แต่วันนี้จากเรื่องเล่าจากปาก ถูกดึงออกมาเป็นบทความ เรียงร้อยเป็นตัวอักษร มีผู้คนได้รับการแบ่งปันความรู้สึกประทับใจมากขึ้นค่ะครู ที่สำคัญ ประชาสัมพันธ์ของกรมฯ ติดต่อมาขอนำเรื่องเล่านี้ไปเขียนเผยแพร่ต่อ ซึ่งทางเราก็ยินดี

กราบสวัสดีค่ะครู

                ช่วงนี้ได้เรียนรู้ชีวิตอีกมุมที่มหัศจรรย์ของเรื่องเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ เหมือนที่ครูเอ่ยไว้จริง ๆ เมื่อเช้าตอนไปวิ่งออกกำลังอยู่ดี ๆ ก็มีเสียงเรียก “น้าติ๋ว” ดังมาข้างหลังพร้อม ๆ กับเด็กชายตัวกลมอายุประมาณหกขวบแต่อ้วนจ้ำหม้ำ ก็คือ “น้องเก้า” ลูกชายคนเล็กของพี่กุ๊ บ้านท่านอยู่ข้าง ๆ ถนนที่หนูมักจะออกมาวิ่งเป็นประจำตอนเช้า ๆ เขากวักมือให้หนูกลับ ทำให้เกิดเสียงหนึ่งขึ้นมาในใจว่า “อะลองดูซิว่า การตอบสนองของเขาจะเป็นอย่างไร” เสียงน้องเงียบลง จนกระทั่งหนูวิ่งกลับเขาก็วิ่งตามา วิ่งคู่กับหนู ความประหลาดใจและยินดีปรากฏขึ้น กับการที่มีเด็กชายร่างอ้วน ๆ วิ่งด้วยความมุ่งมั่นพยายาม แต่ไม่นานก็มีเสียงว่า “เหนื่อยแล้ว เดิน ๆ” หนูยิ้มก็ยังคงวิ่งอยู่แต่ในจังหวะช้าลง เขาก็พยายามวิ่งต่อไป จนครบรอบ ถือว่ามุ่งมันทีเดียวสำหรับเด็กที่ออกกำลังกายน้อย วิ่ง ๆ อยู่สักพัก เขาก็หลบไป พอหนูวิ่งเสร็จกำลังเดินกลับบ้าน น้องเก้าเด็กมาทักทายอีกรอบ จึงชวนผ่อนคลายร่างกาย แล้วก็นั่งลง จนพี่กุ๊มาเรียกน้องเก้าไปอาบน้ำ

 

                การได้อยู่กับเด็ก รู้สึกได้ถึง “ใจที่บริสุทธิ๋” เขาปรารถนาสิ่งใดก็แสดงออกอย่างนั้น สะท้อนใจหนูว่า หนูยังไม่อาจปลดปล่อยตนเองจากความคิดได้ ใจยังขาดอิสระภาพ การได้รับการรดน้ำ จากใจอันบริสุทธิ์รู้สึกมีพลังชีวิต สดชื่นขึ้นค่ะ กลับมาถึงบ้านเหงื่อกำลังไหล จึงนั่งลงแล้วหลับตาหายใจสักพักรู้สึกผ่อนคลาย ไปอาบน้ำ แล้ว แต่งตัว แล้วก็ขึ้นไปสวดมนต์ เหมือนในหัวหนูตอนนี้มีเรื่องไปพาพี่ ๆ ไปภาวนาที่วัด วน ๆ มา เรื่อย ๆ สวดมนต์เสร็จ หลับตาทำสมาธิรู้สึกเบา แต่เหมือนได้ยินเสียงหลวงปู่ถาม แล้วหนูก็ตอบท่านอยู่ภายใน เหมือนได้คุยกับท่านที่ศาลายังไง ยังงั้นเลยค่ะครู พอหายใจเข้าลึก ๆ ออกมาจากสมาธิก็รู้สึกสบาย แต่ก็มีความคิดว่า “เหมือนตะกี้นั่งคุยกับหลวงปู่จริง ๆ”

 

แล้วก็ขับรถไปทำงาน หนู Run เครื่อง HPLC ไว้ ทั้งคืนเพื่อให้ระบบนิ่งพร้อมสำหรับการวิเคราะห์ยา แต่ก็ดูเหมือนความดันค่อนข้างสูง จึงเลี่ยงไปทำอย่าอื่นระหว่างรอสังเกตการ เช็คเมลล์ได้รับการตอบรับ เมลล์จากพี่ ๆ หลายคน โดยส่วนใหญ่ รู้สึกดีและชื่นชม หลังจากที่ได้อ่านบันทึก เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุ...

คือเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว ที่ได้ขอนำเรื่องเล่าของพี่อ้อมาลง หนูลองใช้วิธีที่ครูนำทางหนูมาที่นี่คือ ส่ง Link บันทึกที่เราตั้งใจให้เขามาอ่านไปให้ หนูจึงลองส่งให้พี่ ๆ และผู้ใหญ่ในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้อ่าน พอท่านอ่านเสร็จ ส่งเมลล์กลับมาที่หนูว่า

“อนุโมทนาบุญกับคนทำงาน” แล้วท่านก็บอกอีกว่า

“ทุกคนในกรมฯ ควรได้อ่านบทความนี้”

                ตอนแรกหนูก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร อยู่ดี ๆ ก็มีเมลล์ Link จากประชาสัมพันธ์กรมฯ ส่งมาเหมือนได้ช่องทางมาโดยบังเอิญ จึงลองใช้ช่องทางนั้น ส่งไปแบบหว่านไปทุกคน พอสองสามวันมานี้ พี่ ๆ ส่งเมลล์ตอบกลับมา และเป็น เมลล์ที่เขียนต่อ ๆ กันและส่งไปเรื่อย ๆ ยังกะจดหมายลูกโซ่ แต่เป็นการให้กำลังใจกันและกันว่าอ่านบทความนี้รึยัง ไปอ่านนะ อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจ และท่านก็ขอบคุณที่ช่วยสะท้อนภาพว่า เครื่องมือที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คิดค้นมา นำไปใช้ประโยชน์กับชุมชนอย่างไร

 

                พี่ ๆ ที่ทำงานทุกคนประหลาดใจ เพราะเรามองว่า

“เรื่องเล่าที่เรามักจะคุยกันวงเล็ก ๆ หลังจากกลับจากทำงาน จะว่าไปก็ทำเป็นประจำเพราะประทับใจอะไรก็มาเล่า ๆ”

แล้วก็เงียบไป ไปทำอย่างอื่น

แต่วันนี้จากเรื่องเล่าจากปาก ถูกดึงออกมาเป็นบทความ เรียงร้อยเป็นตัวอักษร มีผู้คนได้รับการแบ่งปันความรู้สึกประทับใจมากขึ้นค่ะครู ที่สำคัญ ประชาสัมพันธ์ของกรมฯ ติดต่อมาขอนำเรื่องเล่านี้ไปเขียนเผยแพร่ต่อ ซึ่งทางเราก็ยินดี

เที่ยง ๆ หนู พี่อ้อและ พี่กุ๊ ไปทานข้าวที่ตะวันทอง เลยได้คุยกันว่า

 “เอ........แปลกจัง ทำไม เขาตอบรับเรื่องแบบนี้อย่างเกินคาด เพราะตอนที่เราทำ เราก็ทำกับไม่กี่คน ที่สำคัญ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็แค่เขียน ๆ แล้วก็เก็บเข้าแฟ้ม แต่พอนำมาลงใน G2K แล้ว มีคนอ่านมากขึ้น บทความนี้เป็นเหมือนประกายของแสงสว่างให้ใครหลาย ๆ คน เป็นความอบอุ่นใจ จนน่าทึ่ง ไม่ได้เขียนแห้ง ๆ แบบงานวิชาการทั่วไปที่เราเขียน”

แล้วเราก็มองเห็นอีกว่า

“จริง ๆแล้ว งาน ComMedSci ที่อื่น ๆ ทำกันอยู่มาก และเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านดีมากมาย แต่ไม่ค่อยมีใครเขียน ไม่ค่อยมีใคร เอามาตีแผ่แบบนี้ แต่เราก็เชื่อว่า ต่อไปต้องมีคน ออกมาเล่าเรื่องดี ๆ ของการทำงานอีกมาก นี่คือ ความประทับใจ และผลที่เกิดขึ้นอย่างเกินคาดค่ะครู"

 

เหมือนเราคุยกัน วงเล็ก ๆ ทำกันแค่ คนสองคน แต่ทำด้วย “ใจ”

ตอนที่หนูนำส่งบทความก็เพียงรู้สึกว่า

“มันเป็นประโยชน์ อยากให้คนได้อ่าน”

เห็นแค่นี้ คิดว่า ดีก็ทำเลย ไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าบันทึกเล็ก ๆนี้ จะส่งแรงกระเพื่อมได้มากมายในระดับกรมขนาดนี้ แต่เป็นสิ่งที่งดงามในการทำงานที่สัมผัสได้ด้วยใจค่ะครู ขอบพระคุณครูที่นำทางมาและสั่งสอน ขอบพระคุณผู้สร้างพื้นที่ G2K ทำให้บันทึกเล็ก ๆ ช่วยส่งแรงใจให้คนทำงานในห้องปฏิบัติการมากมาย

บ่าย ๆ นั่งลงรวมรวมเอกสารและประสานงาน เกี่ยวกับสมุนไพร มีคนโทรมาปรึกษา เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากกว่า เพราะดูเหมือนท่านเป็นผู้ให้ข้อมูลแล้วหนูเป็น “ผู้ฟัง”

ไม่รู้จะบอกอย่างไรค่ะครู ใจสบายมากขึ้นกับการทำงาน

“ทั้ง ๆ ที่ มันเยอะ กว่าเมื่อก่อนมาก ๆ”

 แล้วก็ไม่ใช่ว่าทำสำเร็จสมบูรณ์แบบทุกอย่างนะคะ ก็เพียงทำเต็มที่ แล้วก็น้อมรับมัน หนูเครียดกับงานน้อยลง แต่ก็ตั้งใจกับมันมากขึ้น แต่บางทีงานมาก ๆ ก็ล้นมือเช่นกัน แต่ก็รู้สึกกับตนเองว่า

“ทุกข์น้อยลงกับหน้างานตนเอง เห็นความงดงามของงานที่ทำมากขึ้น”

มันแปลกดีนะคะครู เหมือนไม่ใช่งานเปลี่ยน แต่ใจหนูเปลี่ยน งานก็คล้าย ๆ เดิม สำคัญ สำคํญ เร่งด่วน และเดี๋ยวนี้ แต่ก็น้อมรับแล้วก็ ทำไป ทำแบบที่

“มนุษย์ ตาโก โก ทำ แต่ก็ไม่ได้ละเลย”

อาจจะไม่ทันใจใคร แต่งานที่ออกมาก็เป็นกำลังใจให้คนที่พบเห็น ที่สำคัญเหมือนเป็นกำลังใจให้ผู้ทำนี่แหละคนแรก

อีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ครูฟัง กับหน้าที่อำนวยความสะดวกให้พี่ ๆไปภาวนา ทำให้หนูเข้าใจคำว่า

“ทำเพื่อผู้อื่น”

ถ้าว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยอยู่นะคะครู แต่เป็นการเหนื่อยที่มีแรงใจหนุนนำ เป็นความรู้สึกหนักแน่นในใจ แต่อ่อนโยนในการแสดงออก ครั้งนี้ทำให้หนูเข้าใจครูมากขึ้น ที่ครูเสียสละเหนื่อยยากไปดูแลเด็ก ๆ ที่ศูนย์บำบัด และรวมถึงการที่ครูเหนื่อยดูแลหนูด้วย แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นและอ่อนโยนของครู ทำให้หนูพอมีแรงได้เรียนรู้มาจนทุกวันนี้ ทำดี ไม่ใช่ไม่เหนื่อย เหนื่อยกาย แต่เราก็อิ่มใจ

บางทีก็อธิบายยาก รู้เพียงว่า "ต้องทำ"

สิ่ง ๆ หนึ่งที่หนูกำลังพยายามคั้น กลั่นออกมาจากตนเองคือ เล่าเรื่องงานตนเองให้ได้ เล่าให้มากที่สุด เท่าที่ทำได้ อย่างน้อยก็พอเป็นทาง พอเป็นประกาย ให้ใคร ๆได้เรียนรู้ต่อยอด กว่าหนูจะกลับออกมาจากที่ทำงานก็ดึกพอสมควรค่ะ ถึงบ้านก็สองทุ่มครึ่ง แต่ก็ขอไปวิ่งออกกำลังกาย หน้าหมู่บ้านก็สงบดี พอเหงื่อออกแล้วก็ผ่อนคลาย อาบน้ำอาบท่า ดูแลตนเอง ตอนนี้หนูเงยหน้ามองไปรอบ ๆ บ้าน มันยังรกอยู่เลยค่ะครู

หนูจะพยายามทำงานทำได้สิบก็ทำสิบ ทำได้หกสิบก็ทำหกสิบ แม้มันจะยังไม่ร้อย แต่ก็เป็นการหยอดกระปุก

ยังเป็น “ผู้หนาอยู่” ทำได้เพียงน้อมรับผลกรรม ผลของการกระทำของตนเองไม่ว่าจะดีหรือชั่ว

                                                                                กราบขอบพระคุณครูค่ะ