ความจริงความสุขของคนเราก็หาได้ไม่ยากนัก เพียงแค่ได้เห็นโอกาสและคิดว่าจะช่วยกัน “สานฝันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เป็นจริงให้ได้” ก็ทำให้เกิดปีติสุขได้แล้วครับ

         วานนี้ (พฤหัสบดีที่ 6 ก.ค. 49) เวลาประมาณ 16.00 น. ถึง 18.00 น. เป็นวันเวลาที่น่าบันทึกจดจำไว้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวความคิดที่สำคัญอันหนึ่ง ในการเชื่อมโยงงานวิจัยของ มน. ไปสู่การพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (กลุ่ม 1)

         เราเริ่มต้นประชุมกันประมาณ 16.00 น. ตัวผมเองอยู่ในสภาพที่ล้ามากจากหลายประชุมในช่วงก่อนหน้านั้นของวันนั้น < Link >ทำให้ช่วงต้น ๆ ของการประชุมดูเนือย ๆ แต่พอหลังจากจับประเด็นสำคัญได้ก็ทำให้เกิดอาการตาใส กระปรี้กระเปร่า มีความหวังขึ้นมากันทุกคน

         เป็นประชุมที่อยู่นอกเหนือตารางเวลาเดิมของผมในวันนั้น ผมได้รับแจ้งว่าท่านอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลกและทีมงานจะมา “ปรึกษาหารือกันต่อ” ที่งานวิจัย (ชั้น 6 ตึก CITCOMS) ในตอนเย็น เนื่องจากตามตารางเวลาผมจะว่างตอนนั้น น้อง ๆ ทีมงานที่งานวิจัย (คลินิกเทคโนโลยี) ก็เก่งมากที่ช่วยประสานงานนัดนักวิจัย มน. ที่น่าจะเกี่ยวข้องมาร่วมประชุมด้วย โดยที่ผมไม่ต้องบอกหรือขอร้องอะไรเลย รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดผมขอบันทึกไว้ในช่วงท้ายครับ

         ที่ว่า “ปรึกษาหารือกันต่อ” เนื่องจากเราพูดคุยกันมา 3-4 รอบแล้วเกี่ยวกับโครงการ “หนึ่งจังหวัดหนึ่งอุตสาหกรรม” และ “หนึ่งกลุ่มจังหวัดหนึ่งอุตสาหกรรม” ซึ่งเดิมเราเลือก กล้วย สำหรับจังหวัดพิษณุโลก และเลือก อ้อย สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (กลุ่ม 1) แต่เนื่องจากเมื่อส่งรายละเอียดไปพิจารณาในระดับประเทศแล้ว เขาส่งกลับมาให้ทบทวนเรื่อง “อ้อย” เนื่องจากกิจกรรมจะไปซ้ำซ้อนกับที่ภาคเอกชน (โรงงานน้ำตาล) เขาทำกันอยู่แล้ว จึงต้องนำกลับมาปรึกษาหารือกันใหม่อีกรอบ

         เราเริ่มต้นกันที่โจทย์สำคัญที่ให้ช่วยกันคิดในเรื่อง “อ้อย” คือ “ทำอย่างไรโครงการนี้จึงจะช่วยชาวบ้าน (ที่ปลูกอ้อย) มากกว่าที่จะไปช่วยเพิ่มกำไรให้กับโรงงานน้ำตาล (เพียงอย่างเดียว)” เราพูดกันถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำเกี่ยวกับการปลูก การขยายพันธุ์ การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกของอ้อย และเชื่อมโยงมาถึงนโยบายพลังงานของชาติเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานทดแทนจากแอลกอฮอล์และจากแหล่งอื่น ๆ จนกระทั่งสุดท้ายมาสรุปกันว่า “อ้อย” น่าจะเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งเท่านั้นที่จะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและเศรษฐกิจของคนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ความจริงแล้วยังมีอีกหลายแหล่งพลังงานที่เราสามารถนำมาวิจัยและใช้ประโยชน์จากมันได้ พอถึงจุดนี้ผมเริ่มตาสว่าง (ยอมรับว่าช่วงแรกเหนื่อยและง่วงมาก) จึงลองขอเปลี่ยนประเด็นสำคัญจาก “อ้อย” มาเป็น “พลังงานทดแทน” แทน

         เท่านั้นแหละครับ ทุกคนดูมีความหวังเพิ่มขึ้น ความคิดความอ่านแต่ละคน “กระฉูด” ออกมามากมาย ที่อยากจะช่วยกันพัฒนาให้ภาคเหนือตอนล่างเป็น “ต้นแบบ” ของการวิจัยและพัฒนาเรื่อง “พลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพึ่งพาตนเองทั้งในด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคนในเขตภาคเหนือตอนล่าง เรานัดที่จะทำอะไรต่อกันอีกหลายอย่าง

         ในระดับปฏิบัติจากอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลกและจากนักวิจัยจาก มน. ได้ช่วยกันคิดและตั้งความมุ่งมั่นไว้ร่วมกันแล้ว ขณะนี้ก็เหลือแค่ระดับนโยบายจากระดับที่สูงขึ้นไปที่จะช่วยให้ความเห็นชอบและให้การสนับสนุน ช่วยกันทำให้ฝันเป็นจริง

         เราเลิกประชุมกันด้วยความหวังและความสุขมากครับ

         ผมขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณามาเข้าร่วมประชุม ดังนี้ครับ

         1. ผศ.ดร.วิบูลย์  วัฒนาธร
             รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ

         2. ผศ.ดร.เสมอ  ถาน้อย 
             ผู้ช่วยอธิการบดี

         3. ผศ.ดร.ศจี  สุวรรณศรี 
             ผู้จัดการคลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร

         4. นายอุดม  มะโนเครื่อง 
             อุสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก

         5. นายเสรี  บุญอยู่ 
             เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 8 ว.

         6. ผศ.วิจิตร  อุดอ้าย 
             ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

         7. ดร.อนุสรณ์  วรสิงห์ 
             ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

         8. ดร.นิพนธ์  เกตุจ้อย 
             รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการวิทยาลัยพลังงานทดแทน

         9. นางจรินทร  จันทร์นฤมล 
             หัวหน้างานวิจัย

         10.นางสาวเอมอร  สารเถื่อนแก้ว 
             งานวิจัย

         วิบูลย์ วัฒนาธร

.