่งทั้งหลายเมื่อเราพูดถึงการทำงาน ก็คือเรื่องนี้ คือ หน้าที่ เอาไว้ทำอะไร เอาไว้เพื่อประโยชน์อะไร อาทิ ห้อง ก็ต้องมี "ที่ว่าง" จึงจะเป็นห้อง ที่ว่างนี้เอาไว้เพื่อ "ฐานกาย" หรือ โต๊ะ ก็ต้องมี "ที่ว่างบนโต๊ะ" จึงจะสามารถเป็นโต๊ะที่สมบูรณ์แบบ ถ้าโต๊ะไม่มีที่ว่างก็หมดสภาพหน้าที่ของโต๊ะ หรือ เก้าอี้ ก็ต้องมี "ที่ว่าง" ทีี่เราจะได้นั่งตรงนั้น เป็นต้น
"กลัว" เป็นอารมณ์ที่มีประโยชน์ เพราะถ้าเราไม่กลัว เราอาจจะตายหรือพิกลพิการไปนานแล้วก็ได้ มนุษย์รับรู้ความกลัวตั้งแต่ระดับก้านสมอง คือค่อนข้างจะดึกดำบรรพ์มาก และด้วยความที่เรา "กลัว" เพื่อที่จะ "อยู่รอด" มาแต่ไหนแต่ไรนี่เอง ในภายหลังแม้ว่าเราจะไม่ได้กลัวเพื่ออยู่รอดไปหมดทุกอย่าง แต่อารมณ์กลัวก็ยังทรงอิทธิพลต่อพฤติกรรม การแสดงออกของเราอย่างรุนแรง ทรงประสิทธิภาพเหมือนๆกัน
แต่มนุษย์สามารถอยู่เพื่อจะ "อยู่ร่วม" ก็ได้ และเหนืออื่นใดก็คือ เรามีศักยภาพที่จะ "อยู่อย่างมีความหมาย" ซึ่งเป็นฌานของสมอง ชั้นสูงกว่าชั้นต้นๆที่แค่กลัว/กล้า แค่รัก/เกลียด
เพราะ "อยู่ร่วม" เป็นผลงานของปัญญาฐานใจ เมื่อสัตว์มีอารมณ์ซับซ้อนมากขึ้น เราไม่ได้มีแค่กลัว/กล้า แต่เริ่มมีอารมณ์รักชัง กังวล ฮึกเหิม กระหาย ดีใจ เสียใจ อยาก เบื่อ ฯลฯ ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของฐานใจก็คือ เมื่อเรารัก เราจึงอยู่ด้วยกันได้ เกิดชุมชนที่แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กัน สามารถใช้ทรัพยากรอันจำกัดได้อย่างผู้เจริญ (ปัญญา) แล้ว ไม่เพียงเท่านั้น เรายังสามารถ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" หรือคิดเผื่อคนอื่นว่า ถ้่าเราทำยังงี้ เขาจะรู้สึกยังไง เราไม่อยากให้ใครทำกับเราอย่างนี้ งั้นเราก็ไม่ควรจะไปทำอย่างนี้กับคนอื่นๆ งอกงามต่อไปถึงกับการเข้าใจว่าคนเรานั้นต่างกัน สามารถรักชอบโกรธเกลียดหลงแตกต่างกัน แต่ความต่างเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราตัดสินดีเลวได้ มันคนละเรื่องกัน
ฐานใจ หรืออารมณ์จะเสริมฐานกาย เช่น ห้องเฉยๆก็แค่มีที่ว่างๆภายในกำแพงล้อมรอบก็พอ แต่พอเราทาสี เติมกลิ่นยา มีป้ายโน่นป้ายนี่ติดกำแพง ห้องธรรมดาๆก็กลายเป็นห้องในโรงพยาบาลทันที เกิดความรู้สึกเกร็งบ้าง ต้องเงียบๆบ้าง หรือพาลจะเป็นลมเป็นแล้ง สมองก็คาดการณ์ว่าจะเห็นคนแต่งชุดพยาบาล ชุดหมอ เดินไปเดินมา เรียกว่าฐานใจนี่ "ปรุงแต่ง" จากห้องว่างๆ โต๊ะว่างๆ เก้าอี้ว่างๆ ฯลฯ ให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกมาได้ในพริบตา
ฐานใจที่ปรุงแต่งแล้วเกิดผลต่างๆขึ้น อาทิ "ติดใจ" เราก็ไม่อยากจะสูญเสียอะไรที่เราชอบ ที่เรารัก ที่เราหวง เกิดมิติแห่งความกลัวที่ไม่ใช่ฐานกาย แต่เป็นมิติความกลัวฐานใจ คือ กลัวการสูญเสีย เพราะเราดันไป "สมมติ" ว่านั้นเป็นของเราซะแล้ว (จริงๆไม่ได้เป็นของเราสักกะอย่างเดียว) บ้างก็เป็นเอามากขนาด ถ้าเสียไปก็จะอยู่ไม่ได้ ตายดีกว่า นี่เรียกว่าผสมความกลัวฐานใจกลับไปบวกกับความกลัวฐานกาย ก็เลยฆ่าตัวตายจากอารมณ์ได้เหมือนกัน
"อยู่อย่างมีความหมาย" เป็นผลมาจากปัญญาฐานคิด มาจากชั้นเปลือกสมอง จินตนาการผสมผสานกับความทรงจำในอดีต การให้ความหมายกับประสบการณ์เก่า กับการตีความ กับโยนิโสมนสิการปัจจุบัน เรียกว่าการปรุงแต่งขั้นสุดยอด ไปได้พร้อมๆกับปัญญาขั้นสุุดยอมเหมือนกัน เช่นเดียวกับเรื่องความกลัว สมองฐานคิดนี่เองที่ทำให้เรา "ให้ความหมาย" อะไรต่อมิอะไรเกือบสัญญา เวทนาใหม่ๆ บางทีเราก็บอกว่า "นี่แหละคือเรา เราคือเงิน ความสุขของเราก็คือตำแหน่ง เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคือสมุดบัญชีเงินฝาก ฯลฯ" ในกรณีนี้เราก็ "ให้ความหมาย" เกิดความกลัวแบบใหม่ขึ้น ผสมกันทั้งฐานกาย ใจ และคิด กลัวสูญเสียความรัก กลัวสูญเสียความเป็นเจ้าของ และกลัวสถานะจำลองของเราจะหลุดเลื่อนหลุดมือไป
ในงานดูแลผู้คน เช่นในอาชีพแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร หรืออะไรก็ตามที่ต้องดูแลคนอื่น (อาทิ ครู พระ) เราจะต้องดูแลจิตให้ดี
เพราะอะไร?
เพราะจิตก็เป็นพลังงาน และไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำ เราจะมอบพลัง กระตุ้นให้คนอ่ืนมีความสุข เราจะต้องมี "ต้นทุน" อะไรบางอย่างอยู่ในตัวเราด้วย ไม่เพียงเฉพาะฐานคิด แต่รวมไปถึงฐานใจและฐานกายด้วย
พูดง่ายๆ เวลาเรา "กลัว" นั้น ไม่ว่าจะกลัวจากฐานกายบกพร่องอย่างเดียว (เจ็บไข้ได้ป่วย) หรือผสมๆ (กลัวพรากจาก กลัวสูญเสีย กลัวเสียหน้าเสียตา เสียตำแหน่ง) เราจะรักไม่ได้ เพราะจิตตก พอกลัวปุ๊บเราจะกลับไปปกป้องตัวเองก่อนสิ่งอื่น พอกลัวมากๆอย่าแต่จะคิด จินตนาการ สร้างสรรค์เลย รักก็ยังรักไม่เป็นเสียแล้ว
ในบรรยากาศปัจจุบัน เมื่อเราเอา business model มาใส่ในการดูแลผู้คน เอากฏหมายมาควบคุมดูแลผู้คน เราอาจจะมองเห็น "ความกลัว" ที่คืบคลานเข้ามาสู่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย เพราะการใช้ quality control แบบเชิงธุรกิจ บางทีก็ทำให้การโฆษณา หรือ propaganda ยกระดับ "ความคาดหวัง" จากลูกค้า (เดิมเราเรียกว่า "คนไข้") เริ่มมี "สัญญา (contract)" แทนที่จะเป็นเรื่องของ "ความสัมพันธ์ (relationship)" คนดูแลคนอื่นแทนที่จะรู้สึกถึงคุณความดี แต่จะมีเงาของการถูกฟ้องร้องคืบคลานอยู่ในใจ ตรงนี้มันเป็นกระแสที่เมื่อเกิดขึ้น ก็เหมือนกับลูกบอลหิมะ เพราะอารมณ์ลบต่างๆนั้น มันสามารถหล่อเลี้ยงเติมอาหารได้จากตัวมันเอง (ต่างจากอารมณ์บวก ที่เมื่อตัวกระตุ้นอื่นหมดไป ก็หมดกัน) เกลียดหล่อเลี้ยงเกลียด กลัวให้อาหารกลัว อิจฉาเพ่ิมพลังเป็นริษยา ความไม่ปลอดภัยในชีวิตกลายเป็นกลัว กลายเป็นโกรธ ต่อไปก็เหลือเกลียดอยู่รำไร
กลับไปสู่ tyrant route คือเริ่มสร้างเกราะกำบังตนเอง One fact/One view หาพรรคพวก One us/One them แทนที่จะพูดด้วยเนื้อหา ความหมาย ก็หันไปหาจำนวนพรรคพวก กำลังใครมีมากมีน้อย ใช้กำลังแทนปัญญา ใช้กำปั้นแทนวาจา ใช้ข่มขู่แทนเหตุผล
ในวาระที่สังคมป่วยนั้น เรายิ่งต้องระมัดระวังจิตของเราให้มาก เพราะเป็นสภาวะเปราะบาง คนที่ใช้จิตเปลือง ยิ่งต้องดูแลให้มาก งานดูแลคนป่วยไข้นั้น ใช้พลังจิตเยอะ เยอะกว่าพลังกาย ถ้าเราไม่ตั้งสติให้ดี เรามีแนวโน้มจะวิปลาส เอาสัญญาวิปริตมาใช้ เอาความกลัวเป็นตัวตั้ง สร้างกระแส scare mongering ลงไปในชุมชน เมื่อนั้นต้นทุนแห่งสังคมเห็นจะสั่นไหว โยกคลอนลงไปเป็นทวีคูณ
คราวนี้เป็นการอ่านบันทึกของอาจารย์อย่างมีโยนิโสมนสิการที่สุด
คิดอะไรต่อได้เยอะเลยครับ
แวะมาคาวระด้วยความระลึกถึงครับ
คิดถึงเช่นกันครับผม
ในบรรยากาศของสถานพยาบาล ที่นำ business model มาใช้เป็นนโยบายโดยไม่ประเมินความเหมาะสม เช่นการจับเวลาการให้บริการผู้ป่วย เสมือนผู้ป่วยเป็นวัตถุ/สิ่งของในโรงงาน แพทย์/พยาบาลหรือพนักงานสนับสนุนอื่นเป็นเครื่องจักร ...หิวไม่ได้! ปวดฉี่ไม่ได้! ท้องเสียไม่ได้!... โอกาสสัมผัสอารมณ์ จิตใจและฟังผู้ป่วยน้อยลงทุกวันๆ...
หนู... ในฐานะบุคลากรผู้ปฏิบัติตัวน้อยๆเห็นแล้วอึดอัดมากค่ะ...
จะเอาฐานอะไรมาช่วย(ตัวเองให้หลุด...)ดีคะเนี่ย
สวัสดีครับ พี่ติ๋ว (เดาว่าเป็นพี่ ฮึ ฮึ ถ้าไม่ใช่ก็ท้วงติงนะครับ)
อึดอัดก็ต้องรับรู้ว่าเราอึดอัด รับรู้เสร็จก็เรียนรู้ว่าทำไมถึงอึดอัด ลองบอกตัวเองว่ากำลังอึดอัด ถึงตอนนี้ถ้ายังอึดอัดอยู่ก็หันไปดูแลคนไข้ของเราต่อ ก็จะหายอึดอัดเอง
คนออกนโยบายนี้มาก็ใช่ว่าเป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ มีความกลัวเพราะเห็นคุณค่างานตนเองไม่ชัด แต่อยากให้มันชัด อึดอัดมากๆก็เอาตัวเลขมาจับ (แต่กลับทุกข์มากขึ้น) เป็นเช่นนี้เราควรสงสาร เห็นอกเห็นใจเขาเหมือนกันนะครับ
ใช้ทุกฐานแหละครับ แยกออกมาตอนเขียนให้มันชัดขึ้นเท่านั้น จริงๆแล้วคนเราทำงานไปพร้อมๆกันหมดทุกฐาน สักแต่ว่าอันไหนเด่นเท่านั้นเอง
เรียน อ.Phoenix ค่ะ
อ่านแล้วได้คิดครับอาจารย์....แต่ไม่รู้ว่าจิตจะตามไปได้หรือไม่
ความกลัวนี่ อานุภาพมันรุนแรงจริงๆครับ
ฮิ ฮิ ผมเรียก "พี่เต็ม" ฉะนั้นก็ "พี่ติ๋ว" แล้วล่ะครับ
คุณหมอสีอิฐ
เริ่มจากรับรู้และรู้ตัวว่าเรากลัว จากนั้นก็กลัวอะไร กลัวทำไม ไม่กลัวได้ไหม เอ..เรากำลังกลัวไปทำไม เราติดอะไร
ถึงตอนนี้ก็น่าจะลืมกลัวไปได้หลายเปอร์เซนต์
ถ้ายังกลัวอยู่ ก็หันไปดูแลคนไข้ต่อ จะหายกลัวครับ