ปีนี้ (๒๕๕๓) เป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดตั้งแต่ผมหัดทำนามาปีที่ ๕ แล้ว คือ
ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา มีฝนตกเหนือนา พอน้ำไหลเข้านาเล็กน้อย ในเดือนมิถุนายน เพียงครั้งเดียว
แต่ก็พอทำให้ข้าวที่ผมหว่านทิ้งไว้ในแปลงที่ ๓ วันพืชมงคล (๕ พฤษภาคม) โดนปลาตะเพียนขึ้นมากินไปบางส่วน
แต่แปลงที่ ๒ ที่มีปลาอื่นๆอยู่ด้วย รวมกับปลาตะเพียน กลับไม่โดนปลากิน ยังงอกงามดี
สำหรับแปลงที่ ๑ ผมยังจัดการหญ้าไม่เสร็จดี ก็เลยหว่านใหม่ไม่ทัน ตอนนี้ก็ใช้เป็นแปลงออกกำลังกาย ตัดหญ้าทุกวันเมื่อมีโอกาส หรืออยากออกกำลังกาย
แปลงที่ ๑ ปลูกข้าวไม่ทัน
เก็บไว้เป็นแปลงออกกำลังกาย (ตัดหญ้า) ยามว่าง
สรุปว่า
แปลงที่ ๑ ที่ผมทำงานผิดพลาดมาตั้งแต่ปีแรก ที่ไปซื้อแกลบโรงสีมาใส่นั้น เมล็ดหญ้าที่ติดมาก็ยังงอกไม่หมด มีปัญหาต่อเนื่องมา ๕ ปีแล้ว ปีนี้เลยยังหว่านข้าวไม่ได้ เพราะน้ำไม่พอกดหญ้าไม่ให้งอกใหม่
ผมจึงถือโอกาสว่าปีฝนแล้ง ปล่อยให้หญ้างอก ตัดทุกสัปดาห์ไม่ให้ออกดอก กะว่ามีฝนมาจะจัดการให้หมดในปีนี้ ปีหน้าน่าจะจบ แต่ก็ต้องคอยดูอีกที
แปลงที่ ๒ มีหญ้าประปราย ไม่มีปัญหากับการแข่งกับข้าว ตอนนี้ข้าวสูงประมาณเมตรกว่า แค่เดินถอนก็หมด แต่ผมปล่อยไว้บ้าง เพื่อเป็นอาหารหนู เพราะผมสงสัยว่าถ้าไม่มีหญ้าในนา หนูนาอาจจะกัดข้าวผมแทนก็ได้ จึงยังไม่ตัดสินใจถอนหญ้าให้หมด
แปลงที่ ๒ ดินปรุงดีแล้ว ไม่ต้องมีน้ำก็สูงเป็นเมตร
ในภาพ: นศ. ต่างชาติมาศึกษาการจัดการการเกษตรที่แปลงนา
เลยกลายเป็นคนงานถอนหญ้าให้ผมแบบไม่รู้ตัว
จากการเดินถอนหญ้าผมได้รับบทเรียนว่า หนูนาชอบกินหญ้าที่กำลังออกดอก โดยกัดกินทั้งต้นและดอก แต่ไม่กินข้าว คาดว่าข้าวยังอ่อนเกินไป ไม่มีคุณค่าอาหารเท่าต้นหญ้าที่กำลังออกดอก
นอกจากนี้ยังพบรังนกอยู่ตามกอข้าวประปราย น่าจะเป็นกลุ่มนกกินแมลง
แปลงที่ ๓ เป็นแปลงที่ผมมีปลาตะเพียนมาก ปีที่แล้วพยายามชวนเพื่อนๆ และญาติพี่น้องมาวิด และทานกัน ก็มีแค่ไม่กี่คน แค่ลองจับปลาจากบ่อเล็กๆ ในแปลงที่ ๔ ได้แค่ ๒๐ กก. กว่าๆ ก็ทานกันไม่หมดแล้ว เลยเลิกล้มความคิดที่จะวิดปลาบ่อใหญ่แปลงที่ ๓ จึงทำให้มีปัญหาเหมือนเดิมคือ ปลากินข้าวหมดไปเกือบครึ่งแปลง
นักศึกษาต่างชาติมาศึกษาวิธีการทำนาขี้ระแหงที่แปลง ๓
ด้านหลังมีข้าวขี้ระแหงขึ้นเต็มตามรูระแหงและรอว่าจะได้เกี่ยวหรือไม่
ด้านข้างๆ เป็นข้าวหว่านวันพืชมงคลที่รอดจากการกินของปลาตะเพียน
ทุกปัญหาย่อมมีโอกาส เพราะเมื่อเกิดช่องว่างในแปลงนาที่แตกระแหง ผมก็เลยได้ลองหว่านข้าวลงร่องแตกระแหง ทำให้พบว่า ข้าวในรูระแหงทนแล้งได้ดีกว่าบนผิวดิน (ที่งอกอยู่เดิม) เลยเรียกวิธีการทำนาแบบใหม่ว่า
การทำนาแบบ “ข้าวขี้ระแหง” ดังรูป
แปลงที่ ๓ ดินยังไม่สมบูรณ์มากนัก และใช้ข้าวหอมนิลที่ต้องการดินดี ข้าวจึงยังมีปัญหาในปีฝนแล้ง
ในภาพเปรียบเทียบข้าวหว่านวันพืชมงคลที่งอกอยู่เดิม กับข้าวขี้ระแหงที่งอกใหม่ (สวยกว่าเก่า)
ปีนี้แล้งก็จริง ไม่มีน้ำขังเลย มีแต่ฝนปรอยแบบนับเม็ดได้มาบ่อยๆ
ผมเลยพยายามหาความหมายใหม่ของวิธีการวัดน้ำฝนและขอรายงานว่า
ที่นาผมมีฝนตก ประมาณ ๒๐๐-๑๐๐๐ มม. เกือบทุกวัน
อย่าตกใจครับ
๒๐๐ มม. คือ ๒๐๐ เม็ดต่อตารางเมตรครับ
ข้าวพอได้ละอองฝนบ้างพออยู่ได้ ประกอบกับดินที่ฟื้นตัวแล้วของแปลงที่ ๒ ทำให้ผมทำนาได้โดยไม่ต้องมีน้ำขัง
สภาพดินและน้ำแปลง ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ กค ๕๓
ข้าวแตกกอดี เดินถอนหญ้าง่ายๆ แล้วโยนลงบ่อปลา
น้ำในบ่อ(บางจุด)เหลือแค่ท่วมหลังปลาครับ
ปัจจุบันต้นข้าวหอมพันธุ์กุหลาบแดง ทนแล้งดีมาก ไม่มีน้ำขัง อยู่กับขี้ระแหง แบบ
"ข้าวขี้ระแหง"
แต่ก็สูงประมาณเมตรกว่าๆ แล้ว แต่จะเป็นอย่างไรต่อก็ต้องคอยดูต่อไป
แต่ปลาในบ่อทั้งสามแปลงนะซิ จะไม่มีน้ำว่าย
สงสัยจะกลายเป็น "ปลาแห้ง" ถ้าฝนยังตกแบบนี้ต่อไป
นาแปลง ๒ ที่กำลังงาม หวังว่าจะได้เกี่ยวครับ
ยังไงก็ดีกว่าที่นาที่อยู่รอบข้างๆนาผม ที่ยังไม่เริ่มทำเลยครับ
ข้าวเรี่ยแบบนาผม เขาก็มี สูงไม่เกินฟุต เพราะเป็นนาเคมี ดินไม่เคยปรุง ข้าวต้องรอปุ๋ยเป็นหลัก รากลงลึกก็ไม่ได้ เลยเหี่ยวง่ายทุกวัน
ผมสังเกตอีกอย่าง
ข้าวที่ผมดำซ่อมบางจุดในแปลงสอง ตอนที่น้ำไหลเข้านาในเดือนมิถุนายน ก็เหี่ยวง่ายเหมือนกัน แสดงว่าข้าวนาดำแข็งแรงสู้นาหว่านไม่ได้จริงๆ
ตั้งแต่ผมมาเรียนการทำนาเอง ก็เรียนรู้มากขึ้นกว่าเก่าทุกวัน และมีเรื่องตื่นเต้นทุกวันกับการเรียนรู้
และหวังว่าวันหนึ่ง......
"ผมจะมีความรู้พอใช้”
เหมือนอย่างที่ครูบาสุทธินันท์เคยจั่วหัวข้อไว้ทุกครั้งที่ท่านบรรยาย
วันนี้ ผมรู้มากขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่พอใช้ครับ กำลังหาเรียนไปเรื่อยๆ
คาดว่าจะหยุดเรียนก็ตอนหมดลมกระมังครับ
อิอิ
หลังจากที่ผิดพลาดที่อาจารย์ให้ผมนำปลาไปปล่อยในนาของอาจารย์ ผมรู้สึกผิดมากเมื่อรู้ทีหลังว่า ปลาที่ปล่อยนั้นกัดกินต้นข้าวอ่อนๆในนาเสียหายหมด...มันช่างน่าช้ำใจมากกว่าฝนเเล้งครั้งนี้นัก
เมื่อคืนที่ปริมณฑล ฝนตกหนักยาวนาน น้ำท่วม ชุ่มฉ่ำ ครับ คาดว่าจากเข้าพรรษานี้ น่าจะได้รับความฉ่ำชื่นทั่วไทย นาปี ฝนเเล้ง ข้าวคงได้มีโอกาสงอกพ้นดินครับ
ผมเพิ่มพบกามนิตหนุ่มคนใหม่ มาเร็วไปเร็วนะครับ
อย่ากังวลไปครับ
ทุกปัญหาย่อมมีโอกาส และโอกาสที่สำคัญคือการเรียนรู้ครับ
ขอบคุณครับที่ช่วยงานทุกงานมาตลอด ไม่เคยปฏิเสธเลย
ขอบคุณและเกรงใจจริงๆ
สวัสดีครับคุณครูแสวง
กำลังรออ่านบันทึกเรื่องทำนาของคุณครูอยู่พอดี
คำโบราณว่าไว้ว่า ความรู้เรียนยังไงก็ไม่หมด เห็นจะจริงแล้วครับ เพราะความรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ละวันก็ปรับเปลี่ยนไปตามแต่สถานการณ์
พืชมงคลปีนี้ (๕๓) พระโคกินหญ้า ทำนายว่าน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ นาในที่ลุ่มจะได้ผลดีกว่านาในที่ดอน นับถึงตอนนี้ ฝนน่าจะตกหนาเม็ดขึ้นแล้วและน่าเป็นผลดีไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว หวังว่าจะได้รับข่าวดีจากคุณครูแสวงของผม และที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ สัญชาติญานของพระโค จะถูกต้องขนาดไหนครับ
คุณพูนชัยครับ
นาผมอาจจะไม่ใช่ตัวแทนของประเทศนะครับ
ได้ข่าวว่าบางแห่งก็ได้ทำอยู่ แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาครับ
ผมคุยกับพี่ชายที่สงขลา ก็กำลังคิดหาน้ำปิดหลังปลาหน้าบ้านเหมือนกัน สาหัสจริงๆ
ยังไงก็คงคอยดูต่อไป
ต้นร้ายปลายดีก็เป็นได้ครับ
นอกจากนี้นโยบายประกันรายได้ของรัฐบาลก็เริ่มออกฤทธิ์เสียอีกด้วย
เขาว่า ทำไม่ทำก็ได้เท่ากัน จะทำให้เหนื่อยทำไม
มันเป็นความรู้คนละชุดกันเลยครับ
มาแบบน้ำตาลเคลือบยาพิษเลยครับ ดูดีแต่อันตราย
น่ากลัวจริงๆ หาข่าวดียากเหลือเกิน
ในพื้นที่สงขลาและจังหวัดใกล้เคียงเวลานี้ฝนตกมาตลอดทุกบ่ายต่อไปจนถึงช่วงค่ำ เป็นอย่างนี้มาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว อุณหภูมิลดลงมากเลย กลางคืนน่าจะอยู่ประมาณ 26-27 องศา กำลังสบาย
คุณครูมีพี่ชายอยู่สงขลาด้วยเหรอครับ เวลานี้นาของพี่ชายคงมีน้ำท่วมหลังปลามิดไปแล้ว ปลาคงกำลังสดชื่นร่าเริงเต็มที่แล้วครับ
ลูกกวาดเคลือบยาพิษแบบที่คุณครูบอกก็จริงแหะ ไม่ทำก็มีรายได้ขั้นต่ำได้แบบอยู่ไปวันๆได้ แบบนี้แล้วก็จะเกิดเกษตรกรแบบอยู่ไปวันๆ แล้วจะแก้ไขกันอย่างไรดี
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
สงสัยว่าขั้นนี้ ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า "ขั้นเทพ" ครับผม นี่หละครับผม ความรู้ที่มีชีวิตเรียนกันไม่มีจบสิ้นและสนุกสนานมากครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
สวัสดีครับ อ.แสวง ผมสงสัยว่า อาจารย์ตัดหญ้ายังไงครับ อาจารย์ใช้เครื่องตัดหญ้าใช่ไหมครับ
ถ้าใช่ ตัดสูงจากพื้นดินเท่าไหร่ และหว่านข้าวมาสองเดือนแล้ว ทำไมอาจารย์ ยังไม่ตัด ยอดข้าวครับ
ต้ดติดดินเลยครับ
ถ้าไม่มีหญ้ามาก ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาตัด
ถอนก็ได้ ถ้ามีเวลา
ไม่งั้นก็รอตัดรอบต่อไปปีหน้าครับ
....สวัสดีครับ....คุณครูผู้พลิกชตาผืนนาที่แห้งผาก....กระผมณัฐพลครับ หรือเรียกสั้นๆว่า บอล ครับ วันนี้ผมมีโอกาสได้อ่านบทความของคุณครูผมดีใจมากครับและรู้สึกดีเมื่อเห็นต้นข้าวที่แตกกอของครู และที่ประทับใจอีกอย่างก็คือข้อความที่ว่า "ข้าวขี้ระแหง" มันทำให้ผมคิดถึงตอนที่ยังเป็นเด็ก ตอนที่ที่นาประสบกับปัญหาขาดน้ำทำให้ดินแตกระแหง และเหมือนกับหัวใจของชาวนาแตกระแหงตามไปด้วย แต่ข้อความนี้ทำให้ภาพตรงนั้นเกิดความนุ่มนวลขึ้นเยอะครับ อย่างน้อยก้เห็นภาพแห่งความหวังที่ได้หย่อนเมล็ดของข้าวที่เปียบเสมือนหัวใจของชาวนาลงไปในรองแตกระแหงเพื่อให้เมล็ดข้าวได้งอกงามขึ้นมาตามอาราณ์ของธรรมชาติ.... ผมก็โม้ไปมากครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้จักคุณครูนะครับ..จำได้ว่าตอนประมาณสองปีที่แล้วผมได้เคยฟังบรรยายของคุณครูที่คะณะวิทยาศาสตร์ตอนเข้าค่าย"คนรุ่นใหม่หัวใจพอเพียง"มีข้อความหนึงที่ทำให้ผมคิดมาจนถึงทุกวันนี้นั่นก็คือ"ความรัก"คืออะไร และผมก้ได้เรียนรู้หลายอย่างจากคุณครู แต่แปลกไปกว่านั้นคือผมจำได้แค่ชื่อของคุณครูและเค้าหน้าได้ แต่รูปและหน้าของคุณครูในวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหรหรอกครับแต่ผมก็มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณครูนะครับคือคุณครูเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะเกษรศาสตร์มกาวิทยาลัยขอนแก่น และมีแปลงนาที่ทำเองจึงทำให้ผมกล้าเขียนบทความนี้ให้กับคุณครูครับ..........ผมเป็นทายาทของท่านชาวนามาตั้งแต่บรรพบุรุษครับ...ผมรักในอาชีพนี้ผมเคยคิดนะครับว่าจบ ดร. แล้วจะมาทำนาเหมือนคุณครูครับ แต่ผมไม่คิดวิธีเองครับผมจะขโมยสูตรของคุณครูครับ..ฮ่าๆ...
ขอบคุณครับ
คุณขโมยความรู้ผมไปไม่ได้หรอก
อย่างมาก ก็ยืมไปขยายพันธุ์ แล้วมันก็จะกลายพันธุ์เป็นความรู้ของคุณเอง
ของผมก็ยังอยู่ ของคุณก็จะโต
นี่คือ สิ่งทีผมเคยเห็นมาครับ
อิอิ