ความขัดแย้งความรุนแรงที่ผ่านมา เห็นชัดว่ากรนะแสการเรียกร้องของคนส่วนใหญ่ในสังคมเรียกร้อง โหยหาการต่อสู้อย่างสันติวิธี การไม่ใช้ความรุนแรงและกำลังอาวุธหรือเครื่องไม้เครื่องอะไรก็ตามเข้าประหัตประหารกัน แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะสังคมไทย คนไทยอ่อนแอ และขาดองค์ความรู้ในเรื่องของอหิงสาอย่างมากมาย คุณท่านสามารถมองไปได้ในองค์กรของรัฐในทุกระดับ จะเห็นว่าไม่มีองค์กรไหนเสนอบทเรียน จัดฝึกอบรม หรือการอบรมเชิงปฏิบัติการในเรื่องการขัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติวิธี เว้นหมอบางคนที่เคยเป็นอธิการบดี มข. ร้องแรกแห่กระเชอ อ้างตัวว่าเป็นนักสันติวิธี เรียกร้องสารเสวนา แต่ในธาตุคนนี้ได้สร้างความขัดสร้างความเลวร้ายให้กับ มข.จนส่งผลให้อธิการบดีคนปัจจุบัน ลบชื่อ ไล่ออก นศ 7 คนอย่างไร้ความเป็นครูอาจารย์ แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติและสภาทนายความจะประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนทางการศึกษาอย่างร้ายแรงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้กับคนพวกนี้ นอกนี้หมอคนนี้ยังได้สร้างระบบการเลือกอธิการบดีทีไร้ประขาธิปไตยที่สุดคือให้ทุกคณะเลือก หย่อนบัตรและยกหีบไปเปิดที่ตึกอธิการ ดดยอธิการคนที่จะหมดอายุตั้งอนุกรรมการ10 คน ซึ่งเป็นคนของตนเองเปิดหีบ (เล่นไฮโลหน้าเดียว) นี่แหละคือผลงานหมอประขาธิปไตย สารเสวนา ซึ่งวิธีการของไอ้หมอคนนี้ยังถูกใช้อยู่จนเดี๋ยวนี้ การกระทำกับนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การรังแกและลบชื่อไล่ออกเขาถือเป็นการใช้ความรุนแรงในรูปแบบหนึ่งที่น่ารังเกียจและหลายมหาวิทยาลัยเขาไม่ทำกัน

 ความขัดแย้งเป็นปกติ ธรรมดาของทุกสังคม แต่ปัจจุบันต่ากับอดีตตรงที่ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ง่ายและมากขึ้น เนื่องจากสังคมทุกวันนี้มีความหลากหลายยิ่งกว่าแต่ก่อน ความแตกต่างนั้นนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย และที่น่าเป็นห่วงยิ่งก็คือ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก ในสังคใทยบ่อยครังที่ความขัดแย้งนำไปสู่การตัดสินปัญหาด้วยการใช้กำลัง นั่นคือการสูญเสียชีวิต เลือดเนื้ออย่างไม่เคยมีมาก่อน ในบ้านเรามีหนังสือหลายเล่มพูดถึงขบวนการสัตยาเคราะห์ของคานธี ขบวนการอหิงสาของคานธีมีหนังสือหลายเล่มแปลออกมาให้อ่านกัน ไม่ถึงชาวบ้าน ส่วนใหญ่หนังสือเหล่านั้นให้ความรู้เพียงแค่ปรัชญาความคิด มากกว่าพูดถึงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ คนไทยส่วนใหญ่สับสนคิดว่าการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเป็นการเน้นที่จิตใจล้วนๆคานธีเป็นนักปฏิบัติการ นักจัดตั้งองค์กร เป็นนักยุทธวิธี คานธีใช้กระบวนการเคลื่อนไหวสังคมด้วยแนวคิดความซื่อสัตย์ สัตย์ซื่อ และความดีงาม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความเข้าใจทางสังคม และคานธีก็ใช้สัตยาเคราะห์เป็นเทคนิคปฏิบัติการ ที่มุ่งมั่นต่อการต่อสู้เคลื่อนไหวที่ไม่ให้สัจจะแยกออกจากอหิงสา  อหิงสาซึ่งมีความหมายว่าไม่เบียดเบียน เป็นการกระทำที่มีพื้นฐานจากการปฏิเสธที่จะทำร้าย อหิสาจึงมีความหมายที่ลึกซึ้งว่า คือการทำร้ายความคิดชั่ว ความเกลียด ความประมาทเลินเล่อ และความพยาบาท ในขณะเดียวกันอหิงสาก็มีความหมายเชิงบวกคือความรัก ทำดีแม้กระทั่งคนชั่ว แต่มิได้หมายความว่า ช่วนคนชั่วให้กระทำผิดต่อไป หรือนิ่งเฉยไม่ปริปาก ขณะเดีรยวกันอหิสาก็ให้เราคัดค้านคนขั่ว ด้วยการแยกตัวออกห่างจากเขา ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้เขาไม่พอใจ หรือทำให้เขาบาดเจ็บทางใจก็ตาม แม้เรื่องของสัจะและอหิงสาจะเข้าใจได้ไม่ยาก หากแต่ปฏิบัติการทางยุทธวิธียากกว่า ในสังคมไทยของเรากรณีนักโทษชายชายชาติ ใช้เงินชั่วเข้ามาทำร้ายสังคมไทย ขณะที่คนไทยในหลายระดับ นักกฏหมาย ทนายความชั่วที่รับเงินทำลายขาติ ไม่เว้นแม้แต่ สส สว คนระดับสูงในทุกวงการ กับชื่นชม นิยมชมชอบนักโทษการเมืองขายชาติ อาสาเป็นสุนัชรับใช้เกลื่อนเมือง คนเหล่านี้เข้าไม่ถึงสัจจะและอหิงสา เป็นพวกเห็นผิดเป็นชอบ สร้างความเดือดร้อน เผาบ้านเผาเมืองเพียงเพื่อต้องการใช้นักโทษโสโครกนี้กลับเข้ามามีอำนาจ ไม่ลืมหูลืมตาว่า นช.กอบโกยโกงกินบ้านเมืองไปแล้วเท่าไหร่ การศึกษาไม่ได้ยกระดับจิตวิญญานของคนพวกนี้เลยประสาอะไรกับการเคลื่อนไหวจอมปลอม บังหน้าด้วนการหลอกลวงผู้คนด้วยการอ้างเรื่องสันติวิธี แต่ในใจพวกนี้ไม่มีแม้แต่ซากของสัจจะและอหิสาเลย