กว่าที่จะเป็น…เช่นวันนี้

ชายขอบ
  “เราต้องรีบก้าวข้ามอดีตไปให้เร็ว เรียนรู้และปรับใช้กับปัจจุบัน เพื่อเตรียมรับกับอนาคตที่จะมาเยือน อย่างทรนง”  

     “ความรักความเข้าใจกัน” เป็นเรื่องสำคัญมากของการอยู่ร่วมกันในสังคม เท่าที่ติดตามอ่านจากบันทึกต่าง ๆ ใน GotoKnow.Org จะพบว่ามีหลาย ๆ ท่านพยายามสื่อออกมาในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง เครือข่ายชุมชนคนทำงานต่าง ๆ ล้วนต้องการความรักความเข้าใจกันทั้งสิ้น และที่สำคัญสิ่งนี้ใช่จะเป็นสิ่งที่หายากอะไรนัก กลับอยู่ในตัวตนของเราแต่ละคนแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่เรานั้นได้เปิดใจส่วนนี้ทำความเข้าใจกับ “การรักกัน” จน “เข้าใจกัน” อย่างแท้จริงแล้วหรือยังมากกว่า

     ในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะหาคำตอบตามความสงสัยที่ยังไม่เข้าใจ แต่ก็ถามออกมาไม่ได้ รู้เพียงแต่ว่าเหมือนมีเงาดำมาบดบัง อีกฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะตั้งข้อแม้ว่า ทำไมต้องสงสัยในส่วนนั้น ส่วนที่เป็นอดีตอันขมขื่นหรือวันผันผ่านอันโหดร้าย เรามักจะสงสัยในอดีต ที่ไม่เคยมีแม้ใครสักคนจะกลับไปแก้ไขได้เลย เคยกล่าวเสมอว่า “หากเรายังก้าวข้ามพ้นอดีตไปไม่ได้ เราจะจัดการกับปัจจุบันได้ไม่ดีนัก แล้วในที่สุดอนาคตที่กำลังมาเยือนก็จะถาโถมใส่เรา อย่างที่ตั้งตัวไม่ติด” ฉะนั้น “เราต้องรีบก้าวข้ามอดีตไปให้เร็ว เรียนรู้และปรับใช้กับปัจจุบัน เพื่อเตรียมรับกับอนาคตที่จะมาเยือน อย่างทรนง”

     วันนี้มีทั้งความรักและความเข้าใจกัน มีมิตรภาพและความสุขที่เคยทวงถามกลับคืนมา มีความอบอุ่นที่เคยได้ถ่ายทอดสู่กันเช่นเดิม ไร้ข้อกังขาใด ๆ ก็ด้วยประโยคหลักคือ “เราต้องรีบก้าวข้ามอดีตไปให้เร็ว เรียนรู้และปรับใช้กับปัจจุบัน เพื่อเตรียมรับกับอนาคตที่จะมาเยือน อย่างทรนง” ประโยคนั้น และเมื่อมานั่งทบทวนคิดว่าเสียดายวันเวลาที่ผ่านพ้น แต่ก็กลับหาไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะวันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละครั้งของลมหายใจ กลับตอกย้ำความเป็นมิตรภาพว่า “ยังไงก็ยังคงอยู่” ไม่เคยมีครั้งใดเลย ที่ต่างคนต่างก็จะตอบตัวเองว่า “ไปก่อนดีกว่า”

     เพียงแต่เราได้ใช้เวลานั้นไปกับการทบทวนเพื่อตรวจสอบตัวเองนานไป บางครั้งก็ถึงกับทำให้เศร้า งานการของชีวิตไม่รุดหน้า คอยพวงกับมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ แล้วสุดท้าย “ยังไงก็ยังคงอยู่” และที่สำคัญแทบไม่ได้ใช้อะไรเลยใช้เพียง “ใจตน” เท่านั้นมาทำความเข้าใจกับ “การรักกัน” จน “เข้าใจกัน” เพื่อมิตรภาพอันดีงาม อยู่ที่ “ใจ” จริง ๆ หาใช่ได้ใช้ทรัพยวัตถุใด ๆ เลย ใจในตัวเรานี่แหละสำคัญ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน

คำสำคัญ (Tags)#คุณอำนวย#เครือข่าย#เกล็ดชีวิต#ความสุข#ความไว้วางใจ#ความเข้าอกเข้าใจกัน#ความขัดแย้ง

หมายเลขบันทึก: 38096, เขียน: 11 Jul 2006 @ 03:25, แก้ไข, 19 Mar 2015 @ 08:31, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 21, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (21)

เมตตา
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 04:30
"รักตัวเอง"   "การรักคนอื่น" สองเส้นนี้แหล่ะค่ะ ที่ทำให้เข้าใจกันยากขึ้น แท้จริงแล้วเราต่างรักตัวเอง มากกันไปหน่อย จึงทำให้คนรอบข้างเจ็บปวด รํกตัวเองให้น้อยลง รักคนอื่นให้มากขึ้นอีกนิด จะดีค่ะ

มิตรภาพแห่งความรักมีอยู่ทุกตัวตน  แต่จะรักษามันให้คงอยู่หรือเปล่าขึ้นอยู่กับสันดานของคน  กลัวคนอื่นจะรักอีกคนมากกว่า  จึงเกิดเรื่องขึ้นบ่อยครั้ง

หากยินดี  พลอยยินดีกับคนที่เขารักกัน  แสดงความรักเอื้ออาทรกัน  เรายินดีด้วยก็จะดี

แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น  คอยระแวงว่าเพื่อนจะรักคนอื่นมากกว่าตน  เกรงว่าเจ้านายจะสนใจคนอื่นมากกว่าตน 

โดยไม่ทำความดี แต่กลับพูดให้เกิดความระแวง  หากไม่มีความมั่นคงในความรัก  ไม่มั่นคงในความถูกต้อง  ปฏิบัติแต่เรื่องความถูกใจ

ก็จะมีรักไม่แท้แน่นอน

..................
IP: xxx.136.216.225
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 08:49
ฟ้าร้องครืนครางมาจากเวิ้งฟ้าไกล
ที่กำลังมืดหม่นมัวสลัวด้วยแรงพายุ
และลมบน
ที่กำลังค่อยๆพรายพรม*น้ำตาฝน*มาพลายพลิ้ว
และ
คงหยาดไปทั้งทิพย์ทิวทุ่ง...แล้วณ..บัดนี้
ดวง..ไม่สบาย..เลยนอนนิ่งนิ่งดูสายฝนพรำ
ที่กำลังพร่างสู่แมกไม้
ให้หยดคล้ายน้ำค้างแก้วแวววะวับ


จาก..
ริมหน้าต่างเหนือเตียงโบราณ
ที่มีเพียงม่านใบไม้ลายดอกแก้วขวางกั้น
ให้พบฝันงาม
ในทุกยามแห่งลีลาวสันต์
ให้พบฝันแสนสุขซึ้งตรึงใจเสียไม่มี


ดวง..
มีความสุขกับสายฝนที่ราวกับจะมาพลีปนต่อสายฝัน
สายสวรรค์ให้ผุดพร่างขึ้นณ..กลางใจ
ในสวรรค์ไพร กับเสียงฝนพรำ
ที่มาย้อนย้ำให้รำลึก
นึกไปถึง วิมานไพลในยามที่เคยใช้ชีวิต
ที่บ้านบนเนินเขาในต่างบ้านต่างเมืองมานานปี


เมืองที่...
ซ่อนตัวในแมกไม้ระย้าระย้อยห้อยใบดก
ไปทั่วและมีอากาศชวนให้แสนโรแมนติก
ด้วยสาายฝนพรำเกือบตลอดทั้งปี
และ...
ที่แสนดีนักตรงที่ดวง
ได้เดินฝ่าเส้นทางสายฝนสายฝัน
เส้นทางสายเล็กๆละหลั่นลัดลดเลี้ยว
ผ่านละเมาะไม้มากมาย
กรายกิ่งไหวระบัดใบ
เพื่อเดินกลับบ้าน จากตลาดที่อยู่ไม่ไกล..


อันแสนอวลหอมไปด้วยกลิ่นขนมปัง
กับอวลหวานไปด้วยพันธุ์ไม้ดอก
และผลไม้สดฉ่ำจากเมืองไกล
เช่นพรุน พลัม แอปเปิ๊ล ท้อ..สาลี่
ที่ดวง.นี้.จะชอบซื้อ
และยังมีเกาลัดลูกโตๆที่คั่วใหม่ๆร้อนๆ
ให้หอมตรลบน่ารับประทานเป็นยิ่งนัก


ดวง..ชอบเออออใช้ภาษาจีนแบบงูๆปลาๆ
ทายทักแม่ค้าดอกไม้เจ้าประจำ
แล้วก็ยิ้มขำตัวเอง ที่เค้าพยายามฟังจนเข้าใจ


ดวง..
แสนสุขเสมอใจเมื่อย้อนนึกรำลึกไปถึง
*ภาพเพื่อนคนญี่ปุ่น*ที่ชื่อเคียวโกะ
ที่ชอบเล่นแมนโดลินให้ดวงฟัง
แล้วก็พากัน...
ร้องเพลงสุกี้ยากี้ที่คือเพลงญี่ปุ่นเพลงเดียว
ที่ไพลพอจะดำน้ำได้
แล้วพากันประสานเสียงดัง
พร้อมเสียงหัวเราะอันแสนเบิกบาน
ราวโลกนี้ตระการด้วยดวงดอกไม้ไร้พรมแดน
มีเพียงแน่นแฟ้นแห่งคำคำว่ามิ่งมิตรสนิทใจ


.
และ...
ทุกคราที่หัวใจได้ยินบทเพลงอมตะนี้
ก็จะกลับมากรายใกล้
มาก้องกังวาน...ให้น้ำตาเอ่อซึม..ยามย้อนรำลึกนึกถึง
เพื่อนคนดีทุกคราครั้งไป..
เพื่อน..
ที่มีมารยาทงาม..รักสงบเงียบใช้ชีวีเรียบง่าย
รักดนตรี สมถะและรักธรรมชาติพอกันกับดวง
และ..
ชอบชวนให้ดวง..
ไปแสดงฝืมือทำกับข้าวไทยให้รับประทาน..
*เขาบอกอาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก*


บางครั้ง..
เราจะชวนกันไปลอยคอในสระว่ายน้ำส่วนตัว
แล้วล
นอนลอยคอหัวเราะ
เมื่อเราพูดภาษาอังกฤษแบบ..
*เข้าใจกันดีระหว่างคนสองคน*


ดวง..ย้อนนึกถึงสังคม
ที่ดวงเคยใช้ชีวิตในอีกวิถีหนึ่ง
แล้ว..
ก็เพิ่งมาซึ้งใจว่า
ดวงนี่หนา ได้ผ่านมาทุกลีลาชีวิตแบบไม่เสียชาติเกิด
เพราะดวงผู้หญิงที่เกิดมากับกับแสงตะเกียงรำไร
กับเสียงฝนหล่นบนหลังคา
กับชีวาชีวิตที่ได้ชิดใกล้เคียงดิน
กับรอยถวิลแห่งทุกเงางามอดีตที่คือสัจจะจริง
ไร้มายาสิ้นวัตถุใด..ที่ดูรกรุงรังใจรุงรังตา


และรายรอบชีวีดวงนั้น
ยามวัยเยาว์..ยังมีกระท่อมไพรกระท่อมหลังคาจาก
ให้คนจนบางคนได้พักอาศัย
หากทำไมดูเขาแสนมีความสุขใจเสียจังในความไม่มี
ที่ได้นอนนิ่งฟังเสียงแห่งทุกสรรพสิ่ง..


ที่คือเสียง
แห่งงามจริงงามจิต..
มาพลีสอนให้รู้จักรสชาติชีวิตธรรมดาๆ
ให้รู้ค่า ความพอดีพอเพียง
ให้แสนมีชีวีสมถะสนิทสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

และ...
ในทุกลีลาวสันต์
ดวง...ยังจดจำได้
ดวงเล่นน้ำฝนจนคางสั่น
จนไข้ขึ้น เพราะดวงเด็กช่างฝัน
จะทนฝันทนฝนได้อย่างไรกันเล่า..ที่จะไม่โผเข้าใส่


และ....
มาวันนี้น่าแปลกดี
ที่จิตวิญญาณการชอบเดินท่ามสายฝนพรำ
ยังตามย้ำมาคอยเตือนในทุกครา
ให้อยากพาตัวโผผวาออกไปยามฝนพรำ
ที่..
กำลังสาดสายพรายพรม ให้ห่มหอมในห้วงใจ


และ..
เมื่อวานยามค่ำก็ได้สมหวังสมดั่งใจ
เมื่อเพื่อนคนที่ขับรถมารับดวงไปเต้นทุกวันพร้อมกัน
เกิดสตาร์ทรถไม่ติด
เพราะรีโมทค้าง
ทำให้ดวงต้องเสียสละเดินอ้างว้างตากฝนพร่างออกไป
เพื่อไปตามช่างมาให้เพื่อน..


กว่าจะ..
เดินฝ่าสายฝนลมแรงราวแสร้งให้ดวงสาสมใจ
กับความละไมละมุน ให้สายฝนมิการุณย์
หากฝากหนาวด้วยน้ำฝนหยาดพราวให้เย็นเยียบไปทั้งตัว
และ
นี่คือที่มาแห่งความไม่สบายราวจับไข้เล็กๆ
แต่..ไม่เป็นไรนะ ยังไกลหัวใจ..


เพราะ
เคยไหม..
ที่ยามเราไม่สบายแล้วได้นอนตัวรุมรุม
เราจะรู้สึกดีกับชีวีที่ได้ชิดใกล้สัจจธรรมอันแสนล้ำค่า
คือความเจ็บ คือความ ระบม
ที่ต้องนอนซุกตัวในที่นอนระทม
และได้....
สัมผัสชิดใกล้ ความรู้สึกดายเดียวเปลี่ยวร้างแสนอ้างว้างใจลำพัง


เป็นความรู้สึกดื่มด่ำ
ยิ่งกับยามนี้ที่มีน้ำตาฝนน้ำตาฟ้าพากันพลีสิ้น
ให้ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดิน ที่มีทั้งรักชัง
ได้พบหวังหวานฤารานเศร้า..คลุกเคล้ากันไป
สุดแต่ใจใครจะไขว่คว้า..


และรู้ว่า...แท้ที่จริง
ทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า..
ไม่ว่าฤดูกาลหรือฤดีระกำ
ก็จักผันผ่านแปรไป ..ไม่ ..มิยั่งมิยืน มิฝืนยึดมั่นถือมั่น
ฝันรักได้นานกันสักเท่าไรเลย...
...........................




http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song129.html
หยาดน้ำจากตา นางฟ้าที่ตรมอารมณ์
หลั่งความขื่นขมที่ถมอยู่ใน ใจตน
หยาดย้อยจากปรางสวรรค์เบื้องบน
สู่กลางแก้มดินในฐานถิ่นคน
นั้นคือหยาดฝน ฉ่ำใจ
สาดสายพร่างพรายพรมผืนไร่นา แนวเนิน
ป่าดอนโขดเขินคลองขลุงทุ่งหนอง นองไป
หล่อเลี้ยงพืชพันธ์ มีผลดอกใบ
โลกเคยหลับไหล พลันฝืนตื่นใจ
สวยงามสดใส จริงเอย
ทอแสงทองอาทิตย์ทาบทา
พลันน้ำตานางฟ้าระเหย
เป็นละอองไอน้ำอย่างเคย
ถูกลมรำเพย พัดเลยลอยวน
หยาดน้ำจากตา นางฟ้าที่ตรมอารมณ์
ฝากมากับลมเป็นฝนพร่างพรม ใจคน
แต่น้ำจากตาตอนช้ำกมล
ที่เราหลั่งลอย ระเหยกี่หน
ถึงกลายเป็นฝน ฉ่ำใจ

ทอแสงทองอาทิตย์ทาบทา
พลันน้ำตานางฟ้าระเหย
เป็นละอองไอน้ำอย่างเคย
ถูกลมรำเพย พัดเลยลอยวน
หยาดน้ำจากตา นางฟ้าที่ตรมอารมณ์
ฝากมากับลมเป็นฝนพร่างพรม ใจคน
แต่น้ำจากตาตอนช้ำกมล
ที่เราหลั่งลอย ระเหยกี่หน
ถึงกลายเป็นฝน ฉ่ำใจ...
...............
IP: xxx.136.216.225
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 08:50
เดิมพัน..ด้วยใจ..นะคนไกล..คนดี


เคยบ้างไหม..ที่คุณเปิดใจ..ให้ใครบางคน..ก้าวเข้ามา..ในโลกของชีวิตอันแสนเงียบเหงาของคุณ..
เข้ามาสัมผัส..รับรู้..เข้าใจ ถึง..ความรัก ความหลัง ความหวัง พลังใจ เท่าที่คุณมี..คุณเป็น..คุณอยู่
...คุณค่อยๆปล่อยให้เขาเดินก้าวล้ำเข้ามา ..ในใจดวงน้อย..ทีละนิด..ทีละนิด..โดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว
........ที่สุดเขาก็กลายเป็น..ส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ.......เหมือนโลกที่ต้องมีพระอาทิตย์.
ในตอนกลางวัน ....และมีพระจันทร์ในยามค่ำคืน....................
วันใดที่เขาหายไป......โลกที่เคยอบอุ่น....ที่ดูราวมีใครสักคนที่พร้อมจะเคียงข้าง....
รับรู้และรับฟัง.....พลันเดียวดาย.......ไร้หวังราวท้องฟ้าไร้จันทร์ในคืนแรม.........................
...........ไม่ยากเลย...ลองดู....ถ้าคุณอยากให้ใครสักคนรักคุณ...และขาดคุณไม่ได้............
ให้เขาเห็นความสำคัญ.....และคุณค่าในตัวคุณ............
เพียงอย่าท้อแท้......สิ้นหวัง...คิดเสียใหม่......ยิ่งให้คุณจะยิ่งได้............
ในทุกทุกเกมของชีวิต..กับ..ทุกทุกคน.....และโดยเฉพาะกับคนที่คุณรักเขายิ่งชีวิต...........
...........ไม่มีอะไรที่คุณจะเสีย...มีแต่ศรัทธาเปี่ยมด้วยรัก..จริงใจ ..มั่นคง..หนักแน่น.....
เป็นเดิมพันใจ..เพื่อ..ใจ...เท่านั้น.....และคุณจะพบว่าคุณคือผู้ได้มา...มิใช่เสียไป.......
............เกมของรัก...เกมของใจ .....เกมของความหวัง.....และเกมของความฝัน........
เพียงใช้ใจดวงงามที่ใสซื่อ....อดทน...รอคอย.....เพียงนั้น ....................
โลกทั้งโลกก็จะอยู่ในมือคุณ...................
เส้นทางใจ...เส้นทางชีวิตที่จะมีใครสักคนคู่เคียง...ไม่ว่า..ในยามทุกข์..หรือสุข.ตราบนิรันดร์..
...บางครั้งเส้นทางนี้..มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ..มิได้หวานหอม..ตั้งแต่บทเริ่มต้น..........
...........ขอเพียงคุณ......ไม่ยอมแพ้พ่าย.....เอาใจดวงที่เปี่ยมรักบริสุทธิ์ล้ำ.....หนักแน่นยิ่งกว่า.....
ขุนเขาและแผ่นผา.........แผ้วถาง ฟันฝ่า............
ปลายทาง.....มีสวรรค์บนดิน ที่พระเบื้องบนจะประทานให้.....มีความรัก..ความอบอุ่น.....
มีน้ำใจจากหญิงงาม มากค่า พร้อมเด็กน้อยที่บริสุทธิ์ใสประโลมใจคุณทุกโมงยาม.........
........เปรียบประดุจสายธารา..แห่งชีวิต..ที่คุณจะได้ดื่มกิน..แหวกว่าย..เย็นฉ่ำทั้งใจกาย.......
ตราบวันสุดท้ายแห่งลมหายใจ..ของชีวิตที่แสนงามนี้..............

บวร
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 09:39

อย่าลังเลที่จะแบ่งปันความรักให้กับผู้คนรอบข้าง

อย่าเฝ้ารอให้คนอื่นมาเข้าใจตนเอง

จงมองแต่ด้านดีของผู้อื่น

แสวงจุดร่วม

สงวนจุดต่าง

ผู้ทะนุถนอมมิตรภาพไม่เคยขาดทุน

จงให้เกียรติทุกผู้คนที่พานพบ

อาจมีบางคนที่ไม่ให้เกียรติเรา

อย่าถามหาหรืออ้อนวอนขอ

เพราะเขาเหล่านั้นมีเกียรติไม่พอ

ที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น

             

bright lily
IP: xxx.147.116.15
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 09:54

คุณ .....ตามเข้ามาหาขนมหวานในนี้ค่ะ บอกแล้วไงค่ะ  คุณต้องเปิด blog แล้วล่ะ คุณมีอะไรดีๆ มากมายเหลือเกิน  หากคุณเปิด blog คงลดงบประมาณในการซื้อหนังสือของดิฉันลงไปแน่นอนค่ะ

แวะมาเยี่ยมกลับไปด้วยความประทับใจครับ

 

............
IP: xxx.136.218.23
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 13:44

พลีกำนัล

เรื่องรักเหนือโลกย์โศกสุขแลการครอบครองค่ะ

ด้วยแสนซาบซึ้งใจทุกดวงใจGotoknow

ที่ต้องการความละไมละมุน

ดับโลกแล้งไร้ให้หอมกรุ่นเพื่อจุดพลังใจไฟฝัน

ปันพลี แด่ผองชนผู้ทุกข์ทนกว่าเราค่ะ

และพิเศษพิสุทธิ์

แด่คุณbright lily

ผู้มีนวลใจแลเห็นงามค่ะ

สไบนวลสไบนาง!

พุด


แสนย์รักสไบนวลสไบนาง!

ตะวันดวงรอนรอน
ทอแสงทองทอดสวย...ส้มอมชมพูประปราย
คล้ายสาดสีด้วยฝีมือจิตรกรเอกของโลกชื่อธรรมชาติ
กระจายฉายฉานรัศมีสีรุ้ง
เหนือเจดีย์วัดไชยวัฒนาราม
ในยามตะวันชิงพลบ


ที่งามสงบเก่าคร่ำงามล้ำค่ามลังเมลือง
งามราวเมืองสวรรค์ลอยมาเยือนหล้า
ราวปวงเทพยดาเนรมิตรเป็นทิพยวิมานสถานสถิต
ผ่านเงางามแห่งอดีตอันวิจิตรศิลป์
หากทว่าฝากเรื่องราวแสนเศร้ารานร้าวใจ


ถึงมาตรแม้นจะเป็นวัดไร้ร้าง
สิ่งก่อสร้างที่เหลืออยู่มีก็เพียง
พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ
และเจดีย์รายตามพระระเบียงคดรอบ พระปรางค์


ให้ดวงใจ..*สไบนวล* เหว่ว้าดายเดียว
ราวไร้เสียงสังคีตดีดสีตีเป่าเหงาเงียบ
ช่างสะเทือนสะท้านสะท้อนใจ
วะแว่วแผ่วเพียงเสียงขับเสภางาม
สุดกำสรวลเศร้ามาจากเวียงวังในครั้งบุราณกาล

************


รอนรอนสุริยคล้อย              สายัณห์
เรื่อยเรื่อยเรื่อแสงจันทร์     ส่องฟ้า
รอนรอนจิตกระสัน              เสียวสวาท แม่เอย
เรื่อยเรี่อยเรียมคอยถ้า       ที่นั้นห่อนเห็น ฯ

เรื่อยเรื่อยมารอนรอน         สุริยาจรเข้าสายัณห์
เรื่อรองส่องสีจันทร์              ส่งแสงกล้าน่าพิศวง

ลิ่วลิ่วจันทร์แจ่มฟ้า               เหมือนพักตราหน้านวลผจง
สูงสวยรวยรูปทรง                ส่งสีเจ้าเท่าสีจันทร์

เอวอ่อนชอ้อนองค์                โฉมอนงค์ทรงสาวสวรรค์
หาไหนไม่เทียมทัน              ขวัญเนตรพี่นี้น่ารัก

ขาวสุดพุดจีบจีน                    เจ้ามีสีนพี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก                      แต่พี่รักเจ้าคนเดียว

นอนนั่งตั้งอาลัย                    สายสุดใจไม่แลเหลียว
หวังชมสมกลมเกลียว            ควรฤาน้องข้องใจเคือง

ขาวสุดพุดซ้อนแซม               เนื้อแอร่มอร่ามเหลือง
โฉมอ่ากว่าทั้งเมือง                หนแห่งใดไม่เหมือนเลย

ได้น้องทองนพมาศ                มาสังวาสพาดชมเชย
ร่วมเรือนเพื่อนพิงเขนย        เคยวิงวอนอ่อนหวานคำ

ฝนตกยกปีกป้อง                   ฟ้าร้องต้องเอาตนงำ
ชิดเชื้อเนื้อนวลขำ                 อ่อนลมุนอุ่นอกเรียม

รักนุชสุดสายใจ                     ต้องฤทัยไม่เท่าเทียม
ขอต้องน้องอายเหนียม           เกรียมจิตเจ้าเฝ้าทุกข์ทน

ฝนตกฝนหากตก                   แก้วกับอกอย่าโกรธฝน
ลมพัดรับขวัญบน                   แก้วโกมลมานอนเนา

ฝนตกไม่ทั่วฟ้า                      เยนแหล่งหล้าในภูเขา
ไม่เยนในอกเรา                   เพราะเพื่อนเคล้าเจ้าอยู่ไกล

เรียมร่ำน้ำตาตก                    อกร้อนรุ่มดังสุมไฟ
แสนคนึงถึงสายใจ                 เจ้าไกลสวาทนิราศเรียม ฯ



เสียงสรวลระรี่นี้                   เสียงใด
เสียงนุชพี่ฤาใคร                 ใคร่รู้
เสียงสรวลเสียงทรามวัย       นุชพี่ มาแม่
เสียงบังอรสมรผู้                   อื่นนั้นฤามี ฯ


เสียงสรวลระรี่นี้                   เสียงแก้วพี่ฤาเสียงใคร
เสียงสรวลเสียงทรามวัย       สุดสายใจพี่ตามมา

ลมชวยรวยกลิ่นน้อง             หอมเรื่อยต้องคลองนาสา
เคลือบเคล้นเหนคล้ายมา      เหลียวหาเจ้าเปล่าวังเวง

ยามสองฆ้องยามย่ำ                ทุกคืนค่ำย่ำอกเอง
เสียงปี่มีครวญเครง               เหมือนเรียมคร่ำร่ำครวญนาน

ล่วงสามยามปลายแล้ว            จนไก่แก้วแว่วขับขาน
ม่อยหลับกลับบันดาล              ฝันเห็นน้องต้องติดตา

เพรางายวายเสพย์รส              แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกข์อิ่มชลนา                      อิ่มโศกาหน้านองชล

เวรามาทันแล้ว                        จึ่งจำแคล้วแก้วโกมล
ให้แค้นแสนสุดทน                  ทุกข์ถึงเจ้าเศร้าเสียดาย

งามทรงวงดังวาด                      งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยิ้มแย้มพราย              งามคำหวานลานใจถวิล

แต่เช้าเท่าถึงเยน                     กล้ำกลืนเขญเปนอาจิณ
ชายใดในแผ่นดิน                    ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ ฯ

เรียมทนทุกข์แต่เช้า        ถึงเยน
มาสู่สมคืนเขญ                 หม่นไหม้
ชายใดจากสมรเปน          ทุกข์เท่า เรียมเลย
จากคู่วันเดียวได้              ทุกข์ปิ้มปานปี ฯ
*******************


และพลันพาทำให้สไบนวล
หวนรำลึกนึกคะนึงถึง
บทกวีเอกของเจ้าฟ้ากุ้ง**นิราศธารทองแดง*
ที่ชมไม้ดอกและธรรมชาติอันแสนงดงาม

**********
ชาตบุษ์ปพุทธชาตซาบ    กุหลาบกนาบทั้งสองทาง
เบงระมาดยี่สุ่นกาง          กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ

ชาตบุษ์ปพุทธชาตขึ้น      เคียงกลาง
กุหลาบกนาบสองทาง       กลิ่นฟุ้ง
เบงระมาดยี่สุ่นกาง          ตรงกลีบ
สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง          เก็บร้อยรอยกรอง ฯ

๖๒ เพกาสาเกกุ่ม            ไม้ตาตุ่มทุมราชา
สุกรมมะยมพวา               ไม้หมากข้าขานางเปล้า ฯ

เพกาฟักย้อมกุ่ม              ผลหนา
ตาตุ่มทุมราชา                  เนื่องหน้า
สุกรมมะยมพวา                ชมพู่
สาเกไม้หมากข้า                อิกเปล้าขานาง ฯ

๖๓ กะจายสยายซร้องนาง  ผ้าสไบบางนางสีดา
ห่อห้อยย้อยลงมา               แต่ค่าไม้ใหญ่สูงงาม ฯ

กะจายสยายคลี่ซร้อง          นงพะงา
สไบบางนางสีดา                 ห่อห้อย
ยื่นเลื้อยเฟื้อยลงมา            โบยโบก
แต่ค่าไม้ใหญ่น้อย              แกว่งเยื้องไปมา ฯ

๖๔ กระเช้าเจ้าบรรจง         ปากแฉกตรงทรงหาบหาม
แล่งปืนของพระราม             รูปงามดีมีสืบมา ฯ

กะเช้านางแต่งเจ้า               ผจงงาม
ปากแฉกทรงหาบหาม          ห่วงห้อย
แล่งปืนของพระราม              ยังอยู่
รูปร่างงามน้อยน้อย              งอนขึ้นสืบมา ฯ

๖๕ เล็บนางงามแสล้ม           ต้นนางแย้มแกมดองดึง
สุพรรณิกากากระทึง              ดอกราชพฤกษ์ซึกไทรไตร ฯ

เล็บนางนวยแน่งน้อย          พอพึง
นางแย้มแกมดองดึง             อีกอ้อย
สุพรรณิกากากระทึง              บานแบ่ง
ราชพฤกษ์ซึกดวงย้อย          พู่เพี้ยงไทรไตร ฯ

๖๖ ชงโคตะโกตะขบหว้า        ต้นตุมกากาฝากลง
ชอบกลต้นมหาหงส์               มะเดื่อดูกลูกนมแมว ฯ

ชงโคตะโกขบหว้า          ดาดดง
ตุมกากาฝากลง              ติดไม้
นมแมวมหาหงส์            เห็นอยู่
มะเดื่อดูกลูกงอกได้       แส่ทึ้งสอยกิน ฯ
*********


สไบนวล..สนใจเมืองเก่านี้
และหลายครา
ที่เธอจะเห็นในภาพฝัน
คืนที่พระจันทร์ผ่องเพ็ญเต็มดวง


ในฝัน....
เธอจะห่มสไบแพรสไบขวัญสีโศกสีเศร้า
และทัดดวงดอกลั่นทมสีขาวพราวริมแก้มแซมผมหอม..ให้หอม


ในฝัน..
จะมีบุรุษหนึ่งร่างล่ำสันผิวสีทองแดง
ราวบุรุษอาชาไนยจะคอยเคียงใกล้


และน่าแปลกนัก
ที่เธอและเขากำลังค่อยๆ
ช่วยกันประคอง*โคมลอย*

แล้วค่อยๆปล่อยขึ้นไปเหนือฟ้าทิศบูรพา
ราวจะช่วยกันพลีบูชาพระอิศวร พระนารายณ์ พระอินทร์
พระบรมสาริริกธาตุเกศแก้วจุฬามณีในดาวดึงส์พิภพ
ที่บรรจุมวยผม.*.เจ้าชายสิทธัตถะ*ที่เชือดด้วยพระขรรค์
ก่อนการดำรงเพศนักบวช
จนได้บรรลุเป็นพระบรมศาสดาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


และ
บูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่
ณ หาดทรายที่เรียกว่านะมะทานที
เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่..


และ
ในทุกราตรีมิเว้นว่าง
ตั้งแต่เธอย่างเข้าเป็นกุลสตรีสาวสะพรั่ง
เธอจะฝันบ่อยขึ้นบ่อยเข้า
เกี่ยวกับเมืองเก่าของเราแต่ก่อน
จิตใจอาวรณ์อย่างยากที่จะเล่าให้ใครฟัง


อย่างที่อยากจะรู้จักสัมผัสให้ล้ำลึก
เธอ..จึงรู้สึกยิ่งรักผูกพัน
ราวกับว่าชาติปางก่อนมาบันดาลบุญหนุนนำ
และ
ด้วยดวงจิตวิญญาณอันแสนละเอียดอ่อน
ยิ่งทำให้เธอหวนไห้อาวรณ์
อยู่กับสิ่งที่เธอยังมองไม่เห็น
ที่มิอาจจะบอกใครได้


สไบนวล  จึงทำได้เพียงราวรอเวลา
ให้ดวงตาสวรรค์ฟ้าดินเมตตา
เปิดม่านบังตาให้เธอได้รับรู้
สิ่งที่แสนลึ้ลับพิสูจน์ไม่ได้
ราวปาฏิหารย์รักมหัศจรรย์รอ


สไบนวล..คนดี
จึงต้องวนเวียนกลับมา
สัมผัสเหว่ว้าดายเดียวแทบทุกอณูนะที่นี่..
ที่อยุธยา
*ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำคนดีศรีอยุธยา*
เมืองที่มี แม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำป่าสักแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำน้อย
ไหลผ่านให้จิตวิญญาณผู้คนพันผูกกับสายน้ำอย่างมิรู้สิ้นรู้จบ


พบสงบงามเจดีย์เก่าระดะยอด..
พระปรางค์โบราณที่วัดมหาธาตุ
ที่มีผอบศิลา ภายในมีสถูป 7 ชั้น
มี ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง
แก้วโกเมนและทองคำ และชั้นในบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า


ไหน..จะยังมีโบราณสถานสถิตใจวังหลัง
เป็นอุทยาน สวนหลวง
ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลือคือเจดีย์พระศรีสุริโยทัย
อนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก  
เกียรติแห่งวีรสตรีไทย
ที่คนไทยมิมีวันลืมยังจำตราตรึง
ถึงความเสียสละอันแสนงดงามยิ่งใหญ่
อย่างยากหาผู้ใดมาเสมอเหมือน


และ
ณ..ที่แห่งนี้ทำให้สไบนวล
ได้รู้จักราชธานีเก่า” มากขึ้นว่า
นามว่า “กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์
ที่มีคำขวัญว่า


“ราชธานีเก่าอู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวีคนดีศรีอยุธยา*

ที่มีเมืองอยู่ในที่ราบเป็นดั่งอู่ข้าวอู่น้ำ


เลิศล้ำกานท์กวีคนดีศรีอยุธยา
ก็เพราะ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มียุคทองของ วรรณคดี
คือ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
และสมัยพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ
กอรปด้วยกวีเอกที่มีความสามารถล้ำเลิศ
เช่นสมเด็จพระนารายณ์
พระมหาราชครูศรีปราชญ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
พระโหราธิบดี เป็นต้น


วรรณคดีที่สำคัญ เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์
โครงกำศรวลศรีปราชญ์
กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง
จินดามณี มหาชาติคำหลวง เป็นต้น  


“คนดีศรีอยุธยา”
หมายถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยากอรปด้วยคนดี
มีความสามารถทุกยุคทุกสมัยตลอดมา
แม้เมื่อกรุงศรีอยุธยาต้อง เสียกรุง ให้แก่พม่าถึง 2 ครั้ง
แต่ก็ยังสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้  
ก็ด้วย เหตุเพราะมีคนดีที่มีความสามารถนั่นเอง ...


แล้ว
ไหนจะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
วัดวาอารามอันงามคร่ำ
วัดพุทไธศวรรย์
วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราช
และเจดีย์พระศรีสุริโยทัยอันสง่างามอีกด้วย


และที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร
พระประธานในพระวิหาร
ชื่อพระเจ้าพนัญเชิง (หลวงพ่อโต)
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1867 นับเป็น
พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย
ฝีมือปั้นงดงาม เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัด


และตามตำนานกล่าวว่า
เมื่อคราวพระนครศรี อยุธยาจะเสียแก่ข้าศึกนั้น
พระพุทธรูปองค์นี้ มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง
ราวกับว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่นะภายใน


นอกจากนั้น
ยังมากมีมากมายโบราณสถานที่น่าสนใจ


และ
ด้วยเหตุ
เพราะมีใครบางคน..ในฝัน
ที่แสนย์รักเอยแสนรักในกมล
ราวหมุนวน
อดีตลาลอย เลือนเลยลับให้รอเวลาหวนคืนกลับมา..



ให้ผู้หญิงเรียวหน้าละมุนงามเศร้า
รอคอยราวกับมีบางสิ่งคอยร่ำร้องเพรียกหา
มายาวนาน
ในทุกทิวาหวามราตรีขวัญ
ทุกคืนจันทร์เพ็ญเด่นดวง
ด้วยแรงจิตอธิษฐานบนบานกล่าว
และ
ดั่งคำมั่นสัญญา


http://www.thaipoem.com/web/songshow.php?id=480

คำมั่นสัญญา  

ถึง ม้วยดิน สิ้นฟ้า มหาสมุทร
ไม่ สิ้นสุด ความรัก สมัครสมาน
แม้ อยู่ใน ใต้หล้า สุธาธาร
ขอ พบพาน พิศวาส ไม่คลาดครา
แม้น เนื้อเย็น เป็นห้วง
มหรรณพ
พี่ ขอพบ ศรีสวัสดิ์ เป็นมัจฉา
แม้ เป็นบัว ตัวพี่ เป็นภุมรา
เชย ผกา โกสุม ปทุมทอง
แม้ เป็นถ้ำ อำไพ
ใคร่เป็นหงษ์
จะ ร่อนลง สิงสู่ เป็นคู่สอง
ขอ ติดตาม ทรามสงวน
นวลละออง
เป็น คู่ครอง พิศวาส ทุกชาติไป

แม้ เป็นถ้ำ อำไพ
ใคร่เป็นหงษ์
จะ ร่อนลง สิงสู่ เป็นคู่สอง
ขอ ติดตาม ทรามสงวน
นวลละออง
เป็น คู่ครอง พิศวาส
ทุกชาติไป...

**************




สไบนวล..ค่อยๆพาตัวเอง
มาทรุดตัวลงนั่งใต้กิ่งลั่นทมหวานสะพรั่ง
ดวงดอกดก...สถานที่ดั่งคำมั่นสัญญา
ไห้โหยหาอดีตรักอันงามงด
ราวปรากฎในกระแสจิตวิญญาณผ่านภพ


เธอหลับตาช้าๆ...
วงหน้านวลละออ
ริมเรียวแก้มขวัญนั้น
มีดวงดอกลั่นทมแซมริมไรผมหอมเศร้า


แล้วไยเล่า..ในความว่างนั้น
พลันราวมีภาพพร้อมพลังเสียง..
จากฟากฟ้าแสนไกลค่อยๆลอยล่องเข้ามา
ราวกับว่าทุกเรื่องราว
กำลังเกิดตรงหน้าเธอนะบัดนี้..

ที่ราวภาพในนิมิตฝัน


ผู้ชายคนเดิมคนดีผิวสีทองแดง..กำลังเอนอิงในอ้อมตัก
ในห้องหับเรือนไทย
ที่ได้กลิ่นเกสรดอกไม้หอมเศร้า
เคล้าอวลมากับสายลมบางเบา..


เขาช้อนสายตาแห่งรัก
ราวพิมพ์พักตร์ผุดผ่องนวลเนื้อทอง
ที่ค่อยๆประคองหน้าลูบไล้อย่างแผ่วเบาอ่อนหวาน
น้ำตานัยน์เรียวตาเศร้าราน
ค่อยๆระรินหยดบนอกอุ่นแข็งแรง


เขาใช้มือสากไล้โลมเรียวแก้มหอมน้อมโน้มหน้านวล
ประคองจูบประทับรับขวัญซับหยาดน้ำตา


เสียงเขาราวลอยมาจากฟ้าแสนไกล
ปลอบประโลมใจหนักแน่น
นุ่มนวลอ่อนหวานอ่อนโยน..

*คนดีอย่าร้องไห้..
ข้าจำพรากไปพลีหยาดเลือดรัก
ทำหน้าที่ยิ่งใหญ่เพื่อผืนดิน
ให้เลือดละหลั่งรินจนหยาดสุดท้ายฝากไว้ทาแผ่นดิน*



ให้ลูกหลานไทยและโลกรู้ว่า
*กรุงศรีอยุธยาจะมิมีวันสิ้นคนดี*
ข้าขอพลีคำมั่นสัญญา
เอาหยาดเลือดชะโลมหล้าชะโลมดิน*ไม่รักตัวกลัวตาย*

*ให้รู้ว่า
ลูกผู้ชายชาติไทยหัวใจไท
หัวใจนั้นดั่งเหล็กกล้า
ให้ไอ้พวกข้าศึก..ได้สำนึกว่า..มันอย่าได้มาหยาม..
และ
ให้มันหลั่งน้ำตารดเท้าสังเวยข้า..ที่มันบังอาจ..นัก!*


*นวล..เจ้าเอย..
เจ้าผู้พิสุทธิ์ผ่องแผ้ว
จงถนอมแก้วถนอมขวัญถนอมใจ
รอวันที่ข้ากลับมา

กลักทองที่เจ้ามอบให้ข้านั้น..*



*ให้เจ้าจงรู้ว่า
คือที่รวมขวัญพลี
ที่รวมจิตวิญญาณข้ามิให้พรากไกล

ถึงร่างเราจำไกล
แต่หัวใจเราสองดวงนั้น..
ได้พลีคำมั่นสัญญา
ยอมร่วงลงสู่ปวงพื้นพสุธาพร้อมกันแล้วมิใช่ดอกละหรือ.*


*และจะยึดถือคำสัตย์มั่นมิปันแยก
จะกี่ภพกี่ชาติ
ให้พิสวาสดั่งคู่บุญญา

จะตามติดเป็นพุทธมามกะ
ขออธิษฐานจิต
สถิตทอดคู่กันตลอดไปชั่วกัลปาวสานต์นะนวล*


*เจ้า..ชวนข้าไปจุดเทียนมงคลบนบานในโบสถ์คร่ำ*

เจ้ารู้ไหมยามนั้น
ข้าเห็นเจ้างามตามแสงเทียนทองทอ

งามใดไหนเล่าเจ้าเอย
จะงามเท่าจิตไสว
ที่พร่างสว่างสงบอยู่ภายในกายเจ้านะแม่สไบนวล*


และ
*ข้าแสนรัญจวนใจ
เมื่อยามคิดว่าร่างเจ้านั้นงามเสียยิ่งกว่านางใดในปฐพีนี้*

ที่ข้าจะขอพลีเสน่หามิเสื่อมคลาย


*ใกล้สว่างแล้ว..ดุเหว่าแว่วเรไรร้อง
ไหนเจ้าบอก
จะเก็บดอกไม้หอมหอมมาให้ข้าห่อไว้ชายสไบ
ให้ข้านำติดตัวไปอย่างไรเล่า*


แต่
*ถึงไม่มีไม้หอม
กลิ่นนวลก็ราวพยอมหอมอวลในอกในใจข้าเสมอมา*


*จำเอาไว้นะนวล..
กลักทอง
คือกล่องเก็บนิรันดร์รักแห่งเรานะเจ้ายอดดวงใจ*
และ
*ยามสุดท้ายแห่งลมหายใจข้า
สไบนางของเจ้าผืนนี้
จะคู่ร่างคู่ชีวีคู่จิตวิญญาณข้าไปในทุกหน*


*ข้าจะใช้มันซับหยาดเลือดและน้ำตา.
ที่ข้าจะพลีจนหยาดสุดท้ายเพื่อปกบ้านป้องเมือง
.ที่ข้าจะไม่มีวันเสียดายเสียใจ*


หากทุกหยดเลือดนั้นจะหยาดรินแม้สิ้นสาย
เพื่อเกียรติภูมิแห่งผืนดิน
พื้นพสุธานี้ที่ข้าแสนรักเสียยิ่งนักแล้ว*


*ข้าขอสัญญานะนวล

เจ้าจงอย่าได้กำสรวลหวนไห้หาข้า
อย่าเหว่ว้าดายเดียว
หากดวงชีวิตข้าถูกปลิดปลงลงสังเวยมาตุภูมิแม่*


*ข้าผู้ไม่แพ้
จะรอเจ้า.บนฟากฟ้า
รอเวลาเราสองได้ครองคู่กัน
จะนานสักกี่กัป์ปกัลป์ข้าก็จะรอเจ้านะนวล*



ให้เจ้า..นวลละออจงไปวัดเพียรภาวนา
และอธิษฐานจิตทุกเวลา


*และเจ้ารู้..
ข้าจะสถิตทอดทุกที่
ในผืนดินนี้เพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้า
และยามเหงา..เจ้าจงไปนั่งใต้ลั่นทมงาม..*


ที่*เจ้ารู้ดีว่า
ข้านี้ชอบเด็ดดอกหอมๆมาทัดแก้มแซมผมให้เจ้า*
และนะที่แห่งนั้น..
สวรรค์จะเปิดดวงวิญญาญ์เจ้า
ให้รับรู้เรื่องราวแห่งรักอมตะของสองเรา
ดั่งคำอธิษฐานดั่งคำมั่นสัญญา*


*จงจำไว้นะที่แห่งนั้นคือ
สวรรค์ลอยคอยรอรักแห่งภักดีของสองเรา
ที่จะไม่มีวันพรากจากกัน

จะตามมาเตือนเจ้านั้นให้หันมอง..ลูกผู้ชายคนดี

ที่มาหมายปองเจ้าราวแสนรักเอยแสนรักในกมล
มิผิดคนผิดคำ.*.


********
หญิงสาว..สะดุ้งจากภวังค์ราวฝันไป
ที่ทุกเรื่องราวราวได้สัมผัสมิติยิ่งใหญ่ที่ยากอธิบาย
ราวฉากในเรื่องทวิภพ..


เธอค่อยๆหันไป
แล้ว...
หัวใจเธอก็แทบหยุดเต้น..!

นั่นไง..
ผู้ชายคนนั้นคนในฝัน
ที่เธอเห็นในนิมิตประจำ
และกับนาทีที่เพิ่งผ่านไป
ที่เธอเผลอตกในภวังค์ฝัน
ราวกับไปพบเห็นภาพจริง


ที่นะบัดนี้
เขาคนดี...
ผิวสีทองแดงดูงามสุกปลั่งรับดวงตะวันสีทอง
กำลังค่อยๆหันหลังไปชื่นชมภาพตะวันลา


หากทว่า...
เมื่อนวลเห็นหน้า
ยิ่งพาให้ใจเต้นสั่นระริกราวจะเป็นลม..
พอกับดวงดอกลั่นทม
ที่นะบัดนี้กำลังปลิดปลิว...ปลิดปลิว.....
ลิ่วลอยควะคว้าง.....
ลงพร่างพรมห่มพื้นพสุธา
และหอมห้วงหัวใจ..สไบนวล  ราวดวงตาสวรรค์พลันรับรู้....!!

***********************



http://www.thaipoem.com/web/poemdata/poemdata_60930.php
สไบนาง    แสนย์  

เจียนหมากพลูสู่พี่ชายรอ”อ้าย”กลับ
ตั้งตำรับเตรียมข้าวปลากระยาหาร
มะลิน้อยลอยบนขันไว้ประทาน
หลังเสร็จงานออกศึก”อ้าย”จักคืน

***************************************************************

..ท้องฟ้าเหนือกรุงศรีอยุธยา..ยามนี้ดูมืดมิด ราวกับพายุลูกใหญ่กำลังจะพัดผ่านมาเยือน
เสียงกลองศึก ดังกระหึ่ม...สัญญาณ...เตรียมออกศึกเริ่มขึ้นแล้ว
อีกไม่นาน..เลือดจักหลั่งไหลนองอาบพื้นธราดล..สองเผ่าชนจักห้ำหั่น
ฝ่ายหนึ่ง...เพื่อครอบครองผืนแผ่นดิน
ฝ่ายหนึ่ง....ปกป้องแผ่นดินเกิดแลแผ่นดินตาย

สดับเสียงพละพลแล..กลองศึก
คะนองคึกตีฝ่าข้ามไพรศรี
หมายห้ำหั่นดัสกรหมู่ไพรี
ป้องกรุงศรี..แผ่นดิน..ถิ่นเรือนตาย

กำดาบสู้ใจหวนอยู่คู่นุชนาฏ
อ้ายนิราศใครจักป้องจากเหตุร้าย
แต่ดนัยมีศักดิ์แห่งชาติชาย
มิอาจหมายหนีทัพกลับมาแล

พลันยินเสียงอัสนีฟาดกึกก้อง
สะเทือนร้อง ดวงหทัย ใฝ่หาแม่
สังหรณ์เหตุอาเพศร้ายในดวงแด
เกรงนวลแขถูกลอบกล้ำช้ำเรือนกาย

ยามพะวงดาบหนึ่งถึงอุระ
ใจเจ็บแปลบคล้ายจะแหลกสลาย
สิ้นเรี่ยวแรงแห่งกำลังประคองกาย
เฮือกสุดท้ายน้ำเนตรหลั่งพลั่งสู่ดิน

ผะแผ่วปราณ..มานชิดเจ้าจอมใจ
เพียงสไบแนบทรวงก่อนลมสิ้น
ยกขึ้นดอมยังหอมหวนอวลระริน
ซับน้ำตาจิตโบยบินไปซบนวล

ร่ายโศลกโศกแจ้งแถลงเอื้อน
ชะตาเฟือนเลือนลบภพกำสรวล
สิ้นแล้วหรือวาสนากับเนื้อนวล
ไม่ทันหวน..ก็เลยลับ...ไป่กลับเรือน

ฤา...จุดจบของนักรบ..มิแผกกัน...  



http://www.thaipoem.com/web/poemdata/poemdata_60693.php
กลักทอง แสนย์

ยามรุ่ง..ก่อนเสียกรุงศรีอโยธยา

เปิดกลักทองรอง ผ้าตาด นาฏมอบให้
กรุ่นละไมกรรณิการ์ มณฑาหอม
อ้าย..ยังจำวันรับกลักจากหัตถ์พะยอม
สร้อยถนอมบรรจงวางตรงกลางกร

..ให้โหยหวนครวญหา..คราอดีต

แว่วจำเรียงเสียงไพเราะเสนาะกรรณ
ถ้อยจำนวรรจ์ฝากความจากสมร
สื่อลำนำเสน่หาก่อนอ้ายจร
ให้ภาดรเก็บไว้แทนใจนาง

สอดกลักน้อยกลอยใจไว้ใต้เกศ
ข่มเทวษโทมนัสก่อนสะสาง

ทวงหนี้เลือดเชือดพม่าแด่นวลนาง
อ้ายจักใช้เลือดมันล้างปฐพี

ก้มกำดาบอาบมนต์ไพรีพินาศ
ยามแกว่งวาดอริราชจุ่งถอยหนี
คม แกร่ง แข็งดั่ง วิเชียรมณี
ใช้สับร่างไพรีให้แหลกราญ

ท่ามพสุธ..อยุธยาธราภพ
เลือดนักรบจักหลั่งลงอย่างกล้าหาญ
จวบร่างแหลกกายดับลับวิญญาณ
อยู่บำราบอริมารผลาญแผ่นดิน

..สิ้นแสงอรุโณทัย...เพลิงเผ่าไหม้ศรีเทพนคร..บัดนั้นอโยธเยศก็สิ้นลง...

กลักทองต้องพื้นพสุธา
พร้อมวิญญาชาตินักรบก็จบสิ้น
ชลนาหยาดสุดท้ายต้องแผ่นดิน
ไฟชีวินมอดมลาย..สลายลง......


พยอมไพร
IP: xxx.136.218.116
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 14:35

คุณชายขอบคะ

มากล่าวคำขอโทษนะคะ

ที่มาฝากงานห้อยย้อยยานไว้อิอิ

คิดว่าจะเปิดหน้าส่วนตัวแล้วค่ะ

และ..

หวังด้วยใจรักยิ่งรัก

ว่างานรจนาคงพอมีค่าบ้าง

แด่

ทุกดวงใจนักคิดในGotoknow

ให้เพลาผ่อนคลาย...ได้ระบายใจ

เพื่อใช้สมองอันแสนมีค่ายิ่งใหญ่แด่แผ่นดินของเราค่ะ

 ...................

เพื่อความเป็นระเบียบความคุณชายขอบ

ช่วยลบให้ด้วยนะคะ

แล้ว

จักไปเริ่มต้นใหม่..ในหน้าส่วนตัวของตัวเองค่ะ

ไออุ่น
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 16:21

บางที การใช้เวลาของเรา "จม" ไปกับอดีตนั้น

ใครบางคนอาจคิดว่า "เสียเวลาเปล่า"

แต่สิ่งที่เราได้รับ

ก็ย่อมรู้ตัวเองดีว่า

"คุ้มค่า" กับเวลาที่เสียไปหรือไม่

จริงอยู่ ว่าคนเราควรอยู่กับ "ปัจจุบัน"

แต่ "อดีต" นั้น ก็ไม่ควรลืม

แต่ก็ไม่ควร "อยู่กับมัน" นานเกินไป

ถอดใจ
IP: xxx.136.192.65
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 18:54

เดียวดายอ้างว้างร้างไร้
จันทร์ฉายใจเศร้าร้าวไหว
จันทร์เจ็บสีน้ำเงินสะเทือนใจ
พรายไหวไพรเงาเราตรม..

น้ำตาตรมตรอมหมองแก้ม
ไม้ไทยแย้มแกล้มเศร้าขื่นขม
จันทร์เสี้ยวสิ้นสุขทุกข์ระทม
ใจจมจันทร์ซุกทุกข์ใจ...

ลมลวงบ่วงระบัดปลายลิ้น
เล่ห์ถวิลหลอกล่อฤาไฉน
รักรอรักร้าวเศร้าใจ
รักไกลรักใกล้ใช่จริง..

หวังอิงหวังแอบแนบชิด
สนิทเสนอสนองทุกสิ่ง
ที่แท้แท้เที่ยงเพียงนิ่ง
หยุดวิ่งไขว่คว้าหาใคร..

ไม่รักไม่รอไม่รู้
ไม่สู้ไม่เศร้าไม่ไหว
ไม่ขอไม่คิดรักใคร
ถอดใจ..ไม่รักไม่รอตราบสิ้นลม......

สบันงา
IP: xxx.136.192.65
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 18:59
คืนวันอันดายเดียว
เปล่าเปลี่ยวปลิดกลีบดอกไม้หวาน
กระดังงาร่วงหล่นด้วยร้าวราน
หวานสิ้นหวานปนเปื้อนธุลีดิน..

พลิ้วไหวม่านฝนกับลมหนาว
พลิ้วพรายพายุใจปลิดกลีบสิ้น
ไม้งามรอร่วงสู่ผืนดิน
ถวิล..จุมพิตเปลือกตาของเธอ....

รอรสจูบหวานซึ้งซึ้งใจรัก
ที่แน่นหนักรอภักดิ์นานเสนอ
รอวันหวานแสนดีให้โลกเพ้อ
รอเสนอรอสนองวันสองเรารวมหนึ่งเดียว!

ลีลาวดี
IP: xxx.136.192.65
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 19:05
บทเพลงฝนหล่นพราวกราวกระหน่ำ
กลางใจขวัญฉันร่ำไห้กลางสายฝัน
บทเพลงเศร้าร้าวดวงใจในผูกพัน
ระหว่างกันในวันนี้ที่ร้างไกล...

โอ้..คนดีที่รักเจ้าเฝ้ารอรัก
กลัวอกหักใจพังยังหวั่นไหว
เดินจากมากล่าวคำลาว่าเสียใจ..และเสียใจ
รู้บ้างไหมใจภิณฑ์พังหวังเลือนลา...

นอนดายเดียวเปลี่ยวใจในโลกร้าง
ใจอ้างว้างกลางทะเลโลกย์โศกเหว่ว้า
หลับตาฝันได้คลึงเคล้าเจ้าดวงตา
ใจดวงล้ามองดูดาวเศร้าสิ้นดี...

เพียงคำอ้อนอ่อนอ่อนวอนวาดหวาน
ซึ้งซาบซ่านหวานกลางใจใครคนนี้
น้ำตาฉันมันซึ้งสุขในเจ็บเศร้านะคนดี
แปลกสิ้นดี...ที่ได้มากลับสาใจ..!..กลับสะใจ!

ดวงจำปา
IP: xxx.136.192.65
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 19:12
ว่างเปล่า...!

ในโลกฝัน ไม่นานจะว่างเปล่า
ความเป็นเรากลายกลับลบเลือนหาย
ไม่มีฉันคนช่างฝันใจเดียวดาย
ที่ร้องไห้วิงวอนออดอ้อนใจ..

ในโลกฝันจะเปล่าร้างทางสายโศก
เหลือเพียงโลกว่างเปล่าสะเทือนไหว
ไม่มีรักไม่มีรอไม่ขอใจ
ไม่มีใครไม่มีวันฝันเป็นจริง..

บทเพลงลา ใกล้เข้ามารู้บ้างไหม..
หนึ่งดวงใจสิ้นศรัทธาในทุกสิ่ง
โลกโหดร้ายทั้งโลกฝันและโลกจริง
หันหลังทิ้ง..เดินจากไป..ไม่หวนคืน!
หิ่งห้อย
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 21:33
รักนั้นไม่ยากเลย ถ้าใจเปิดและยิ้มให้กัน
..........
IP: xxx.136.218.65
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 22:15
อย่าร้องไห้เพื่อฉัน..นะเชน!
พุด

ปริมกำลังเดินทางไปสุราษฎร์ธานี....
กับเที่ยวบินของสายการบินไทย.......
ด้วยใจ ที่เต็มไปด้วยความสุข..........
จะไม่ให้มีความสุขได้อย่างไรเล่า........
เมื่อมีหนุ่มคนดีของปริมรอรับอยู่ที่นั่น ..........

ปริมรอเวลานี้มาแสนนาน.....
เวลาที่จะโผเข้าสู่อ้อมกอดอันแข็งแรง
และอบอุ่นของคนที่ปริมรัก และภักดีด้วยใจทั้งดวง.........
........

หนุ่มคนซื่อของปริมถูกย้ายไปทำงานที่นั่นในตำแหน่ง..
เจ้าหน้าที่ที่ดินประจำอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่ง...........

........
ปริมรักกับเชนมานานหลายปี ตั้งแต่เด็กก็ว่าได้
เชนเป็นทั้งเพื่อน...ทั้งพี่ ผู้แสนจะอ่อนโยน..ใจดี..
.และ..เชนไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตของปริม
ไม่ว่าในยามใดที่ปริมต้องการ..........

นานหลายเดือน.........
ที่ปริมรู้สึกมีบางสิ่งขาดหายไปจากชีวิต....ไม่มีเชนคอยชิดใกล้....ช่วยเหลือ.......ทุกเย็นเชนจะขับรถไปรับปริมจากโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ที่ปริมสอนอยู่.........



เชนหัวเราะง่าย...ใจดีนักหนา จะมีขนมไปแจกเด็กๆ.....
และบางครั้งจะแอบพ้อกับปริม....เมื่อไหร่หนอ....
ปริมจะใจอ่อน..ยอมรับคำขอแต่งงานของเชนสักที.......
ปริมจะได้สอนลูกของเราเองบ้างนะ....

ปริมสับสน.......ปริมเพียงแต่รอบคอบ...
ใจแข็ง..เพื่อจะรอให้ทุกอย่างลงตัวมากกว่านี้.....
.ปริมอยากมีเงินเก็บสักก้อนเพื่อจะได้เริ่มชีวิตใหม่ที่แสนจะสวยงาม.........

แต่..........

วันนี้ปริมพร้อมแล้ว เชนทำให้ปริมไม่รีรออีกแล้ว......
ตั้งแต่เชนจากไป...ปริมรู้สึกโลกนี้ช่างว่ างเปล่า...
เดียวดาย ไร้หวัง ซะเหลือเกิน

จดหมายเชนที่เล่าถึงสภาพความกดดัน.....
ของการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ตงฉินของเชน
แต่ไปขัดผลประโยชน์ของ ผู้มีอิทธิพล ทำให้ปริมรู้สึกร้อนรุ่มใจ............
.และยิ่งเชนพร่ำพรรณนาถึงความคิดถึงปริมอย่างมากมาย...........

ในคืนวันที่เดียวดาย........ในอำเภอเล็กๆ ซึ่งห่างไกลความเจริญ..
โดยที่ไม่มีปริมเคียงข้าง...........

เดือนก่อนเชนขึ้นมาหาปริม และก่อนจากลา......
เชนดึงปริมเข้าไปกอด ...พร้อมกับทำให้ปริมประหลาดใจ
ด้วยการสวมแแหวนวงเกลี้ยงให้ปริมที่นิ้วนางซ้าย.......

.เชนกระซิบบอกว่า..นี่คือแหวนหมั้นจากหนุ่มข้าราชการคนจน.....
และคิดว่าถ้าปริมยินดี ก็ให้สวมมันไว้........
จนกว่าจะถึงวันนั้น..ของสองเรา

ปริมน้ำตาซึม...โลกทั้งโลกตรงหน้าที่เคยว่างเปล่า................
เมื่อขาดเชน......กลับสว่างไสวโดยพลัน.....

.ปริมรู้..นับจากนาทีนั้น..ว่าปริมขาดเชนไม่ได้ ..
และจะไม่มีวันทำให้เชน...ต้องรอคอยอีกต่อไป..........

ปริมตัดสินใจในวันนี้....เพื่อจะบอกเชนว่า..
ปริมจะไม่จากไปไหน
ปริมเพียงแต่ขอให้เชนจัดพิธีมงคลเล็กๆ
ที่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของการเริ่มชีวิตคู่ .....
เพื่อการเริ่มต้นที่งดงามในชีวิตหนึ่งนี้.......

ปริมรู้ว่าเชนรอคำตอบนี้........มาแสนนาน...................
เชนคงจะยิ้มแก้มปริ และคงจะกอดปริมแน่นด้วยความดีใจ................

ปริมเหลือบดูแหวนอีกวงที่ปริมสวมคู่กับแหวนของเชน...
ที่ปริมตั้งใจจะมอบให้เชน..และจะบอกคนที่ปริมรักดังดวงใจว่า................
เราจะไม่มีวันพรากจากกันอีกตราบชั่วนิรันดร์
................

ปริมหลับตาคิดและฝัน.....
รอที่จะให้ถึงเวลาแห่งความสุข รอเวลาที่เครื่องบินจะแตะรันเวย์......
และปริม...... จะได้โอบกอดใครบางคนแนบแน่นเท่ากับแรงใจแห่งรักที่มี
........

ปริมจะสร้างชีวิตใหม่.......ชีวิตที่สมถะ เรียบง่าย...งดงาม..มากล้นด้วยความรัก .....ความเข้าใจ......กับเชน...........ปริมจะเนรมิตให้บ้านเล็กๆริมลำคลองในชนบทแห่งนี้....ให้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา.......

ปริมจะปลูกผักสวนครัวมุมหนึ่งของบ้าน.......เย็นๆปริมจะขอให้เชนดูแลรดน้ำให้..........และปริมจะปลูกไม้ดอกที่จะออกดอกชูช่อสวยงาม.....จนกลายเป็นบ้าน.....ในดงดอกไม้นานาพรรณ.........

เย็นๆปริมจะทำกับข้าวที่เชนชื่นชอบไว้รอท่า..........และเมื่อค่ำคืนมาเยือนปริมจะออกมานอนชานระเบียงเพื่อชื่นชมดาวเดือน ในอ้อมกอดของคนที่ปริมรักนักรักหนา.................





ปริมฝัน..........และฝัน.................จนนาทีสุดท้ายของชีวิตที่ปลิดปลิว................

..........


สถานีข่าวทุกหนแห่งในประเทศไทย.....กำลังแพร่ภาพออกไปพร้อมข่าวด่วน........เครื่องบินของสายการบินไทย..ตกที่สุราษฎร์ธานี..ตอน 3ทุ่ม..ขณะที่ฝนตกหนักและมีพายุ..........และหนึ่งในรายชื่อผู้โดยสาร.......มีชื่อของนางสาวปริม บุรีรักษ์

..................................................................................................................................
เขียนจากความทรงจำอันเจ็บปวด จากการสูญเสียคนที่รักไปด้วยเหตุการณ์ในวันนั้น


ชายขอบ
เขียนเมื่อ 11 Jul 2006 @ 22:23
     ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมแจมกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่เกิดได้ในการทำงานเป็นเครือข่าย โดยเฉพาะเมื่อเรามีการขยายเครือข่ายไปกว้างขึ้นครับ แต่ก็จบลงด้วยลักษณะที่เขียนถึงนะครับ และ Happy Ending อันนี้นำมาเล่าไว้แต่เอ่ยชื่อไม่ได้นะครับตามมารยาท
Vij
เขียนเมื่อ 14 Jul 2006 @ 13:07

บ่อยครั้ง...การเงียบ นิ่งเฉย เย็นชา ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างยังคงไว้ซึ่งมิตรภาพเช่นเดิม แต่ในห้วงลึกของความคิดกลับมองว่านั้นคือจุดเริ่มต้นที่จะปั่นทอนความไม่ไว้วางใจกัน และจะค่อย ๆ บั่นทอนมิตรภาพที่ดีงามเช่นกัน

การจะได้มาซึ่ง "ความรักและความเข้าใจกัน" พบว่า ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ย่อยจนแทบจะมองไม่เห็น หากเราไม่ได้ใช้ใจมองและสัมผัส

บทความนี้อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ...เป็นการทบทวนตนกับห้วงเวลาที่หายไปแต่กลับได้สิ่งหนึ่งที่มีค่ายิ่งกลับคืนมา นั่นคือ "ความรักและความเข้าใจ" เพราะสุดท้ายทุกคนยังอยู่ที่เดิมความรู้สึกไม่ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลายังคงรักและเข้าใจกันเหมือนเช่นเดิม

ชายขอบ
เขียนเมื่อ 17 Jul 2006 @ 00:33

อ. Vij

     ไม่มีสิ่งใดสูญสลายและเปลี่ยนแปลงไป มิตรภาพและความคงอยู่ ก็จะยังคงอยู่เท่าที่ "ใจ" เราให้โอกาส "ใจ" กล่าวคือขึ้นอยู่ที่ใจว่าจะคิดอย่างไร และเราเลือกที่จะทรยศใจของเราเองหรือไม่ เชื่อมั่นในก้นบึงของใจตนเอง ก็จะพบว่ามีความสุขอย่างที่ใจคิดนั่นแหละ...ว่าไหมครับ

ชอบประโยคนนี้มากเลยค่ะ

“หากเรายังก้าวข้ามพ้นอดีตไปไม่ได้ เราจะจัดการกับปัจจุบันได้ไม่ดีนัก แล้วในที่สุดอนาคตที่กำลังมาเยือนก็จะถาโถมใส่เรา อย่างที่ตั้งตัวไม่ติด” ฉะนั้น “เราต้องรีบก้าวข้ามอดีตไปให้เร็ว เรียนรู้และปรับใช้กับปัจจุบัน เพื่อเตรียมรับกับอนาคตที่จะมาเยือน อย่างทรนง”

อ่านแล้วเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองได้เยอะเลย

ชายขอบ
เขียนเมื่อ 05 Apr 2008 @ 10:19

สวัสดีตอนเช้าครับครับน้องไก่

     หากจะจำไปใช้ในงานเพื่อการ Empower คนอื่นบ้างก็ไม่หวงอะไรนะครับ เห็นบอกว่าตัวเองได้กำลังใจจากตัวเองดี (ยิ้ม ๆ)