ทุกวันนี้เราจะพบปัญหาทางสังคมอยู่มากมายตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นสาวโรคจิตไล่แทงนักเรียนหญิง สามีฆ่าภรรยาโยน ลูกลงจากตึก ฯลฯ เป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาสังคมไทยได้ หากไม่มีการวิเคราะห์รากลึกของปัญหาก็อาจจะแก้ไขปัญหากันไปแบบผิวเผิน สุดท้ายปัญหาก็อาจทับถมมากขึ้นจนยากเยีวยาได้ ผมได้เขียนเรื่องภาวะภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง มาประมาณ 1 ปี แล้ว แต่ก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ยังคงทันสมัยอยู่จึงถือโอกาสนำมาเผยแพร่ครับ และสิ่งที่เขียนก็เป็นการถอดบทเรียนจากการทำงานในชุมชนมากว่า 10 ปี ครับ

ภาวะภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง : วิกฤติสังคมไทย
                คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยและได้ยินกับโรคที่น่ากลัวโรคหนึ่งนั่นคือโรคเอดส์ ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษว่าAIDS มาจากคำว่า Acquired Immunodeficiency  Syndromes แปลเป็นไทยว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งผ่านทางเพศสัมพันธุ์และทางเลือด มีผลทำให้เม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันถูกทำลาย ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอที่จะป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆในสิ่งแวดล้อมและมีเชื้อโรคที่ปกติทำอะไรร่างกายไม่ได้สามารถฉวยโอกาสเข้ามาทำให้เกิดโรคได้ ทำให้ร่างกายย่ำแย่ลง สภาพทรุดโทรมอย่างน่ากลัวและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งแม้โรคนี้จะน่ากลัวแต่เมื่อพิจารณากันแล้วโรคนี้เป็นแค่เพียงอาการหนึ่งของโรคร้ายแรงอีกโรคหนึ่งนั่นคือโรคภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่องหรือSocial Immunodeficiency Syndromes หรือSIDS ซึ่งบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชนไทยลงอย่างรวดเร็ว ขาดภูมิหรือพลังต้านทานต่อสิ่งชั่วร้าย ทำให้เซลของสังคม(คนในสังคม)  เนื้อเยื่อ(ครอบครัว)และอวัยวะ(ชุมชน)ผุกร่อนลง จึงจะเห็นได้ว่ากลุ่มอาการภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่องแสดงออกมาด้วยเรื่องของโรคเอดส์ที่ระบาดเข้าสู่ครอบครัว ส่งผลให้เกิดภาวะบ้านแตก ลูกกำพร้า  นอกจากนี้ยังมีเรื่องการระบาดของยาเสพติด  อบายมุขอาชญากรรม  เด็กและผู้ใหญ่มั่วเซ็กซ์ไม่เลือกที่  เด็กนักเรียนตีกัน  คอรัปชั่น  แม่ฆ่าลูก  เด็กกำพร้า  พี่ฆ่าน้อง ครูข่มขืนลูกศิษย์  พระเดินขบวน การแพทย์พาณิชย์  คนที่มีอดีตไม่ดีถูกยกย่องเชิดชู ดูคนดีอย่างฉาบฉวยตัดสินด้วยกระแส ฯลฯ ดังนั้นแม้จะมองว่าAIDS น่ากลัวแต่SIDS น่ากลัวกว่าหลายเท่าตัว ที่เราจะต้องการแพทย์มาเยียวยารักษาต้องเป็นแพทย์ผู้เชียวชาญซึ่งขอเรียกว่าแพทย์สังคม(Social Doctor) เมื่อเรารู้ว่าภูมิคุ้มกันของสังคมบกพร่องก็ต้องมีการให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมแก่สังคมเหมือนกับที่มีการฉีดวัคซีนในเด็กๆเพื่อให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคได้ ดังนั้นจึงต้องมีการให้ภูมิคุ้มกันต่อสังคม(Social Immunization) เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง นั่นคือต้องทำให้บุคคล ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง  
                ชุมชนที่เข้มแข็งต้องมีรากฐานทางสังคมที่ดี เหมือนร่างกายคนที่มีกระดูกสันหลังช่วยให้เราทรงตัวอยู่ได้ ปัจจุบันจะเห็นว่าคนในสังคมเริ่มเป็นคนไร้ราก นั่นคือเป็นคนที่ไม่มีความผูกพันกับท้องถิ่นของตนเอง เมื่อไม่ผูกพันก็ไม่เกิดความรู้สึกรักและหวงแหนท้องถิ่นและถูกชักจูงเข้าสู่การยอมรับกระแสความเป็นไปที่เชี่ยวกรากของสังคมโลกาภิวัตน์ได้ง่าย  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในสังคมเมืองเกิดจากคนต่างถิ่นเข้าไปอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้เติบโตร่วมกันมาอีกทั้งวิถีชีวิตการงานก็ทำให้พบปะสังสรรค์กันน้อยมาก บ้านติดกันแทบไม่รู้จักกัน ต่างคนต่างอยู่ เช้าตรู่ออกจากบ้านเย็นค่ำกลับเข้านอน เสาร์อาทิตย์สัญจรอยู่ตามห้างสรรพสินค้า หาเวลาเจอหน้าเพื่อนบ้านยาก  ขณะที่สังคมชนบทที่เคยถือกันว่ารากฐานมั่นคงก็สั่นคลอนลง พ่อแม่ทำงาน ลูกๆถูกส่งไปเรียนโรงเรียนในตัวจังหวัดถ้าไกลมากก็อยู่หอพัก ถ้าไม่ไกลมากก็เทียวไปกลับกับรถนักเรียนตื่นแต่เช้ามืดกลับค่ำมืด เด็กวัยเดียวกันที่อยู่บ้านข้างๆแทนที่จะรู้จักกันเป็นเพื่อนกันพอเรียนต่างโรงเรียนกันก็ห่างกัน เกิดภาวะไม่คุ้นเคยกันตั้งแต่เล็กจนโต  พอปิดเทอมเด็กเหล่านี้กลับมาอยู่บ้านก็เกิดความเหงาเพราะไม่รู้จักใครในละแวกบ้าน ขาดเพื่อน ก็ต้องอาศัยโทรศัพท์เพื่อพูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ไกลๆกัน บางคนก็ชดเชยโดยการเล่นเกมส์ ติดอินเตอร์เน็ต เมื่อมีความเหงาในใจโอกาสที่จะใจแตก เสียคน ติดยา ก็มีมากขึ้น เมื่อเจอกับครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ไม่เข้าใจ  พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันประจำ  สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือเยาวชนอ่อนแอลงทางด้านจิตใจและขาดการยึดเหนี่ยวต่อท้องถิ่นตนกลายเป็นคนไร้รากในที่สุด เมื่อไร้ราก สังคมก็ไร้แกนและอ่อนแอลง เราจะช่วยกันเติมภูมิคุ้มกันทางสังคมให้สังคมเข้มแข็งกันได้อย่างไร คงไม่ใช่แค่ใครคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันที่จะมาช่วยกันรักษาสังคมให้คืนสภาพ ส่วนที่พอเยียวยาได้ก็เยียวยารักษา ส่วนไหนที่ไม่ไหวก็ต้องผ่าตัดทิ้งไป ส่วนไหนที่พอดีอยู่ก็รีบเติมวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันเข้าไป เราจึงต้องช่วยกันเป็นหมอที่จะมารักษาสังคมเป็นหมอที่เรียกว่าหมอสังคม(Social doctors) ที่มีความเข้าใจของสาเหตุที่มาของปัญหาอย่างบูรณาการทั้งเรื่องสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ ศาสนาและการเมืองเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงโดยไม่มุ่งไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งจนเสียสมดุลซึ่งยิ่งไปซ้ำเสริมให้สังคมอ่อนแอยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องช่วยกัน” เราต้องเริ่มตั้งแต่ครอบครัวที่ต้องเติมความรักความเอาใจใส่ให้กันและกัน สร้างหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมให้มีชีวิตชีวา เพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตคนในครอบครัว ล้อมรั้วครอบครัวกันสิ่งชั่วร้ายด้วยความรักประหนึ่งดุจการช่วยกันฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม
โดย น.พ. พิเชฐ    บัญญัติผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก จ.ตาก
ลงหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2547  หน้า 7