ท่านเคยได้ยินหรือไม่ว่า " ความคิดในทางบวกช่วยให้เผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างดี " โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วย

 

ใครเลยจะรู้ว่าสิ่งที่เราปฏิบัติกันทุกวันจนเป็นวิถีชีวิต จะกลายเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาตะวันตกตื่นตัวเพราะเห็นผลดีถึงขนาดตั้งก๊วนนักจิตวิทยาเพื่อหาหลักฐานมายืนยันว่า พลังความคิดทางบวกนั้นช่วยมนุษยชาติได้

 

นักจิตวิทยาผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้คือ มาร์ติน เซลิกมัน จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เขาประกาศต่อสาธารณชนว่า การเยียวยาจิตใจแบบดั้งเดิม (ให้ยาและทำจิตบำบัด) เป็นแค่เพียงบรรเมาอาการ " จากสภาพจิตใจในระดับ -5 ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 0 ซึ่งไม่พอ "  เพราะเมื่อผู้ป่วยเผชิญกับความยุ่งยากในชีวิต เขาก็จะกลับไปป่วยอีก เขาเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกเบิกบานขึ้นอีก จาก 0 เป็น +5

 

เมื่อคิดโจทย์ได้แล้วเขาจึงขอความร่วมมือจาก มิฮาลี ชีกเซ้นท์มีไฮห์ นักจิตวิทยาชาวฮังการี ซึ่งเคยวิจัยเรื่องภาวะแห่งความสุขที่ได้จากการสร้างสรรค์ รวมทั้ง เอ็ดเวิร์ด เดียเนอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เจ้าของฉายา Dr. Happiness ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปีในการเก็บข้อมูลว่าอะไรที่ทำให้คนพอใจและไม่พอใจกับชีวิตตัวเอง

 

นักจิตวิทยาทั้ง 3 คนร่วมกันไขปริศนาแล้วพบว่าสาเหตุที่ก่อความสุขของคนส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับฐานะ การศึกษาที่สูง ไอคิวเลิศ อายุ ความโสดหรือการแต่งงาน แต่มาจากความพอใจในชีวิตของตนเอง

เซลิกมันบอกว่า ถ้าจะมีความสุขได้ต้องทำให้ชีวิตดูมีความหมาย นั่นแปลว่าสร้างทัศนะที่ดีต่อชีวิต นั่นคือการมองโลกในแง่ดีนั่นเอง 

 

มีเรื่องแปลกที่ดิฉันคิดว่าอาจจะเกี่ยวกับพวกเราชาวสมาชิก G2K และ Blogger ทั้งหลายพึงรับรู้ไว้  มีงานวิจัยของนัจิตวิทยาสาวชื่อ ซอนย่า (ไม่ใช่คูลลิ่งนะจ๊ะ) ลิวโบมีร์สกี้ พบว่าการจดบันทึกสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขสัปดาห์ละครั้งติดต่อกันเป็นเวลานานเกือบสองเดือน (ฟังแล้วคล้าย ๆ กับชีวิตของ Blogger อย่างพวกเรา ๆ ท่าน เนอะ แต่บางท่านอาจจะยาวนานเป็นปี) ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมการทดลองกลายเป็นคนที่มีความคิดในแง่บวกได้ (...ข้อความนี้เห็นด้วย..เต็มที่...ขอชูเต็ม 2 รักแร้..ชะอุ๊ยส์ :) ขอชูเต็ม 2 มือค่ะ ..)

 

จากผลงานวิจัยที่ศึกษาทั้งหมดเซลิกมันและพวกจึงถึงบางอ้อ นำบทสรุปเกี่ยวกับพลังความคิดทางบวกมาปรับใช้เพื่อการรักษาผู้ป่วยจิตเวชให้หายขาดจากอาการที่เป็น

 

เห็นข้อดีของการมองโลกในแง่บวกแล้ว ใครที่กำลังเศร้าใจ รู้สึกหงอยเหงาเศร้าซึม ลุกขึ้นมาบันทึกและใช้พลังความคิดบวกได้แล้ว จะได้หายจากโรคจิต ...ม่ายช่าย....จะมีชีวิตและสามารถเผชิญโลกได้มีความสุขค่า....ดังเช่น Blogger ทั้งหลายดูสีหน้า รอยยิ้ม  :) ซิคะ