หิ่งห้อย...แมลงที่มหัศจรรย์และน่าสนใจ...
  • บ้านของNina(หนุ่ย)ติดกับคลองสิ่งที่ประทับใจสุดๆเห็นจะเป็นเจ้าแมลงตัวน้อยที่มีแสงกระพริบเล็กๆ สมัยตอนผู้เขียนเด็กๆนั้นมีมากมายแต่ปัจจุบันน้อยลงมากๆ เห็นเจ้าตัวนี้ทีไรดีใจมากมายค่ะ ชอบความมหัศจรรย์ของเจ้าแมลงตัวนี้ค่ะ
  •  
  •  
  • ทิ้งถ่วง หรือ หิ่งห้อย (Firefly Glow-wormLighteningbug) เป็นชื่อเรียกแมลงปีกแข็งในวงศ์แลมพายริดี้ (Lampyridae) อันดับโคลีออบทร่า (Coleoptera) ทั่วทั้งโลกมีทิ้งถ่วงประมาณ 2,000 ชนิด
  •  
  • คำว่า หิ่งห้อยนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น
  •  
  • ทิ้งถ่วงมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง เพศเมียมี 1 ปล้อง แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว เกือบทุกปล้องแสงของทิ้งถ่วงเกิดจากปฏิกิริยาของสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทำแสงกับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง ทิ้งถ่วงกระพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน
  •  
  •  
  • ในบันทึกของ H.M. Smith นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ที่ได้มาเยือนประเทศไทยในปี 2478 เขาได้เขียนรายงานว่า ในยามโพล้เพล้ของวันในฤดูร้อนขณะเรือของเขากำลังลอยอยู่ในคลอง ซึ่งริมฝั่งมีป่าต้นโกงกางขึ้นหนาแน่นเขาได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนหมื่นโผบินมาเกาะที่ต้นโกงกาง ซึ่งสูงประมาณ 12 เมตรในระยะแรกเขาได้สังเกตเห็นว่าหิ่งห้อยแต่ละตัวต่างกะพริบแสงในจังหวะที่เร็วช้าต่างกันแต่เมื่อเวลาผ่านไปจังหวะการกะพริบแสงของหิ่งห้อยก็เริ่มพร้อมกันมากขึ้นๆจนในที่สุดหิ่งห้อยทั้งฝูงก็กะพริบแสงพร้อมกันทุกตัวการแสดงคอนเสิร์ตแสงที่ปิดและเปิดเหมือนไฟต้นคริสต์มาสที่ไม่มีผู้อำนวยเพลงนี้ได้ทำให้เขาเพลิดเพลินเจริญใจนานเป็นชั่วโมงเขาได้รู้สึกประทับใจในการแสดงแสงสามัคคีของหิ่งห้อยครั้งนี้มาก จึงได้ตั้งคำถามว่าหิ่งห้อยแสดงกิจกรรมเข้าจังหวะลักษณะนี้เพื่ออะไร และเพราะอะไร
  • Smith มิได้เป็นบุคคลแรกที่สนใจศึกษาหิ่งห้อย ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่ามนุษย์ได้รู้จักหิ่งห้อยมานานประมาณ 2,000 ปีแล้วคนจีนโบราณและคนบราซิลที่ยากจนในอดีต มักจับหิ่งห้อยใส่ขวดแก้วเพื่อใช้ต่างตะเกียงและก็ได้พบว่าหิ่งห้อยที่เติบโตเต็มที่ประมาณ 6 ตัวสามารถให้แสงสว่างที่เพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้คนญี่ปุ่นในสมัยก่อนก็นิยมใช้ตะเกียงหิ่งห้อยเช่นกันและส่วนในปานามาชาวพื้นเมืองที่ยากจน นิยมจับหิ่งห้อยใส่ในกรงกระดาษเล็กๆเพื่อนำมาติดตุ้มหู เป็นต้น
  • ทุกวันนี้ เราสามารถพบเห็นหิ่งห้อยได้ในป่าแถบเอเชียตอนใต้ เช่น ไทย พม่ามาเลเซีย ยุโรป อเมริกาเหนือและใต้ แต่ในทะเลทรายหรือบนยอดเขาสูงเราจะไม่มีโอกาสเห็นหิ่งห้อยเลย
  • นักชีววิทยาประมาณว่า โลกนี้มีหิ่งห้อยราว 2,000 ชนิดหิ่งห้อยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็กที่มีลำตัวยาวตั้งแต่ 5-25 มิลลิเมตรลำตัวของมันเป็นรูปทรงกระบอกอวัยวะที่สามารถส่องแสงได้ของมันอยู่ที่ส่วนล่างตอนท้ายของลำตัวมันถูกจัดเป็นแมลงในวงศ์ Lampyridae (ซึ่งเป็นคำในภาษากรีกที่แปลว่า สว่าง) อันดับ Coleoptera ที่มีอวัยวะผลิตแสง หิ่งห้อยสกุล Photuris และ Photinus มีพบมากในทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนสกุล Luciola นั้น มีพบในยุโรปหิ่งห้อยชอบกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ และไม่มีพิษภัยใดๆชีวิตของหิ่งห้อยค่อนข้างสั้นคือ อยู่ได้นานประมาณ 2 เดือนเท่านั้นเอง
  • หิ่งห้อยที่เราเห็นบินว่อนตามพุ่มไม้ มักเป็นหิ่งห้อยตัวผู้ส่วนหิ่งห้อยตัวเมียนั้นชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้และใบไม้ นักชีววิทยาได้พบว่าหิ่งห้อยใช้แสงกะพริบในการสื่อสารกับเพศตรงกันข้ามเพื่อบอกความพร้อมในการสืบพันธุ์และตำแหน่งที่ที่มันอยู่ โดยตัวผู้จะกะพริบแสงก่อนหากตัวเมียเห็นแสง เห็นลีลาการกะพริบ หรือเห็นความถี่ในการส่งสัญญาณ และมันพอใจมันก็จะส่งสัญญาณตอบเพื่อให้ตัวผู้รู้และสามารถบินไปหามันได้ถูกนักชีววิทยายังได้พบอีกว่า หิ่งห้อยต่างชนิดกันจะมีวิธีส่งแสงสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน เช่น กะพริบแสงเร็วช้าต่างกันนอกจากนี้แสงที่เปล่งออกมาก็อาจเปลี่ยนสีได้ตามเทศะที่มันอยู่
  • หิ่งห้อยตัวเมียบางชนิดชอบกินหิ่งห้อยด้วยกันเองโดยในขั้นตอนการล่อจับเหยื่อนั้น มันจะส่งแสงสัญญาณล่อให้ตัวผู้บินเข้ามาหาโดยการปรับความถี่และความเข้มแสงให้ตัวผู้คิดว่า มันติดเนื้อต้องใจตัวผู้ตัวนั้นๆฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า เมื่อคนเราสามารถส่งรหัสสัญญาณกันได้หิ่งห้อยก็ส่งรหัสแสงถึงกันได้เช่นกัน
  • อนึ่ง นักชีววิทยาเรียกแสงหิ่งห้อยว่า แสงเย็น (cold light) ทั้งนี้เพราะกระบวนการปลดปล่อยแสงจากตัวหิ่งห้อยให้ความร้อนไม่มากตามปกติหลอดไฟทั่วไปเวลารับกระแสไฟฟ้า มันจะแปลง 90% ของพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นความร้อนและแปลงพลังงาน 10% ที่เหลือเป็นแสงสว่างดังนั้น เวลาเราเปิดทิ้งนานๆ หลอดไฟจึงร้อน แต่ในกรณีหิ่งห้อยมันแปลง 90% ของพลังงานเคมีในร่างกายเป็นแสง และพลังงาน 10% ที่เหลือเป็นพลังงานความร้อนดังนั้น อุณหภูมิของตัวหิ่งห้อยจึงไม่สูง นอกจากนี้หิ่งห้อยก็ใช่ว่าจะกะพริบแสงตลอดเวลา ในยามกลางวันมันจะไม่กะพริบแสงเลยแต่เมื่อถึงเวลาโพล้เพล้มันก็จะเริ่มโชว์ตัว และมันจะกระทำกิจกรรมกะพริบแสงทุก 24 ชั่วโมง เสมือนมันมีนาฬิกาใจในตัวเพราะเวลาเรานำหิ่งห้อยมาขังในห้องมืดที่แสงสว่างไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้เลยเราก็จะเห็นว่าในทุก 24 ชั่วโมง มันจะกะพริบแสง ทั้งๆ ที่มันไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเป็นเวลาอะไร
  • นักเคมีได้ศึกษาพบว่า เวลาเอาโปรตีน luciferase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาระหว่างสารอินทรีย์ luciferin (คำ luciferin เป็นคำละตินแปลว่าการนำแสง) กับออกซิเจน โดยมี adenosine triphosphate และ magnesium ion ช่วยจะมีแสงลักษณะเดียวกับแสงหิ่งห้อยเกิดขึ้น ดังนั้น เขาจึงสรุปว่าการลุกไหม้ไม่สามารถบังเกิดได้ ถ้าไม่มีออกซิเจนฉันใด แสงหิ่งห้อยก็ไม่มีเช่นกันถ้าร่างกายมันขาดออกซิเจน
  • ในการอธิบายเหตุผลว่า หิ่งห้อยสามารถแสดงแสงสามัคคีได้เพราะเหตุใดนั้นนักชีววิทยาได้ตั้งข้อสังเกตว่าโลกนี้มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถแสดงกิจกรรมเข้าจังหวะได้ เช่นคนเดินสวนสนามหรือลีลาศได้ปลาที่ว่ายน้ำเป็นฝูงก็สามารถกลับทิศการว่ายน้ำได้อย่างกะทันหันพร้อมกันทุกตัวแต่ก็ทำได้ชั่วคราว มันมิสามารถทำอย่างต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมงเช่นหิ่งห้อยหรือกบเวลาส่งเสียงร้องหาคู่ มันก็มิได้ประสานเสียงกัน เพราะเวลากบตัวหนึ่งร้องอีกตัวก็จะไม่ร้อง และถึงแม้กบจะผลัดกันร้องความสามารถในการประสานเสียงก็ไม่ดีเท่าหิ่งห้อยเวลากะพริบแสง
  • S.H. Strogatz แห่ง Massachusetts Institute of Technology ในสหรัฐอเมริกาได้สังเกตเห็นว่า เวลาหิ่งห้อยบินโดดเดี่ยวหิ่งห้อยแต่ละตัวจะมีจังหวะการกะพริบแสงที่แตกต่างกัน แต่พอมันบินเข้าใกล้กันหิ่งห้อยทุกตัวจะปรับจังหวะการกะพริบแสงจนมันทุกตัวกะพริบแสงด้วยความถี่เดียวกัน Strogatz คิดว่า หิ่งห้อยเป็นสัตว์สังคมที่รู้จักปรับตัวให้มีพฤติกรรมเดียวกันเช่นเดียวกับนักกรีฑาเวลาวิ่งรอบสนามพร้อมกันหลายคน นักกรีฑาบางคนวิ่งเร็วบางคนวิ่งช้า แต่เมื่อวิ่งกันเป็นกลุ่ม คนที่วิ่งเร็วก็จะปรับความเร็วลงส่วนคนวิ่งช้า ก็จะวิ่งเร็วขึ้น จนในที่สุดคนทั้งกลุ่มก็วิ่งด้วยความเร็วเดียวกันรอบสนาม
  • ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2545 Barry Trimmer แห่งมหาวิทยาลัย Tufts ในสหรัฐอเมริกา ได้รายงานว่าในอดีตนักชีววิทยาเข้าใจว่าบริเวณท้องของหิ่งห้อยมีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่งชื่อ photocyte ซึ่งสามารถเปล่งแสงได้ และ photocyte นี้มีโปรตีนชื่อ luciferin ซึ่งเวลาถูกเอ็นไซม์ luciferase กระตุ้นด้วยออกซิเจนโปรตีนดังกล่าวจะปลดปล่อยแสงและเซลล์ประสาท octopamine จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะกะพริบแสง แต่ปัญหาก็มีว่าเมื่อเซลล์ประสาทกับเซลล์แสง photocyte อยู่ห่างไกลกัน แล้วเซลล์ทั้งสองใช้อะไรเป็นสื่อติดต่อถึงกัน ซึ่ง Trimmer ก็ได้พบว่า เซลล์ทั้งสองชนิดนี้ติดต่อสื่อสารกันด้วยแก๊ส NO (nitric oxide) และเมื่อเขาเพิ่มความเข้มข้นของ NO ในภาชนะที่มีหิ่งห้อยหิ่งห้อยได้กะพริบแสงถี่มากขึ้นๆ ซึ่งก็เป็นการยืนยันอีกว่า NO คือแก๊สที่เซลล์ของสัตว์ใช้ในการสื่อสารถึงกัน
  • เพราะมนุษย์ไม่สามารถเปล่งแสงได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเราจึงต้องประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมาให้แสงสว่างแต่หิ่งห้อยสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวของมันเองซึ่งมันก็ได้ทำกิจกรรมนี้มานานนับร้อยล้านปีแล้ว
  •  
  • ตามปกติเวลาเห็นหิ่งห้อย ชาวบ้านมักรู้ว่านั่นคือสัญญาณบอกการมาเยือนของหน้าร้อน และชาวบ้านยังรู้อีกว่าเวลาที่ดีที่สุดในการดูหิ่งห้อยคือ ยามโพล้เพล้หลังพระอาทิตย์ตกเล็กน้อยและถ้าเป็นคืนข้างแรม แสงหิ่งห้อยจะสุกใสที่สุดส่วนสถานที่ดูก็มีหลายที่เช่น ที่บ้านแสมชาย หมู่ 9 ตำบลบางครกอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพราะที่นั่นมีป่าลำพูให้หิ่งห้อยมาชุมนุมมากมายหรือที่บ้านอัมพวา ตำบลเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรสงครามตามริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองก็มีคอนเสิร์ตแสงหิ่งห้อยเช่นกัน
  • หิ่งห้อยมีมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ควรเลือกชมในคืนเดือนมืด เพราะเห็นแสงของหิ่งห้อยได้อย่างชัดเจน
  • ขอบคุณข้อมูลดีๆจากเวบไซท์วิกิพีเดียมากๆค่ะ
  • ขอบคุณข้อมูลดีๆจากเวบไซท์http://www.ipst.ac.th/thaiversion/publications/in_sci/firefly.html
  • ขอบคุณภาพสวยๆงามของหิ่งห้อยจากเวบไซท์ต่างๆเหล่านี้ค่ะ
  •  ภาพจาก : http://eny3005.ifas.ufl.edu/lab1/Coleoptera/Lampyrid.htm
  • healthcorners.com
  •  
  • ขอบคุณ เพลงหิ่งห้อยขับร้องโดยคุณพลพลมากๆค่ะ