ไอ้โง่เอ้ย..ภูมิปัญญาของเรานะดีที่สุดแล้ว

          สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพทุกท่าน ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับภูมิปัญญา เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องวิถีชีวิตวิถีชุมชนของหลายๆท่าน ทำให้ผมเกิดความเครียดกับการคาดหวังที่จะให้คนไทยส่วนใหญ่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ แทนที่จะไปหมกมุ่นอยู่กับการที่จะเชียร์(ไม่ใช่บอล-ไม่ต้องเดาไปก่อน ฮา)หรือเลือกข้างเสื้อเหลือง-เสื้อแดง สำหรับผมแล้วฝ่ายใดก็ได้ที่ยืนอยู่ข้าง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่นำพาชาติไปสู่ทุนนิยมแบบบ้าคลั่ง สนใจในภูมิปัญญา ไม่โกงไม่กิน ผมอยู่ข้างนั้นแหละครับ

          ผมเครียดกับการที่คนไทยอ่านน้อยลง พูดมากขึ้น ไม่สนใจหาข้อมูล เชื่อโดยไร้เหตุผล ละทิ้งอุปนิสัยคนไทยที่ดี ยิ้มง่าย ถ่อมตน ไม่โอหัง ไทยรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด โดยเฉพาะเรื่องราวดีๆที่พวกเรานำมาเสนอ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งสิ้น ยิ่งเป็นคนระดับรากหญ้า ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนาด้วยแล้ว ผมว่ามีประโยชน์มาก

          ผมได้อ่านบันทึกพี่กานดา ทำให้ผมย้อนคิดไปเมื่ออดีต ที่โรคเบาหวาน ความดัน(ไม่ใช่ดันทุรัง) โรคไขมัน โครหัวใจ(ไม่ใช่ใจละเหี่ย) คนชนบทแทบไม่รู้จัก มาปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ป่าเขาลำเนาไพร สุดล่าฟ้าเขียว ชายขอบขนาดไหน โรคเหล่านี้กลายเป็นโรคธรรมดาไปเสียแล้ว ใครไม่เป็นถือเชย ไม่ทันสมัย

          คิดไปคิดมา การนำพาประเทศสู่ทุนนิยมนี่เอง ที่ทำให้เราละทิ้งภูมิปัญญาดั่งเดิม ที่เป็นวิทยาศาสตร์ของบรรพบุรุษ... ที่ผ่านการทดลองมาด้วยชีวิต มีคนตายไปแล้วมากมายจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของบรรพชน จนกลายมาเป็นสูตรหรือตำราต่างๆให้คนรุ่นหลังได้ใช้ต่อไป สูตรไหนกินแล้วคนสุดท้ายที่ไม่ตายนั้นคือความสำเร็จ ผมจำได้ในสมัยเด็กๆไม่ว่าจะทอด ผัด แกง มะพร้าวเป็นหลัก จำแม่ขุดมะพร้าว คั้นกระทิ เคี่ยวน้ำมันได้ดี... อ่านหนังสือของพี่กานดา ทำไมมันช่างเหมือนสิ่งที่แม่เราเคยทำ ตั้งแต่ใส่ผม ผมแม่ดกดำเป็นเงา ผิวแม่สวยไม่แตกไม่ย่น กลิ่นกายแม่ผมคือกลิ่นน้ำมันมะพร้าว พ่อแม่ผมไม่มีโรคประจำตัวแบบที่เขาเป็นกันในยุคนี้

          ผ่านบางพลัดมาถึงบางอ้อ.. ใช่สิย้อนหลังไปประมาณสิบยี่สิบปีเราแทบไม่เคยได้กินน้ำมันมะพร้าวเลย แล้วใครกันที่ทำให้เรา กลัวจนต้องเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว ผมเองก็หลงเชื่อไปตามเขาด้วยว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนเดินเฉียดน้ำมันมะพร้าวต้องหลับตากลัวเห็น...ทั้งๆที่ผมนี่ถึงแม้จะไม่ใช่บิดาแห่งการต่อต้านพืชผักที่ใช้สารเคมี แต่ก็อยู่ในระดับลูกๆเลยที่เดียว...

          สมัยก่อนเรื่องของยาและสมุนไพรยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ผมและพรรคพวกเราทำงาน(NGO)รณรงค์เรื่องเกษตรยกร่องและปลอดสารพิษ ผมกับคุณอรรณพ  ตันสกุล(ท่านอยู่รังสิต) จึงได้มีโอกาสทำธุรกิจด้วยกัน คุณอรรณพ เป็นผู้คิดค้นสูตรสะเดา ข่า ตะไครหอม ในการปราบศัตรูพืช และทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ช่วงนั้นพวกเรารณรงค์เรื่องพืชผักปลอดสารพิษ จนชาวบ้านและแม่ค้าขายผักหัวเราะกันจนฟันกระเด็นหลุดร่วง ผมต้องหยิบใส่กลับคืนให้....อิอิ..ผมถูกต่อว่า ว่าเป็นพวกหลงยุค แย่งไดโนเสาร์มาเกิด "ไม่มีหรอกฝันไปหรือเปล่า"

          ผมจำได้ว่าหลังจากนั้นมาน่าจะสิบปีได้ ผมพาเพื่อนที่เคยต่อว่าผมว่าหลงยุคขึ้นไปเดินบนห้างใหญ่ๆพาไปที่แผนกซุปเปอร์ฯชี้ให้เพื่อนอ่านป้าย "เฮ้ย..เจ้าคนยุคใหม่ อ่านป้ายนี้ซิ"...แกไม่รอช้าอ่านเลยครับ "ผักปลอดสารพิษ"...อ้าว..เฮ้ย...งง...แกงงครับ(อันนี้นานมาแล้ว) หันมาจับมือผม "นี่แกพูดมาเป็นสิบๆปีแล้วนี่หว่า" ผมตอบเออ..นี้บนห้างนะโว้ย...มีของโบราณด้วย ผักปลอดสารพิษ

          เช่นเดียวกันกับข้าวซ้อมมือ ผมทานและชักชวนให้เพื่อนๆทานจนพวกๆแซวผมว่า "คนคุกมาแล้ว" จนกระทั้งผมจำได้แบบไม่ลืม มีวันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงเล่าว่าพระองค์ทรงเสวยข้าวกล้อง และทรงตรัสถึงคุณประโยชน์ นั้นแหละจึงกลายเป็นที่รู้จัก สมัยที่ผมทานแรกๆกิโลเกือบร้อยแล้วหายากมา ผมต้องไปร้านประจำ

          มาเรื่องสมุนไพร ผมร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจนี้ ช่วงนั้นทำแบบไม่หวังกำไร แต่อยากให้ประชาชนมีทางเลือก เพื่อนผมจึงตั้งบริษัทชื่อ "คิริสมุนไพร" พอดีเขามีเพื่อนเป็นหมอ ที่มีแนวคิดชอบเรื่องแบบนี้เลยง่ายหน่อย สมัยนั้นบรรจุภัณฑ์ก็ไม่ดี ผมรับหน้าที่ฝ่ายตลาด เหนื่อยซิครับท่าน คนยังไม่คุ้นเรื่องนี้ สื่อก็ไม่เล่นด้วย ผมทำสื่อท้องถิ่นมาก่อนก็พยายามเล่นเรื่องนี้ สมัยก่อนมีการออกบู๊ทกันตามห้างดังๆเช่นเซ็นทรัล อิมพีเรียล ฯลฯ ผมก็ออกหมดแหละครับ ท่านเชื่อไหม?อย่าว่าแต่มองเลย ก้นยังไม่หันมาทางบู๊ทผม คำว่าสมุนไพร คนทั่วไปยังไม่เชื่อถือและไม่สนใจ ผมต้องถ่ายรูปบริษัทแล้วขยายใหญ่มาโชว์ เพื่อยืนยันว่าสมุนไพรเหล่านี้ไม่ใช่ทำกันเองตามบ้าน เรามีกรรมวิธีที่ทันสมัย แชมพูอัญชัน ว่านหางจระเข้ แต่ว่านหางจร๊เข้ช่วงหลังไม่ได้ทำเพราะหากผ่านกระบวนการความร้อน คุณภาพจะเสื่อม แชมพูมะกรูด ของเราต้องถือว่าสุดยอด แต่คนไม่ค่อยชอบเพราะจะมีเนื้อ ผิวของมะกรูดผสมลงไปด้วย

          ผมจำได้ว่าพอเราเลิกทำไม่กี่ปีสื่อก็เล่น เกิดการฮือฮาในเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ผมเจ๊งหมดแล้ว (บริษัทเพื่อนผมยังอยู่จนถึงปัจจุบันนี้)

          ที่เล่าให้ฟังก็เพื่อที่จะยืนยันว่าเราต้องต่อสู้กันจนเหนื่อย...ถ้าเรื่องสมุนไพรปราบศัตรูพืช พวกเราก็ต้องต่อสู้กับกรมวิชาการเกษตร และหน่วยปราบศัตรูพืช ซึ่งขณะนั้นเชียร์สารเคมีเต็มที่ หากเป็นสมุนไพรสำหรับคน เราก็ต้องต่อสู้กับหมอ แต่พวกเราก็ต่อต้านสมุนไพรที่ผลิตโดยไม่มีมาตรฐานนะครับ

          สมัยนั้นแม้แต่ยาสีฟันสมุนไพรก็ยังไม่มี ช่วงที่เรารณรงค์กัน ยาสีฟัน "ดอก....คู่" ยังไม่มีเลยครับ มายุคนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเหมือนจะชนกันตาย

          มาบัดนี้น่ายินดีมากที่กรมวิชาการ บรรดาหมอ ต่างก็ยอมรับในเรื่องเหล่านี้ ก็หลายๆโรคที่เกิดขึ้นเป็นโรคใหม่ โรคบางโรคคนเป็นมากจนผิดสังเกตุ กว่าจะรู้ว่า....

          ปลาที่หายไปจากลำน้ำ ปลาที่เป็นโรค เกิดจากกระแสทุนนิยมที่บ้าคลั่ง กว่าจะรู้ว่า...คนปัจจุบันเป็นโรคอ้วน กระเพาะ ฯลฯ ก็จากกระแสทุนนิยม กว่าจะรู้ว่า...ทำไมคนเป็นเบาหวานกันมากมาย ตั้งแต่คนรวยที่ถูกเรียกว่าอำมาตย์ ยันคนจนๆที่ถูกเรียกว่าไพร่ ก็เพราะละเลยการบริโภคน้ำมันมะพร้าวที่ทานกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บรรพบุรุษ(ปัจจุบันชาวไร่ชาวนาก็เป็น เพราะอาหารจานด่วนลงไปในนาแล้ว) ซึ่งก็หลงในกระแสทุนนิยมเช่นกัน

          ปัจจุบันโรคซาร์ส ไข้หวัดนก โรควัวบ้า โรคมะเร็ง โรคกระเพาะ ฯลฯ เกิดจากอะไร ถ้าท่านได้อ่านเรื่อง "ฟาสต์ฟู้ดเขมือบโลก"  รับรองได้ท่านจะบอกกับตัวเองว่า "ไอ้โง่เอ้ย..ภูมิปัญญาของเรานะดีที่สุดแล้ว" แฮะๆๆแต่คนยุคใหม่จะบอกว่า "ยอมเป็นคนโง่วะ สะดวกดี"

          เอวังด้วยประการฉะนี้....

.......................................................................................................................

ส่วนท่านที่ต้องการหนังสือของพี่กานดา ท่านประสานกับพี่กานดาโดยตรงนะครับ

Bookkanda5  

โฉมหน้าหนังสือครับ ลิงค์ไปที่นี่ได้

http://gotoknow.org/profile/kandanalike

..............................................................................................................

รายการเจาะโลกฯ

ตอน1  http://www.mediafire.com/?mmmj4tezhut
 
ตอน2  http://www.mediafire.com/?5gmojj5zhz2