หลังๆมานี้ตัวผมเองได้ยินคนหลายคนพูดถึงว่า มวยไทยไปเอาวิธีการต่อสู้มาจากวิชาอื่นๆ เช่นยูโด ยิวยูสู ซาเวต คิกบ็อกซิ่ง มวยสากล จึงขอนำเอาข้อเขียนของปรมาจารย์เขตร ที่เขียนไว้ในปริทัศน์มวยไทย ให้ผู้อ่านได้พิจารณาดูกัน
การทำให้คู่ต่อสู้ล้ม
เหตุใหญ่ของการล้มคอการเสียศูนย์หรือการทรงตัว ในวิชามวยไทยอาจแยกวิธีทำให้ปฎิปักษ์หรือคู่ต่อสู้ล้มเป็น ๒ ลักษณะ คือ ใช้กำลังแต่น้อย (ออมกำลัง) และใช้กำลังมาก (เมื่อแข็งแรงมาก)
ชาวกรีกและชาวอินเดียเป็นพวกที่นิยมการทำให้ล้มด้วยกำลัง เพราะโครงร่างของเขาใหญ่โตเป็นส่วนมาก แต่คนไทยรูปร่างเล็ก มีความว่องไวเป็นสมบัติ ส่วนมากจึงถือเอาวิธีใช้กำลังน้อยเป็นแบบทำให้ล้ม เนื่องด้วยเหตุนี้คนไทยจึงมิได้เอาอย่างชาวกรีกและชาวอินเดียในการทำให้ปฎิปักษ์ล้มแน่นอน ปัญหาจึงเหลืออยู่ว่า คยไทยเอาอย่างการทำให้ปฎิปักษ์ล้มมาจากใคร ? คนไทยเอาอย่างการทำให้คู่ต่อสู้ล้มมาจากชาวญี่ปุ่นตามที่มีผู้หลงเถียงเสียงแข็งจริงหรือ ?
มวยไทยลอกแบบมาจากต่างประเทศจริงหรือ ?
ผู้เขียนขอเสนอแง่คิดว่า ระบบการชกต่อยตามแบบมวยไทยได้ปรากฏแพร่หลายมาแล้วตามหัวเมืองต่างๆ นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีเศษ
นายขนมต้มซึ่งนับว่าเป็นวีรบุรุษของบรรดานักมวยไทยตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกทำให้คู่ต่อสู้ล้มมาจากชาวต่างประเทศ
นอกจากนั้นหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ประมาณปี พ.ศ. ๒๑๗๑) ได้มีญี่ปุ่นประมาณไม่เกิน ๕๐๐-๖๐๐ คน เข้ามาค้าขายในประเทศไทย ขณะนั้น (พ.ศ. ๒๑๗๓) เกิดการเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน พระยากลาโหมราชเสนา ผู้สำเร็จราชการ ไม่มีความไว้ใจพวกญี่ปุ่น ออกอุบายว่าฝรั่งชาติฮอลันดาจะมาตีเมืองนครศรีธรรมราช แกล้งยกย่องออกญา (พระยา) เสนาภิมุข หัวหน้าญี่ปุ่น ให้ไปครองเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยญี่ปุ่นอาสาทั้ง ๕๐๐-๖๐๐ คน จึงอาจนับได้ว่าญี่ปุ่นหมดเมือง (กรุงศรีอยุธยา) หรืออาจเหลืออยู่ก็เฉพาะแต่พวกเข้ารีตไม่กี่คน ซึ่งจะกลับญี่ปุ่นก็ไม่ได้ พิเคราะห์ตามเหตุผลกันแล้ว มวยญี่ปุ่น หรือที่นิยมเรียกกันสมัยก่อนว่า "ยิวยิตสู" ไม่มีทางแพร่หลายในหมู่ชาวไทยในเวลาจำกัดเพียง ๓ ปี และครั้งกระโน้น พ่อปู่ทวดขนมต้มของพวกเราก็มีชื่อกระเดื่องมากกว่า ๕๐ ปีก่อนมีญี่ปุ่นในประเทศไทย
เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ ได้มีชาวโปรตุเกสเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมื่อราวๆปี พ.ศ.๒๐๑๖ (ก่อนญี่ปุ่น) ชาววิลันดาเข้ามาราวปี พ.ศ. ๒๑๔๑ ชาวอังกฤษเข้ามาราวปี ๒๑๕๕ และชาวฝรั่งเศาเข้ามาราวปี พ.ศ. ๒๒๐๕ พวกชาวอีหรอบ (คำคนโบราณที่เรียกชาวยุโรป) ทั้ง ๔ ชาติที่กล่าวนี้ไม่ปรากฎว่ามีชื่อเสียงในเชิงมวย ซึ่งทำให้คู่ต่อสู้ล้ม นอกจากตุ๊ยท้องและเตะก้น เพราะสวมเกือกหนาและหนัก ข้อนี้ก็อาจยืนยันได้เต็มตัวว่ามวยไทยมิได้ลอกแบบจากชาวยุโรป
มวยไทยใช้ร่างกายทุกส่วนอยู่แล้ว
การต่อสู้แบบมวยไทยเราใช้ร่างกายทุกส่วน ท่อนบนใช้หัว (ถูกห้ามไปแล้ว) เป็นเหตุให้นายโนกูจิผู้อ้างตนว่าเป็นอาจารย์ "คิกบ็อกซิ่ง ยืนยันว่าแบบมวยไทยสู้ไม่ได้ ทั้งๆที่การใช้หัว (ของมวยไทยมีมาตั้งแต่นายโนกูจิยังไม่เกิด ใช้นิ้ว (บัดนี้สวมนวมจึงใช้ไม่ได้) หมัด ศอก และ ไหล่ ท่องล่างใช้ ตะโพก เข่า แข้ง หลังเท้า ฝ่าเท้า ปลายเท้า ส้นเท้า และตาตุ่ม
อนึ่ง เป้าหมายก็เรียงรายตั้งแต่กบาล หรือ กระหม่อม ตลอดถึงตีนโปรดลองหลับตาดูทีหรือว่าการชกต่อยต่อสู้แบบมวยไทยจะต้องไปเอา อย่างจากชาติใดอีกเล่า ? อย่าว่าแต่คนต่อคนเลย แม้แต่วัวและความเขาแค่หู ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 300 ปอนด์ เท่าม้าลายก็ยังทนอยู่ไม่ได้ ต้องล้มหากรู้วิธีมวยไทย (ใครไม่เชื่อลองสืบถามบรรดาลูกศิษย์รุ่นเก่าๆ ของท่านอาจารย์หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ ปรมาจารย์มวยไทย ยิวยิตสูของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยดูก็ได้)
มวยไทยมีทำมีแก้
อีกประการหนึ่ง การชกมวยแบบไทยนั้น เรามีทำและมีแก้ เช่น นักมวยฝ่ายหนึ่งเตะสูง (หมายถึงตอนตั้งแต่บั้นเอวขึ้นไปถึงหัว) อันเป็นจุดเจ็บและจุดตาย มวยไทยเราอาจป้องกันหรืออาจจับขาพุ่งออกไปให้ล้ม เพราะเสียหลักหรือเสียศูนย์ จับขากระชากให้ล้ม แบกขาให้ล้ม หักขาให้ล้ม บิดขาให้ล้ม เตะขาให้ล้ม และ เหน็บให้ล้ม ไม้มวยไทยดังกล่าวมานี้ มีนักมวยไทยสมัยปัจจุบันเคยนำออกใช้บ้างไหม ? เคยลองให้ฝึกให้รู้จักใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นบ้างไหม ? ที่ได้ยินกันบ่อยๆมักจะเป็น "ยูโด" กันเสียแหละมาก คำสองคำก็ "ยูโด"
เมื่อได้กล่าวถึงตอนนี้ นักคลั่งมวย (แฟนมวย) คงจะได้เคยเห็นผู้ตัดสินหลายท่านตำหนิมวยที่ใช้ตีนปัดขาคู่ต่อสู้ให้ล้ม ว่าใช้วิชา "ยูโด" เมื่อมวยไทยมีวิธีทำให้คู่ต่อสู้ล้มตายตั้งหลายแบบ รวมทั้งการขัดขาด้วย เช่นนี้แล้วจะมีเหตุผลประการใดที่จะมิให้ขัดขา เพื่อให้นักมวยฝ่ายที่กำลังทำอันตรายทำไม่สำเร็จเล่า ? ผู้เขียนจึงใคร่ขอความกรุณาให้ท่านผู้รู้ (วิชามวยไทย) และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยไทยได้โปรดพิจราณาด้วยความรอบคอบทั้งนี้เพื่อเกีรยติภูมิของคนไทยทุกคนในเรื่องนี้ด้วย
สามารถหาอ่านข้อมูลอื่นๆได้จาก หนังสือปริทัศน์มวยไทย โดย ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัยครับ
ข้อมูลมวยไชยาที่ www.muaychaiya.com
หรืออีกที่ก็ที่ blog แห่งนี้ ^_^ ตามแต่เวลาที่ผมจะพอมีพิมพ์ให้ทุกท่านได้อ่านกันนะขอรับ สวัสดีครับ
อืมม..ครับ
มาแบ่งปัน ผมได้ดูสารคดีหนึ่ง ชื่อรายการ "Fight Quest" ทาง Discovery Channel
รายการนี้เคยพูดถึงมวยไทยและ รูปแบบการชก, รายละเอียด
ว่ามีการใช้กำลังจากตรงส่วนไหน กล้ามเนื้อส่วนไหน เป็นต้น
ลองหาดูครับ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมครับ คุณชิน ผมเองก็เคยดูอยู่เหมือนกันครับ รายการนี้ ก็ดีครับ ดูเป็นวิทยาศาสตร์ดีครับ
ส่วนตัวเคยออกรายการ Human Weapon ของทาง History Chanel แต่ก็ไม่ได้มีการวัดค่า อะไรแบบนั้น ก็น่าเสียดายอยู่
แวะเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆนะครับ
..1. ความจริงอยากจะบอกว่า..การลอกเลียนแบบอะไรๆ จากคนอื่น..มิน่าจะถือเป็นสิ่งน่ารังเกียจทั้งหมด..2.ปัจจุบันฝรั่งที่มาเรียนมวยไทยก็ไม่เห็นเขารู้สึกอายที่มาเรียนรู้จากคนอื่น..3.การยกเอาเรื่อง เชื้อชาติ ชนชาติ ที่แตกต่างกัน โดยเหมาเอาว่า ตนเก่งกว่า ดีกว่า..มิใช่ จิตวิญญาณของ คนไทย..4.ในวิธีคิดของ ชาวพุทธ ไม่มี ใคร เป็น เจ้าของ อะไร?ซึ่งต่างกับ ชาวตะวันตก..5.ผมจำได้ว่า ปรมาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ ท่านไปเรียนการชกมวยสากลที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะนำเอาความรู้เรื่องการใช้หมัดมาประยุกต์กับมวยไทย..ปรมาจารย์ตันกี้ ยนตรกิจ ก็ประยุกต์แบบวิธีฝึกของมวยจีน(กังฟู)มาใช้ในค่ายยนตรกิจ..นักเรียนพลศึกษาในสมัยแรกๆที่ได้เรียนวิชายูโด ก็ยังได้นำเอาวิธีทุ่มด้วยตะโพกและวิธีปัดขาไปใช้ในการชกที่เวทีสวนกุหลาบ จนต้องมีกติกาห้าม..อย่าลืมนะครับว่า สยาม(แต่เดิม) มิใช่ที่อยู่ของคนเชื้อสายไทยอย่างเดียว..และคนเชื้อสาย ไทย ก็แยกกันอยู่ เป็น เมือง เป็นแคว้น มีรูปแบบวิธีคิดและการพัฒนา การต่อสู้ที่แตกต่างกัน..เผลอๆ..มวยเมืองไชยา อาจ เคยลอกเลียน มวยสมอคอน หรือ มวยโคราช มาก็ได้...55555..
ถึงคุณลุงรักชาติ
กรุณาแก้ไขข้อความด้วยครับที่ว่า "นายตันกี้ ยนตรกิจ ก็ประยุกต์แบบวิธีฝึกของมวยจีน(กังฟู)มาใช้ในค่ายยนตรกิจ" ไม่ทราบว่าเอามาจากไหนครับขอทราบแหล่งทีมาอ้างอิงด้วย นายตันกี้เป็นคนจีนก็จริงแต่ไม่ได้นำหลักมวยจีนหรือกังฟูมาใช้ในมวยไทยเลย มวยที่สอนในค่ายเป็นมวยไทยแท้ ช่วยแก้ไขข้อมูลด้วย อย่างงี้ทำให้บรรพบุรุษคนอื่นเค้าเสื่อมเสียชื่อเสียหมดนะครับ
ต้องขออภัยคุณปราการ ยนตรกิจ ด้วยที่ผมกล่าวพาดพิงไปถึง ปรมาจารย์ตันกี้ ผู้ก่อตั้งค่ายมวยไทย ยนตรกิจ..และถ้าข้อมูลดังกล่าว ผิดพลาด ผมก็กราบขออภัยชาวค่ายยนตรกิจและลูกหลานของท่านปรมาจารย์ตันกี้ด้วย..ทั้งนี้ การอ้างอิงดังกล่าวมิได้มีเจตนาที่จะให้เกิดความเสื่อมเสียใดๆต่อท่านปรามาจารย์ตันกี้ เพียงแต่ต้องการแสดงความเห็นว่า ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวทุกแบบมีการพัฒนาคิดค้นปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อสู้ รูปแบบหรือวิธีการจึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจพลิกแพลงมาจากศิลปะศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่ตนเคยเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษแต่เดิม..เว้นเสียแต่ว่า ท่านปรมาจารย์ตันกี้ ประสงค์จะให้เกิดการจำแนกออกจากกันอันเนื่องจากเห็นผลสัมฤทธิของ มวยไทย ชัดเจนกว่า ในการฝึกวิชามวยสำหรับการต่อสู้บนเวที..อันนี้ ย่อมถือว่า เป็นวิธีคิดที่ให้เกียรติต่อบุรพาจารย์มวยไทยที่ท่านปรามาจารย์ตันกี้ได้ศึกษามา..เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคที่มีการประลองฝีมือ ระหว่างมวยไทย และ มวยจีน อยู่บ่อยๆ..
ถึงคุณลุงรักชาติ
ขอบคุณสำหรับคำขอโทษนะคัรบ สำหรับมวยที่นายตันกี้ ยนตรกิจใช้นั้นเป็นมวยไชยานะครับื เพื่อไม่ให้ท่านผู้อื่นเข้าใจผิดๆกัน ไม่ได้มีมวยจีนมาผสมแต่อย่างใด ถ้าท่านผู้ใด้มีข้อสงสัยส่งอีเมล์มาสอบถามกับผมได้ ที่ [email protected] คับ
สวัสดีครับ คุณ ปราการ ยนตรกิจ น่าจะเป็นลูกหลานของครู ตันกี้ ใช่มั้ยครับ ถ้าอย่างไร ก็ขอความรู้ด้วยนะครับ ทางครูตันกี้ เรียนมวยไชยา มาจากทางใดครับ จะได้ทำสาแหรกข้อมูลเพิ่มเติมได้ถูกต้องครับ เพราะในยุคนั้นครูตันกี้ ก็เป็นครูมวยที่มีชื่อเสียงมากทีเดียวครับ
น่าสนใจมากเลยครับ ตอนอยู่ New Zealand พบว่ามวยไทยเราไปอยู่ที่นั่นมาก มาเขียนบ่อยๆๆนะครับ ได้ความรู้มากเลย
ผมเป็นเหลนของ นายตันกี้ ยนตรกิจไปเรียนมวยยไชยาที่เมืองไชยาแต่ไม่ทราบว่าไปเรียนต่อมวยกับครูท่านใด แต่ท่านถนัดด้านหมัดควกลูกตาครับ
นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับ..สำหรับชีวิตและผลงานของท่านปรมาจารย์ตันกี้ ยนตรกิจ..ในฐานะที่ผมได้ศึกษาวิชามวยไทยจากสถาบันพลศึกษา(มศว.พลศึกษา พ.ศ.2515-2519) จำได้ว่า ครูบาอาจารย์หลายท่าน (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นท่านใด คือ อ.แสวง ศิริไปล์ ,อ.สงวน มีระหงษ์, อ.วิชิต ชี้เชิญ,อ.นอง เสียงหล่อ ,อ.พินิจ ประหยัดทรัพย์ )ได้เคยนำเอาประวัติและรูปภาพ ของปรมาจารย์มวย หลายท่านมาให้ลูกศิษย์ชาวพลศึกษาได้ศึกษาและเคารพในพิธีไหว้ครู จำได้ว่า มีท่านปรามาจารย์ตันกี้ ยนตรกิจ,ปรมาจารย์กิมเส็ง(สุนทร) ทวีสิทธิ์.ทราบว่าทั้งสองท่านมีความเกี่ยวพันกัน.แต่ความที่ผมยังโง่เขลาจึงไม่ได้บันทึกหรือจดจำรายละเอียด...
ขอเพิ่มเติมอีกนิด..จำได้ว่า ขณะเรียนอยู่มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งคือ ท่าน พ.อ.บุญส่ง เกิดมณี ใช้ชื่อชกมวยไทยว่า เขียวหวาน ยนตรกิจ..ท่านมีหมัดหนักมาก จึงหันมาชกมวยสากล..ทราบว่า ปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านคงจะให้ความกระจ่างได้..
ถ้าอย่างไรก็ตามท่านใดอยากเห็นและร่วมทำบุญของค่ายมวยยนตรกิจให้นายตันกี้ ยนตรกิจ โดยเป็นการรวมตัวของนักมวยในค่าย ขอเรียนเชิญทำบุญกันที่วัดน้อยนพคุณในวันที่ 25 กันยายน 2553 เวลาโดยประมาณ 10.00น. นะครับ
ทราบว่ามีข้อมูลเรื่องที่ครูตันกี๋ กับ มวยไชยา อยู่ในหนังสืองานศพของท่าน ไม่ทราบว่าคุณปราการ ยังมีหนังสือเล่มนี้อยู่มั้ยครับ
ไม่แน่ใจว่าเป็นท่านใด รู้สึกว่าครูทองท่านเล่าให้ฟังอยู่แต่นานมาแล้ว หรือจะเป็น พระยาวจี พ่อของอาจารย์เขตร เกี่ยวกับเรื่อง เหยียบแคมสำเภา หรือปัจจุบันที่เรียกว่า ท่าเตะเจาะยาง ใช่หรือไม่ครับ
หากข้อมูลผิดพลาดขออภัยนะครับ เสียดายวันที่ 25 ครูมีสอนครับ ไม่งั้นคงได้ไปร่วมงานทำบุญด้วยเช่นกัน
ไม่ทราบว่าได้ข้อมูลมาจากไนคัรบ คุณGaruda ว่าเรื่องข้อมูลของนายตันกี้ อยู่ในหนังสืองานศพ ของรายละเอียดด้วยนะครับ แล้วก็ ทวดผมชื่อ ตันกี้ ยนตรกิจ ไม่ใช่ ตันกี๋นะครับ เรื่องที่สองคุณgaruda อายุเท่าไรครับ ทันครูทอง กับ พระยาวี บิดาของอาจารย์เขตร ศรียาภัยด้วยเหรอคัรบ ถ้าใช่คำพูดผิดต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ คือแค่ผมอยากทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน แล้วจะได้อธิบายถูก
ขออภัยครับ เขียนสระผิดไปหน่อยครับ ผมอายุเพิ่ง 24 ครับ ทันครูทองแต่ไม่ได้พบท่านนะครับ ครูแปรงเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ แต่ก็นานมาแล้ว ผมอาจจะจำผิดนะครับ แค่คุ้นๆว่าอาจจะเป็นเรื่องนี้นะครับ ก็เลยสอบถามดูครับผม ผิดพลาดอย่างไรขออภัยครับ
สมัยนั้นรู้สึกว่าไม่ทำหนังสืองานศพ แต่หนังสืองานศพของนายชัยยุทธเท่านั้น
สมัยนั้นรู้สึกว่าไม่ได้ทำหนังสืองานศพนายตันกี้ ยนตรกิจ เพราะไม่เคยเห็นเลย จะเคยเห็นก็มีแต่หนังสืองานศพของนายชัยยุท เท่านั้น ส่วนเรื่องการเตะเจาะยาง หรือ การเหยียบแคมเรือสำเภานั้นนายตันกี้ ยนตรกิจได้เป็นผู้คิดและใช้สั่งสอนนายทองใบผู้เป็นศิลย์คนแรกครับ และยังมีศิษยอีกหลายคนที่นำไปใช้
อ่าครับ ถ้าอย่างนั้นอาจจะผิดพลาดทางข้อมูล ถ้าอย่างไร จะลองหาข้อมูลดูอีกทีครับ คงไม่ใช่หนังสืองานศพท่านตันกี้ ครับ ขอบคุณที่ให้ข้อมูลครับผม
ท่านใดสนใจอยากทราบเรื่องของค่ายมวยยนตรกิจ เชิญเยี่ยมชมได้ที่ http://yontarakit.blogspot.com/ ผมจะหาเนื้อหาของค่ายมวยยนตรกิจมาเพิ่มให้เรื่อยๆ
มวยไทย