ผมเฝ้าสังเกตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ได้รับอุบัติเหตุทางสมองสองซีก และได้มีการเปิดกระโหลกผ่าตัดทางสมองซีกขวา ทำให้นอนอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งหลายเดือนกว่าจะได้รับการฝึกกับนักกายภาพบำบัดและนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย
แต่ที่น่าเสียดายคือ คุณหมอได้ส่งปรึกษานักกิจกรรมบำบัด ผมคาดว่าบทบาทนักกิจกรรมบำบัดในผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองยังไม่ชัดเจนในความคิดของบุคลากรทางการแพทย์ไทย ผมเองในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ซึ่งเรียนรู้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสมองด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Rehabilitation) ก็ได้แต่ "ถอดใจ" ว่าทำอย่างไรผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองเหล่านี้จะได้รับการกระตุ้นการรับรู้และความรู้ความเข้าใจจากนักกิจกรรมบำบัดตั้งแต่ฟื้นตัวจากการผ่าตัดสมองในห้อง ICU
กรณีศึกษาท่านนี้ ผมได้เห็นความตั้งใจในการฝึกเตรียมความพร้อมสำหรับการสื่อความหมาย (Pre-speech Training) เพราะตามบทบาทที่ตกลงกันแล้ว ในกรณีที่ไม่มีนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายในสถานพยาบาลใดๆ ให้นักกิจกรรมบำบัดพิจารณาตรวจประเมินและให้บริการข้างต้นได้ หากสถานพยาบาลใดๆ มีนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายแล้ว ให้นักกิจกรรมบำบัดพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยโดยตรงเลย เพราะจะได้รับการฝึกเตรียมความพร้อมและการฝึกแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายทันที
นักกิจกรรมบำบัดทศพลได้สอนให้วัยรุ่นท่านนี้ออกกำลังกล้ามเนื้อริมฝีปาก ลิ้น แก้ม แล้วฝึกมองภาพคำศัพท์เพื่อพูดให้ผู้ปกครองทายว่า คำศัพท์นั้นถูกต้องไหม
ผมจึงสังเกตและประเมินพบว่า วัยรุ่นท่านนี้ต้องแก้ไขด้วยกิจกรรมบำบัดที่ตรงจุดมากกว่านี้ ผมจึงเสนอให้ลองทำเพื่อวัดผลก่อนหลังทำดังนี้
1. ปรับท่าทางผู้ป่วยให้อยู่ในท่ายืนเพื่อตรวจสอบทักษะการทรงตัว ทักษะการเคลื่อนไหวตาและมือ ทักษะการเปล่งเสียงหายใจ ทักษะการเป่าน้ำ ทักษะความสนใจและมีสมาธิ และทักษะความทนทานในการทำกิจกรรม และพบว่า การกระทำที่แสดงออกมาของผู้ป่วยบ่งชี้ว่าอาจจะมีการเสียหายของสมองส่วนที่ควบคุมสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหว รวมถึงความเร็ว-ช้า/จังหวะของการสั่งการกระทำกิจกรรม แต่ผู้ป่วยมีการรับรู้ คิดวางแผน เข้าใจ และพยายามเคลื่อนไหวร่างกายทำกิจกรรมแบบซีกขวาอ่อนแรงกว่าซีกซ้าย ยืนเดินโดยใช้ไม้เท้าแต่ไม่ดีเท่าการนั่งทำกิจกรรมนานๆ ไม่ตื่นตัวมากนักในกิจกรรมที่ทำบนโต๊ะ เสียงที่เปล่งออกมาแหบเบา เมื่อสอบถามการกลืนอาหารพบว่า กลืนเร็วเกินไป ไม่ตั้งใจเคี้ยว ไม่ค่อยมีสมาธิ หันเหความสนใจง่าย มีน้ำลายไหลโดยไม่กลืนหรือชอบอมน้ำลาย หายใจหอบแรง กลืนสำลักบ้างถ้าหายใจพร้อมกับการกลืน
2. จากนั้นผมชี้ประเด็นปัญหาและความสามารถของวัยรุ่นท่านนี้ให้นักกิจกรรมบำบัดทศพล ผู้ป่วยและผู้ปกครอง ทราบ จากนั้นผมขออนุญาตทดลองจัดกิจกรรมบำบัดในท่านั่งบนโต๊ะให้วัยรุ่นท่านนี้ใช้มือสองข้างรับลูกเทนนิสที่โยนมาจากนักกิจกรรมบำบัดทศพลที่นั่งตรงข้าม ไม่ให้สนใจลูกเทนนิสที่รับไม่ได้ พยายามสนใจรับลูกเทนนิสให้ได้ครบ 10 ลูก และเปล่งเสียงนับ 1-10 ดังๆ จะได้หยุดพัก กิจกรรมตรงนี้มีเป้าหมายคือ ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวที่เน้นสหสัมพันธ์ของตาและมือ การเปล่งเสียงขณะหายใจและเคลื่อนไหวร่างกาย การเพิ่มช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมให้สำเร็จตามเป้าหมาย
3. ขณะหยุดพัก ผมให้วัยรุ่นหลับตา หายใจออกทางปากยาวๆ สัก 5 ครั้ง เพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีการเก็บไว้ในร่างกายตอนรับลูกเทนนิสมากเกินไป สังเกตมีอาการหาวบ่อยครั้ง จากนั้นให้เป่าลมออกผ่านหลอดที่จุ่มในน้ำจนเกินฟองอากาศสัก 10 ครั้ง แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ สัก 10 ครั้ง กลืนน้ำลาย 5 ครั้ง ตามด้วยการนับ 1-10 ด้งๆ จะได้หยุดพักกิจกรรมตรงนี้มีเป้าหมาย คือ เพิ่มช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมให้สำเร็จตามเป้าหมาย มีการเปล่งเสียงขณะที่หายใจออกเต็มที่แล้ว มีการเป่าปาก กลืนน้ำลาย และเปล่งเสียงเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันระหว่างระบบการกลืนและการหายใจ ที่สำคัญคือ วัยรุ่นท่านนี้น้ำลายไม่ไหล ออกเสียงดังขึ้น และหายใจหอบน้อยลง
4. ผมให้ผู้ปกครองสำรวจกิจกรรมการดำเนินชีวิต ว่า อยู่ว่างหรือไม่ว่างอย่างไร กิจกรรมที่อยู่ไม่ว่างนั้นทำอะไรบ้าง ก็พบว่า ส่วนใหญ่วัยรุ่นท่านนี้นั่งเล่นคอมพิวเตอร์นานมาก ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อในการพูดระหว่างกิจกรรมเล่นคอมพิวเตอร์ ก็น่าจะปรับเวลาให้สมดุลระหว่างกิจกรรมการฝึกข้อ 1-3 สลับกับนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ที่อาจปรับเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ (เพื่อหวังผลว่าทักษะการเรียนรู้จะพัฒนาได้ดีพอศึกษาต่อหรือไม่อย่างไร- ซึ่งผมแนะนำให้นักกิจกรรมบำบัดทศพลประเมินทักษะการเรียนรู้ในครั้งต่อไป เช่น ความจำและแก้ไขปัญหาในสถานการณ์การรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ หรือลำดังความคิดที่ฟัง พูด อ่าน เขียน ต่อเนื่องกันได้) หรือบางกิจกรรมตอนเดินไปตักบาตรพระทุกเช้า ก็น่าจะเสริมให้เดินพร้อมเปล่งเสียงนับจังหวะการเดินแกว่งแขนซ้ายขวาตามลำดับ ซึ่งดีกว่าการเดินไปธรรมดา
ผมคิดว่า นักกิจกรรมบำบัดที่จบใหม่ๆ จำเป็นต้องมีการฝึกงานทางคลินิกภายในและนอกระบบสถาบัน (Internship & Externship Practical Work) ไม่ต่ำกว่า 1 ปี เพื่อให้เตรียมและฝึกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนสอบใบประกอบโรคศิลปะได้เลย เช่น นักกิจกรรมบำบัดคลินิกเด็ก นักกิจกรรมบำบัดคลินิกวัยรุ่น นักกิจกรรมบำบัดในโรงเรียน นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม (รวมการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ) นักกิจกรรมบำบัดในงานกระดูกและกล้ามเนื้อ (รวมเรื่องอุปกรณ์ดาม) และนักกิจกรรมบำบัดในกลุ่มงานหรือโรคเฉพาะอื่นๆ (เช่น มะเร็ง เอดส์ โรงงานอุตสาหกรรม) ตลอดจนนักกิจกรรมบำบัดเทคนิคพิเศษ (เช่น เทคนิคการประสมประสานการรับความรู้สึก เทคนิคการฝึกดนตรี เทคนิดการฝึกกิจกรรมยามว่าง เทคนิคการจัดการตนเอง เทคนิคการจัดการความเครียด เทคนิคการจัดการความเจ็บปวดและความล้า) เป็นต้น
ผมภาวนาให้ระบบการพัฒนาวิชาชีพกิจกรรมบำบัดก้าวหน้าขึ้นให้ทันต่อความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ในการพัฒนาทักษะทางร่างกาย จิตสังคม การเรียนรู้ และการพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตลอดทุกช่วงวัย
เรียนอาจารย์ป๊อบ
ผมเห็นด้วยที่ที่อาจารย์แนะนำให้เด็กที่จบใหม่ พยายามฝึกฝนตนเองโดยฝึกงานทั้งในและนอกสถาบัน เพราะมีนักศึกษา OT ของ USA มาฝึกงานที่ศูนย์ น้องอายุเพียง 19 ปีอยู่ ปี 2 และยังไม่ได้ลงเรียนเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับโอทีเลย(ของUSA เรียน 6 ปี ได้master degree ) แต่น้องเค้าอยากเป็นโอที รู้สึกได้ถึงความพยายาม เค้าจะนั่งสังเกตพวกผมฝึกเด็กตั้งแต่ 10.00-18.00 ถามถึงปัญหา และวิธีการที่ใช้ แล้วจดทุกอย่างลงบันทึก ทำรายงานทุกวันเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยที่เค้ายังไม่ได้เริ่มต้นเรียนวิชา ot ใดๆเลย นับว่าน้องชนะใจพี่โอทีที่ศูนย์ เลยอยากเห็นน้องๆโอทีของเราพยายามแบบนั้นบ้าง และถ้าย้อนเวลากลับได้ผมเองก็คงจะตั้งใจและพยายามเรียนรู้จากพี่ CI มากกว่านี้ แต่ตอนนี้ก็พยายามเป็นโอทีที่ดี และขอชื่นชมที่ที่มีอาจารย์ความคิดก้าวหน้าแบบนี้ครับ
ขอบคุณมากครับครูหนึ่งที่ชื่นชม พี่คิดว่า ระบบการศึกษาในอเมริกาต่างจากบ้านเราในระดับมัธยม คือ เน้น Active Learning มากและนักเรียนเหล่านี้ของเมริการก็จะเรียนรู้ได้อย่างตั้งใจในระดับมหาวิทยาลัย มีความพร้อมในการเรียน OT มากกว่าเด็กไทย
ก็พยายามเต็มที่ครับ เท่าที่ระบบมหาวิทยาลัยเอื้อ เพราะถ้าสอนวิชา OT แบบ Active Learning แต่พี่ก็ไม่แน่ใจในวิชาอื่นๆ ของหลักสูตรว่าจะ Active learning มากแค่ไหน เพียงหวังว่า ตอนฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก คงต้องแนะนำ Active Learning ให้ CI มากขึ้น พอๆกับความรู้ทาง OT ใหม่ๆ
เห็นด้วยครับในข้อความที่อาจารย์เน้นสีส้ม
ผมเริ่มงานมาได้ 1 อาทิตย์ ผมมีความกังวลใจอยู่พอสมควรในรายผู้ป่วยที่ผมไม่เคยเจอ หรือได้สัมผัสจากการฝึกงานทั้งสามเทอม ต้องมาพลิกตำราและปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ป่วยพร้อมทั้ง ศึกษาตัวเคสไปในตัว ทำให้ผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองครับ ผมอยากฝึกตามที่อาจารย์บอกไว้ มันคงจะดีมาก ๆ เลยครับ ถ้าเราได้ลง field ในส่วนที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็น Hand Splint Ped ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานครับ (ผมสอบใบประกอบโรคศิลป์ผ่านในครั้งเดียวแต่มันก็ไม่ช่วยให้ผมทำงานได้ดีขึ้นเลยครับ อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวผมนะครับ)
โอ้ ผมลืมแสดงตน ผมกรกฎครับ
ตอนนี้ วิชาชีพกิจกรรมบำบัดต้องรอก่อนสำหรับ Internship & Specialist certification เพราะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิชาชีพชุดใหม่ครับ ยังงัยพี่จะเสนอผ่านคณะกรรมการวิชาชีพต่อไปครับ
ขอส่งกำลังใจแด่คุณกรกฎให้พยายามเรียนรู้และฝึกฝนวิชาชีพกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่องนะครับ หากมีอะไรอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็อีเมล์มาหาผมได้เสมอครับที่ [email protected]
ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมกำลังเริ่มเปิดแผนก อะไรหลาย ๆ อย่างมันยังไม่ค่อยลงตัว มันไม่เหมือนฝึกงานที่ภาค หรือ ที่ศูนย์ใหญ่ ๆ ที่มีอุปกรณ์ให้เราเลือกใช้ ต้องประยุกต์อุปกรณ์มาฝึกเคสเท่าที่ทำได้ครับ แต่รอสักหน่อย รพ.คงอนุมัติเงินให้ครับ ตัวผมเองก็พยายาม ๆ ทวน ๆ ความรู้ที่ได้เรียนมา บวกกับปรึกษาอาจารย์และ พี่ ๆ CI ที่ผมเคยฝึกงานครับ ถ้าผมมีปัญหาอะไร หรือมีเคสที่ไม่ค่อยเจอ ขอแลกเปลี่ยนความคิดกับอาจารย์หน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอส่งกำลังใจให้คุณกรกฎเปิดแผนกด้วยความก้าวหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากวันใดท้อแท้จากความไม่เข้าใจและไม่ลงตัวในงานกิจกรรมบำบัด ก็ติดต่อมาที่ผมได้เสมอครับ ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้สังคมไทยมีสุขภาพดีด้วยความสามารถและความสุขในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต