บันทึกเรื่องราวที่ครูแคท – คัทลียา รัตนวงศ์ ได้เรียนรู้จากการทำข้อสอบของเด็กๆ มีดังนี้

 

ในที่สุดสัปดาห์สุดท้ายของการเรียนการสอนในภาคเรียนฉันทะก็มาถึง  ช่วงปลายภาคเรียนนี้ถือได้ว่าช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวดอกผลของการเพาะปลูก  หรือเป็นช่วงเวลาของการ “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้”

 

คุณครูในวิชาต่างๆ ก็เตรียมตัว เตรียมใจและเตรียมสายตาแทนเคียวเพื่อเก็บเกี่ยวผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น  เครื่องมือต่างๆ ถูกตระเตรียม ไม่ว่าจะเป็นการให้เด็กทำ AAR (After action review) เพื่อประมวลผลการเรียนรู้ที่ผ่านมาของนักเรียนแต่ละคน  การเผยตน เพื่อบอกเล่าการเติบโตในช่วง ๙ สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่ใช้กันมาแต่ดั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งก็คือ การทำข้อสอบ

 

ข้อสอบที่ออก มีทั้งการวัดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการทำงานและการเรียนรู้ส่วนตฉันสอนวิชามานุษกับโลก ๒ ห้อง จึงได้คุมสอบสอบเด็กทั้งสองห้อง  และในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งทำข้อสอบกันอยู่นั้น  เด็กนักเรียนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับถือข้อสอบของเขามาด้วย แล้วก็ชี้ให้ครูดูข้อสอบข้อหนึ่ง ข้อสอบถามว่า... 

         

“ในการทำงานกลุ่ม นักเรียนจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ถ้านักเรียนมีความคิดเห็นไม่ตรงกับเพื่อนในกลุ่ม”

 

ครูก็นึกในใจว่า ‘คำถามง่าย ๆ ที่เพื่อน ๆ ในห้องไม่มีใครสงสัยเลย เด็กคนนี้มีปัญหากับคำถามข้อนี้ได้อย่างไร’

 

แล้วเด็กคนนั้นก็ถามว่า “ครูแคทครับ น้องดีจะตอบแบบที่น้องดีทำ หรือว่าจะตอบ...ถ้าเป็นน้องดี น้องดีจะปลีกตัวแล้วไปทำคนเดียวครับ” (พูดเสียงเบา ๆ แต่พอจะจับประเด็นได้ว่า เค้าควรจะตอบแบบที่เค้าทำหรือว่าแบบที่ควรตอบคำตอบที่ถูกต้องกันแน่) 

 

ครูแคทก็เลยตอบว่า  “น้องดีตอบแบบที่มันควรจะเป็นค่ะ”

 

เมื่อเอาข้อสอบมาตรวจก็พบว่า  น้องดีตอบข้อสอบข้อนั้นได้อย่างถูกต้อง!!!

 

เมื่อมีโอกาสได้พบกับครูใหม่  จึงเล่าเรื่องนี้ให้ครูใหม่ฟัง  ครูใหม่จึงตอบด้วยความตื่นเต้นว่า

 

“แสดงว่าเด็กคนนี้รู้ว่าข้อสอบไม่ได้ถามให้เขาตอบความเป็นจริง หรือเขารู้ว่าสิ่งที่ต้องตอบในข้อสอบไม่ใช่ความเป็นจริงของเขา แต่เป็นสิ่งที่เขาควรต้องทำหนะสิ”

 

เมื่อฉันมาทบทวนอีกครั้งก็นึกขึ้นได้ว่า  เด็กคนนี้มักจะมีปัญหาในการทำงานร่วมกับเพื่อนในห้อง  และก็มักจะปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนเสมอๆ  บางครั้งเขามาบอกว่าอยากเป็นหัวหน้ากลุ่ม  แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเพื่อนๆ จึงไม่ยอมให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม  เขาจึงเลือกที่จะแยกออกไปทำงานคนเดียว  เมื่อมีบางกิจกรรมที่ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เขาก็ยินดีที่จะไม่ทำ แต่ครูก็จะเห็นว่าตัวเขาหมั่นสังเกตการทำงานของเพื่อนทุกขั้นตอน  และเมื่อให้ตอบคำถามครูก็จะพบว่าเขาเข้าใจในเรื่องนั้นได้ดีมากจากการสังเกตที่ครบถ้วน 

 

ทำให้ครูเกิดความเข้าใจว่า น้องดีรู้ดีว่าสิ่งที่เขาเคยทำ กับสิ่งที่ข้อสอบถามและคำตอบข้อสอบคาดหวังให้ตอบนั้นคืออะไร

 

เหตุการณ์นี้ทำให้นึกย้อนไปถึงตอนที่ลูกพี่ลูกน้อง (รุ่นเล็ก) อายุได้ ๓ ขวบ เพิ่งจะไปโรงเรียนได้ไม่กี่วัน  ด้วยความที่เขาติดการ์ตูนอุลตร้าแมน  การไปโรงเรียนลุกออกไปจากหน้าจอทีวีเพื่อไปโรงเรียนในตอนเช้าจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก แม่ของเขาเป็นกังวลมาก  รวมทั้งเนื้อหาในการ์ตูนเรื่องนี้ก็ทำให้แม่บ่นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกลัวว่าลูกจะเลียนแบบท่าทางของอุลตร้าแมน

 

วันหนึ่งขณะที่น้องชายคนนี้ยืนอยู่บนโต๊ะที่ค่อนข้างสูง  แม่จึงดุเสียงดังว่า  “อย่ากระโดดลงมาเหมือนอุลตร้าแมนนะ !!!” (แม่กลัวว่าลูกจะคิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแล้วกระโดดลงมา) ลูกก็รีบตอบแม่มาว่า “พี่รู้หรอกว่าในทีวีน่ะไม่ใช่เรื่องจริง”

 

จากเหตุการณ์ทั้ง ๒ ครั้งนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า ความสามารถในการแยกแยะโลกของความเป็นจริงและโลกในจินตนาการที่การ์ตูนสร้างขึ้นของเด็กบางคนพัฒนามาแล้วตั้งแต่ ๓ ขวบ และ บางครั้งข้อสอบบางข้อ ก็เป็นโลกในจินตนาการที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงสักเท่าไหร่ เพราะทำให้คนทำต้องกลับเข้าไปในจินตนาการว่าแล้วสิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร

 

ดังนั้นครูและโรงเรียนจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ไปตีกรอบความคิดความเข้าใจของเด็กที่มีต่อโลกให้แคบลงๆ จนไม่สามารถคิดอะไรอื่นได้อีกเลย  นอกจาก ข้อ ก. ข. ค. และ ง. หรือ จ. ถูกทุกข้อ

 

แต่ชีวิตไม่ได้มีคำตอบแค่ ๔ หรือ ๕ ตัวเลือกเท่านั้น  แต่ชีวิตของเราเป็นอัตนัยมากกว่าที่จะเป็นปรนัย และถ้าเลือกผิด หนทางแก้ก็ยากกว่าการสอบซ่อมมากมาย

 

ปล. ในส่วนของการทำงานร่วมกับเพื่อนไม่ได้ของเด็กคนนี้ ครูใหม่แนะนำว่า ให้เขาเริ่มจากการทำงานเป็นคู่ก่อน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มให้มากขึ้น เมื่อเขาเรียนรู้บทบาทของการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีแล้ว