....ปัญหา ทำให้เราเข้มแข็ง เวลาทำให้เราเชี่ยวชาญ สถานการณ์ ทำให้เรารู้จักแก้ไข การตัดสินใจ ทำให้เรารู้ว่าถูกหรือผิด ความคิด ทำให้เราเลิศทางปัญญา....
เราทุกคนย่อมต้องเผชิญปัญหา ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ล้มลุกคลุกคลาน หัวเราะ ร้องไห้ หากแต่การลุกขึ้นมายิ้ม แล้วจับมือกันเดินร่วมทางไปพร้อม ๆ กัน ประคับประคองดูแลกันและกันให้ทุกคนที่เรารัก สามารถใช้ชีวิต ณ จุดที่ตัวเองเป็น ณ.จุดที่ยืนอยู่ได้อย่างมีความสุข
เฉกเช่นเดียวกับที่คุณพ่ออยากได้ลูกคนแรกเป็นลูกผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้ดั่งใจ คนที่ 1 ถึงคนที่ 4 เป็นลูกผู้หญิง พอคนที่ 5 งานนี้มีเฮ... ถึงกับปิดหมู่บ้านกินฟรี ก็ว่าได้ และถึงคราวของคนสุดท้อง ก็เป็นลูกผู้ชายอีกคน สมใจคุณพ่อ และคุณแม่จริง ๆ
ด้วยฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พอมีกินมีใช้ แต่ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร ๆ ผู้เขียนเป็นลูกสาวคนแรกของครอบครัว ต้องรับภาระหนักกว่าน้อง ๆ เริ่มเข้าเรียนก็ต้องไปเรียนหนังสือกับ “ญาติ” ที่อยู่ต่างอำเภอ พอจบประถม 5 ก็กลับมาอยู่บ้านช่วยทำสวน เพราะว่ายังต้องส่งน้อง ๆ เรียนอีก 5 คน น้องสาวอีก 3 คน ก็จบแค่ประถม 6 ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาทำสวนเหมือนกัน เหตุผลที่คุณพ่อ และคุณแม่ ไม่อยากให้ลูกสาวได้เรียนหนังสือก็เพราะว่าแถวบ้านที่ลูกสาวมีโอกาสได้เรียนก็ไม่มีใครเรียนจบกันสักคน...คุณพ่อมักจะพูดเสมอ ๆ ว่าให้คนอื่นเค้าเรียนไป เรามาลงมือทำสวน ปลูกทุเรียน , มังคุด , เงาะ , ลองกอง , ฯลฯ น่าจะดีกว่า
วันแล้ววันเล่าเวลาช่างผ่านไปด้วยความรวดเร็ว อายุปาเข้าไป 21 ปี แล้วสินะ แต่ลึก ๆ ภายในใจยังอยากจะเรียนหนังสือ ทุกค่ำคืนได้แต่ขอพรพระและสิ่งศักดิ์ให้ช่วยดลจิต ดลใจ ให้คุณพ่อเปลี่ยนใจให้ลูกได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้งด้วยเถอะ
พฤศจิกายน 2536 ผู้เขียนได้รวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดเข้าไปหาคุณพ่อ “พ่อค่ะลูกอยากไปเรียน กศน.ที่อำเภอหลังสวน ตอนนี้เค้ากำลังเปิดรับสมัครอยู่ค่ะ ผู้เขียนได้พูดในสิ่งที่อยากพูดมากว่า 10ปี ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ.....แต่สิ่งที่ผู้เขียนและน้อง ๆ ต้องตกตะลึงมากกว่าคือ
“ไปสิ ไปแต่งตัว เดี๋ยวพ่อพาไปสมัครเอง...
และแล้ว “น้องสาว 3 คน ไปต่อ ม.ต้นได้เลยเพราะมีวุฒิ ป.6 อยู่แล้ว ยกเว้นตัวของผู้เขียน ต้องไปเรียนเพื่อให้ได้วุฒิ ป.6 มาก่อน ถึงจะมาศึกษาต่อ ม.ต้น ที่โรงเรียนวัดประสาทนิกร เช่นเดียวกับน้อง ๆ อาจารย์แนะนำให้เรียนเทียบโอนเพราะจะได้จบเร็ว ๆ ผู้เขียนได้เรียนเทียบโอน พิมพ์ดีด และจบภายในปีครึ่ง และต่อ ม.ปลายอีกปีครึ่งโดยเทียบโอนคอมพิวเตอร์
ระหว่างที่เรียน ม. ปลาย ก็ได้มีโอกาสสอนพิมพ์ดีด และ เริ่มสอนคอมพิวเตอร์ที่โรงพยาบาลบุนนาคคอมพิวเตอร์ไปด้วย ทำงานไปเรียนไป ก็จะส่งเสียตัวเองเรียน ไม่อยากไปเป็นภาระคุณพ่อ และคุณแม่ เพราะท่านยังมีน้อง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบ
อาจจะเป็นเพราะฟ้ามีตา หรือเป็นเพราะดวงกันแน่ หลังจากจบม.ปลาย ได้ไม่นานก็มีโอกาสได้มาสมัครงานที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ และได้รับคัดเลือกให้เป็น “เจ้าหน้าที่ลงข้อมูล” ณ.วันที่ 22 กันยายน 2540 ได้มาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ และได้รับบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ จวบจนทุกวันนี้ ระหว่างนั้นทำงานไป เรียนไปจนจบอนุปริญญา และปริญญาตรี
จากวันนี้ถึงวันนี้ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนจำได้ขึ้นใจก็ด้วยบุคคล 2 คน ที่เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้เขียนรักมากที่สุด ซึ่งท่านคอยเป็นกำลังใจ เฝ้าเติมพลังยามลูกอ่อนล้า เป็นแรงผลักดัน บวกกับคำสอนสั่งในสิ่งที่ดีงาม ทุกวันนี้ที่ผู้เขียนกลับบ้านท่านก็ยังพูดเหมือนเดิม ลูกต้องเป็นคนดี มีความอดทน และสิ่งสำคัญต้องมีความมุ่งมั่น และความพยายามให้มาก ๆ พ่อกับแม่ไม่มีอะไรจะให้มีแต่จะแก่เฒ่าไปทุกวัน ความรู้ของพ่อกับแม่รวมกัน 2 คน แค่ ป.4. แต่สิ่งที่พ่อกับแม่อยากเห็น คือความสำเร็จในชีวิตของลูก ๆ พ่อกับแม่จะได้ตายตาหลับ.. แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำพูดทุก ๆ ประโยค เปรียบเสมือนกับท่านทั้ง 2 จบปริญญามาแล้วด้วยซ้ำไป ทุกถ้อยคำมักจะทิ้งข้อคิดดี ๆ หรือคำปริศนาไว้ให้ไปคิดต่อยอด เหตุและผลต้องมาก่อนเสมอ ๆ กรณีลูกทำผิดก็จะถูกตี แต่ก่อนจะตีก็จะอธิบายถึงที่มาที่ไป ท่านบอกว่าตีเพื่อให้ลูกได้จดจำความเจ็บในครั้งนี้ไว้ คราวหน้าจะได้ไม่ทำผิดอีก วันไหนที่ท่านตีลูก สังเกตว่าคุณพ่อจะไม่ทานข้าวและรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งเช้าแม่ก็จะบอกว่าเมื่อคืนคุณพ่อนอนร้องให้ทั้งคืน
“ทุกครั้งที่เสียงไม้กระทบกับเนื้อลูกเหมือนกับหัวใจพ่อกับแม่แทบแหลกสลายให้ได้ ไม่มีใครอยากทำร้ายหัวใจของตัวเอง พ่อแม่ตีลูก ลูกไม่ตายแน่ ๆ เพราะตีเพื่อสั่งสอนเท่านั้น แต่ถ้าให้ชาวบ้านตีลูกอาจจะตายได้..” ถ้าลูกเป็นคนไม่ดี
“ลูกต้องเป็นคนรักษาคำพูด พูดแล้วต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้หรือไม่มั่นใจไม่ต้องพูด ห้ามพูดโกหกโดยเด็ดขาด”
“ การทำความดี ทำยากมาก ๆ แต่ถ้าทำเป็นประจำมันก็จะเกิดเป็นความคุ้นชิน สุดท้ายกลายเป็นเรื่องธรรมดา อย่าท้อกับการทำความดี”
“ลูกอยากได้อะไรที่เกินความจำเป็นจะต้องถามหาเหตุและผลเสมอ”
“ทำงานให้เหงื่อออกทางร่างกาย ดีกว่าทำงานแล้วน้ำตาออก”
“การที่พ่อแม่รักลูกไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด แต่อย่ารักกัน 2 คน ต้องให้ชาวบ้านรักด้วย ลูกถึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต”
“รักพี่ รักน้องให้มาก ๆ ถ้าเราไม่รักกันแล้ว อย่าหวังให้ชาวบ้านมารักเราเลย”
“ถ้าลูกเป็นคนไม่ดี เขาจะด่าถึงพ่อ ถึงแม่ว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
“ใครอาบน้ำ คนนั้นก็ตัวเปียก” นั่นหมายถึง ใครทำดี คนนั้นย่อมได้ดี ต้องรู้จักบุญคุณ ฯลฯ โดยเฉพาะพ่อ และแม่ที่แก่เฒ่าเหมือนไม้ ไกล้ฝั่ง..... “
“ลำบากตั้งแต่วันนี้ที่ยังมีแรงทำอยู่ดีกว่าไปลำบากตอนที่หมดแรงแล้ววันนี้เหนื่อย บั้นปลายของชีวิตจะได้สบาย ได้พักผ่อน…”
“ห้ามไปกู้หนี้ยืมสิน เป็นอันขาด ต้องประหยัด อย่าไปทำอะไรตามช้าง มีก็กิน ไม่มีก็ไม่ต้องกิน”
“เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ปัญหายังคงรอให้เราแก้ไขอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับได้ไหน
“เวลาที่เดินผ่านบ้านของเพื่อนบ้านจะได้ยินเด็กเพิ่งคลอดร้องผู้เขียนจะบอกกับแม่ว่าทำไมถึงต้องปล่อยให้ลูกร้อง แม่บอกว่า การที่เด็กร้อง อาจหิว ,ฉี่ หรือโดนมดแมลงกัด ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเดินผ่านบ้านไหน แล้วผู้ใหญ่ร้องอย่างนี้เราต้องเข้าไปดูแล้ว เพราะต้องผิดธรรมชาติแน่ ๆ”
“สอนให้ลูกรู้จักกับความลำบากตั้งแต่ยังเล็กเพราะต่อไปในอนาคตไม่มีใครทราบได้ว่าลูกจะเจอกับความลำบาก อีกครั้งหรือไม่ ถ้าลูกเจอก็จะอยู่ได้ เพราะชีวิตเคยผ่านเวลานั้นมาแล้ว แต่ถ้าลูกโชคดีเจอกับความสุขสบาย ความลำบากให้อยู่ในความทรงจำ ก็ไม่เสียหายอะไร”
“เวลานอนยังอีกยาวนาน (นอนอย่างนิจนิรันดร์) แต่เวลาทำงานเหลือสั้นลงทุกที จะไม่รอเวลาเพราะพรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะได้ตื่นหรือเปล่า”
“พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่กับลูกไปตลอด สิ่งที่พ่อกับแม่ทำให้ลูก เปรียบเสมือน สานตะกร้าใบหนึ่ง พ่อ และแม่จะตั้งฐานของตะกร้าไว้ให้แล้ว ที่เหลือลูกสานต่อเอาเอง พ่อและแม่จะนั่งมองดูห่าง ๆ ผิดถูกจะคอยชี้แนะให้ ตะกร้าใบนี้จะสำเร็จสมบูรณ์แค่ไหน อยู่ที่ความตั้งใจของลูก….."
และนี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ที่คุณพ่อทิ้งปริศนาไว้” ฯลฯ ทั้งหมดคือคำพูดคำสอน ของบุคคล 2 คน รวมกันแล้วซึ่งจบแค่ ป.4 เท่านั้นวันนี้ตัวของผู้เขียนเองร่ำเรียนมาก็ไม่ใช่น้อย แค่มาต่อยอดคำสั่งสอนเรื่องการคิดดี พูดดี ทำดี สิ่งดี ๆ ถูกสร้างสมมานานแสนนานแล้ว ถ้าวันนี้เราเลิกทำดีก็ขาดทุนแย่สิ….เน้นย้ำกับใจตัวเอง เชื่อมั่นว่าถนนคนดีสายนี้ จะไม่ได้เดินอย่างเดียวดายอย่างแน่นอน เส้นทางที่เดินผ่านมา... กับเส้นทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้า คงเหลือไม่เท่าเดิม..วันนี้สติสัมปชัญญะยังครบถ้วนสมบูรณ์ต้องทำอะไรสักอย่าง.....พร้อมกับความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลสำหรับคนที่ตั้งใจจริง ซึ่งความเป็นจริงต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องเท่านั้นขอเป็นกำลังใจให้ตัวเอง ก้าวให้พ้นผ่านสิ่งไม่ดีไปให้ได้นะ บททดสอบชีวิตเป็นการลองใจเรา แต่ถ้าเราก้าวผ่านพ้นไปได้ นั่นหมายถึงเส้นชัยที่รอเราอยู่ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้เขียนพึงระลึกอยู่เสมอว่าวันไหนที่คุณพ่อยิ้มได้ หรือทำให้คุณแม่หัวเราะ นั่นคือการต่อชีวิตให้ท่าน ท่านจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน อยู่ที่ตัวของผู้เขียนเองแล้ว...เหตุผลแค่นี้ที่ทำให้ผู้เขียนต้องกลับบ้านทุกวันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์ 5 วันทำงานที่โรงพยาบาลและอีก 2 วัน ทำงานเพื่อคนที่ให้เราเป็นคนแรก เวลาที่เหลือ... เพื่อตัวเอง วันนี้ผู้เขียนอยู่ท่ามกลางคนที่รักเราและเราก็รักเขาเป็นความสุขที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากมายนัก ความสุขนั้นหมุนอยู่รอบตัวเราสามารถสัมผัสได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบฉวย หรือผลักใสความสุขนั้นให้ผ่านเลยไปหรือไม่ ถ้าอยากได้ความรักเราต้องให้ความรักแก่ผู้อื่นก่อนและถ้าอยากได้ความสุขเราต้องให้ความสุขแก่ผู้อื่นก่อนเช่นกัน
คุณพ่อมักชอบพูดกับผู้เขียนอยู่เสมอว่า วันนี้พ่อและแม่ได้รับปริญญาแล้ว ด้วยการที่ลูกของพ่อทุกคนเป็นคนดี ทำในสิ่งที่เป็น ความดี ความงาม ความจริงให้พ่อและแม่ภูมิใจ.....
แวะมาทักทายลูกกตัญญูและผู้มีความพยายามสูงสุดจ้าน้องบุษรา ( คัม )
แค่อ่านบันทึกก็รู้ลึกถึงความเป็นตัวตนของน้องรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ด้วย..
ชื่นชมกับแนวคิดที่สอนลูก และชื่นชมลูกที่มีความคิดที่ดีๆ
จนนำมาเขียนให้คนอ่านซาบซึ้งไปด้วยได้....
เป็นกำลังใจและเอาใจให้น้องทำความดีต่อไปนะจ้ะ..
ว่าทำไมบอกว่าคิดตอนจบนานมากๆ เรื่องนี้ซึ้งและโดนใจ เรื่องเรียกน้ำตาอีกแล้ว :)
ชื่นชมคู่รักวัยดึกของคุณนกนะคะ เป็นกำลังใจเสมอ ชอบๆ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีตอนบ่ายๆครับ
สวัสดีค่ะคุณบุษรา
เห็นชีวิต เห็นการต่อสู้แล้วรู้สึกชื่นชมมากค่ะ ชื่นชมคุณบุษรา ชื่นชมคุณพ่อ คุณแม่ที่ท่านเลี้ยงลูกได้ดีมาก ทุกคำสอนมีค่านัก
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ
ยินดีกับความสำเร็จในชีวิตค่ะ
คุณคือยอดหญิง ความพยายามของคุณนำมาซึ่งความสำเร็จจริงๆ
รู้สึกชื่นชมทั้งตัวคุณและคุณพ่อคุณแม่ของคุณ สุดยอดจริงๆ ครับ
คุณค่าของชีวิต..อยู่ที่เราเห็นคุณค่าของอดีตดีๆที่สั่งสมเป็นตัวเราตลอดมา...เช่นที่ น้องนก ได้พรรณาคติน่าคิดที่คุณพ่อ-คุณแม่ ได้ปลูกฝังไว้ให้ตั้งแต่เล็กๆ..บ่มเพาะจนเป็นตัวตนที่เป็นประโยชน์ของสังคม..นับเป็นความโชคดีของ ร.พ.พะโต๊ะที่มีบุคลากรมีคุณภาพเช่นนี้ค่ะ..
พบแล้วนี่ไง "คนดีที่มีคุณค่า" สมควรเป็นแบบอย่างให้กับเด็กๆและเยาวชน ทุกคนล้วนมีสิ่งที่งดงามสิ่งที่ดีที่มีคุณค่าแฝงเร้นอยู่ในตัวเอง มันอยู่ที่ตัวเราจะรู้จักคุณค่า รู้จักสร้างสรรให้สิ่งที่ดีงามที่งดงามเหล่านั้นออกมาเป็นประโยชน์กับตนเอง ต่อครอบครัวและต่อสังคมได้อย่างไร ชื่นชม เป็นกำลังใจ ขอให้มีความสุข โชคดีตลอดไปนะครับ
จ๊ะเอ๋ ^^
ป้านกทานข้าวแล้วยังค่ะเนี่ย
ทานด้วยน่ะ เป็นห่วงจ๊ะ
รักษาสุขภาพด้วย
บ้ายบาย
นานๆเขียนที
สาระดีๆเพียบนะคะ
ปริญญาหาใช่..แค่กระดาษ 1 แผ่น..นิ
-สวัสดีครับ
-แวะมาเยี่ยม....ยาม....ถามสารทุกข์....สุกดิบครับ
-ได้อ่านเรื่องราวแล้ว.....
-ขอบคุณครับ
เป็นตัวอย่างของนักสู้ชีวิต ที่ต้องขอชื่นชม
ขอเชิญแวะเข้าไปแลกเปลี่ยนที่สมาคมด้วย
จะเป็นพระคุณมาก
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ " ชีวิตต้องสู้ " จริง ๆ ...ขอชื่นชม..ขอบคุณครับ
แวะมาอีกรอบจ้า
สองคนรวมกันยังได้แค่ ป.๐ พ่อแม่ไม่เคยสอนลูกด้วยคำพูด
หากสอนด้วยการกระทำ
สวัสดีค่ะน้องนก
ชื่นชมครอบครัวและชื่นชมยินดีในตัวน้องสาวมากๆ ที่มีความพยายาม มานะ อดทน อดกลั้น มีเมตตาและกตัญญู เป็นต้นบุญเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมมาก..พี่ขอเป็นกำลังใจนะคะ
....เพียงคุณกำหมัดแน่น
กาลเวลาก็จะแล่นดั่งคุณฝัน
เพียงคุณหาญกล้าท้าตะวัน
โลกทั้งโลกจะเฉิดฉันท์อิศรา
สู้ๆค่ะ
พี่มาตายี
ขอบคุณที่แวะเข้าไป"ภูทอกแดนมหัศจรรย์"กำลังหัดอัปโหลดภาพ ที่บันทึกตอนนี้มีภาพตัวอย่างให้ดูแล้ว
แต่มันเล็กนิดเดียว ลองขยายดูภาพมันก็เบลอ กำลังพยายามอยู่ ชื่นชมทุกบันทึกของคุณ บุษรา อยากเขียนเก่งๆ
เหมือนคุณบ้าง เรื่องภาพ อ.ขจิตกรุณาสอนมาหน่อย พยายามทำตามขั้นตอน แต่ยังไม่ปรากฎผลเท่าไหร่
สัญญา...ว่า ต่อไป บันทึกของหน่มตุ้ย ต้อง แจ่ม กว่านี้แน่นอน
หนุ่มตุ้ยครับ