สิบกว่าปีแห่งการรับราชการเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตวังไกลกังวล (ปัจจุบันยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัย) นาน ๆ ครั้ง จึงกลับเยี่ยมบ้านแม่ที่เมืองกาญจน์

เฝ้าไข้ใกล้แม่-1

โสภณ  เปียสนิท

...........................................

 

                สิบกว่าปีแห่งการรับราชการเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตวังไกลกังวล (ปัจจุบันยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัย) นาน ๆ ครั้ง จึงกลับเยี่ยมบ้านแม่ที่เมืองกาญจน์ นับรวมแล้วเพียงสองสามครั้งต่อปี ครั้งละสามสี่วัน รวมแล้วผมพูดคุยกับแม่เพียงปีละไม่น่าจะเกินสิบสองวัน เป็นความไกลตามวงเวียนแห่งชีวิต

 

                วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ผมเดินทางเข้าร่วมประชุมสัมมนาที่ศูนย์ฝึกอบรมท่าทุ่งนา ตำบลช่องสะเดา เมืองกาญจนบุรี ไม่ห่างจากบ้านแม่เท่าใดนัก จึงตั้งใจแวะกราบแม่เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสพิเศษ

 

                ราว 9.00 น. ผมลงจากรถเดินเข้าบ้าน รับไหว้น้อง ๆ สองครอบครัวที่อยู่กับแม่ เห็นแม่นอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงหวายด้วยท่าทีระโหยโรยแรง แม่ไม่สบายมาหลายวัน เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล ผมยังคิดในแง่ดีว่าแม่คงจะดีขึ้นในเวลาไม่นาน เมื่อพูดคุยกันพอควรผมกราบลาแม่เพื่อเข้าร่วมประชุมตามกำหนดการ

 

                บ่ายวันที่ 9 กลับถึงบ้านอีกครั้ง ขณะที่สายลมร้อนยามบ่ายพัดพรูพราย ใบมะขามสีเหลืองและดอกสะเดาแก่สีขาวโปรยปลิวลอยตามสายลมร่วงลงบนพื้นเกลื่อนกล่น ผมเดินตรงเข้าไปที่เตียงหวายตัวเดิม เพื่อกราบแม่เหมือนดังตั้งใจ ด้วยความคิดว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงต้องเป็นแม่ แต่ต้องผิดหวัง เพราะคนที่ลุกขึ้นนั่งต้อนรับผมกลับกลายเป็นน้องชายคนสุดท้อง

 

                ทราบตอนต่อมาว่า สังขารของแม่ไม่อำนวยให้เป็นไปตามที่ผมคิด หลังจากที่ผมเดินทางไปประชุมในวันนั้น แม่มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ไอ ไข้หวัด เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ท้องอืด เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน จึงพาแม่กลับไปที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองกาญจน์ ให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์อีกครั้ง ผมสอบถามอาการของแม่ด้วยความแปลกใจ เพราะอาการไข้ของแม่คราวนี้ดูเหมือนว่าจะมากมายหลายชนิดเสียจนดูไม่ออกว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

 

                ผมตัดสินใจค้างคืนอยู่กับแม่ที่โรงพยาบาล เพื่อทำหน้าที่ลูก ต่อจากน้องคนเล็กที่ต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ หลังจากทิ้งงานมาเฝ้าแม่กว่าสิบคืนแล้ว เรานำอาหารค่ำไปเยี่ยมคนเฝ้าไข้แม่ที่ห้องพิเศษ ระหว่างการรับประทาน แม่นั่งมองลูกหลานเจ็ดคนนั่งรับประทานอาหารด้วยใบหน้าบ่งบอกความสุข จนผมรู้สึกเบาใจว่าวันพรุ่งนี้แม่คงกลับบ้านได้

 

                เมื่อคนมาเยี่ยมไข้กลับบ้าน แม่เอนตัวลงนอน ผมนั่งลงข้างเตียงชวนแม่พูดคุยเรื่อง “บุญ” ที่แม่ได้เคยบำเพ็ญตลอดช่วงอายุอันยาวนานเจ็ดสิบสองปี เพราะต้องการเตือนให้แม่รำลึกถึงบุญไว้เสมอ บุญใหม่ที่แม่กำลังทำ คือการสมาทานศีลห้าก่อนนอนทุกคืน เพื่อให้จิตของแม่เกาะติดอยู่กับการรักษาศีล ชวนแม่คุยเรื่องการทำทาน บางวัน พระไม่ได้มาบิณฑบาตหน้าบ้าน หรือบางวันแม่ไม่มีแรงพอจะลุกขึ้นหุงหาอาหาร แม่หาแนวทางใหม่ให้จิตเกาะการทำทาน โดยหยอดเหรียญใส่กระปุกไว้ทุกวันแทน ชวนแม่คุยเรื่องการสวดมนต์อันเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา เพื่อมุ่งเน้นความสงบแห่งจิตของแม่

 

                ก่อนรับงานนอนเฝ้าไข้ใกล้แม่ น้องบอกว่าแม่นอนไม่ค่อยหลับ สองคืนที่ผ่านมาต้องใช้ยานอนหลับช่วย แต่คืนนี้ไม่เหมือนคืนก่อน เพราะไม่นานหลังการพูดคุยเรื่องบุญ แม่ผล่อยหลับไปก่อนที่ผมจะสาธยายเรื่องบุญให้จบด้วยซ้ำ หรือว่าการพูดคุยเรื่องบุญกุศลกับแม่ ช่วยให้ท่านคลายกังวลและหลับง่าย

 

            สี่ทุ่มกว่าคืนนั้น ท่ามกลางความเงียบแห่งราตรีกาล ผมนั่งมองหญิงชราร่างท้วมกำลังหลับใหลในห้วงแห่งนิทรารมณ์ ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งถึงคำว่า “แม่” ใบหน้าอวบอิ่ม ริมปากย่นเป็นแนวยาว ใต้คางหย่อนยานแสดงร่องรอยของกาลเวลาที่ล่วงเลย เส้นผมขาวโพลนแซมดำประปราย แขนขาค่อนข้างเล็ก แต่แกร่งกร้าน คราบดินสีดำแฝงตัวอยู่ใต้เล็บหัวนิ้วโป้งเท้าทั้งซ้ายและขวา มุมด้านซ้ายของเล็บนิ้วโป้งเท้าซ้ายแหลมคมสัมผัสมือหลายครั้งยามนวดเท้าให้จนรู้สึกได้ชัดเจน