การหาโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนพุทธฉือจี้
เมื่อวาน กลับจากฝางมาถึงตราดประมาณ 11 โมง ช่วงบ่ายผมก็นัดผู้บริหาร 2 โรงเรียน เพื่อพูดคุยกันถึงแนวทางในการเป็นโีรงเรียนต้นแบบโรงเรียนพุทธฉือจี้
ผู้บริหาร เอาด้วยครับ แต่คุยกับคุณครูผู้สอนบางท่าน มีแต่ "ปัญหา" ทั้งนั้นเลยครับ ประมาณว่า "ต่อต้าน" และ "ไม่เอาด้่วย"
มักจะมีเหตุผลดังนี้ครับ
1. ภาระงานของทุกวันนี้ก็หนักอึ้งอยู่แล้ว
2. เด็กของเรา "เหลือทน" คงทำอย่างเขาไม่ได้หรอก
3. ของเขาทำมานาน และ ทำมาแต่เริ่มต้น ของเราล่วงเลยมาป่านนี้แล้ว คงทำอะไรไม่ได้ผล
4. เราน่าจะมามุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่า มาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้
5. ทำไปแล้วโีรงเรียนจะได้อะไร
6. เราไม่มีเวลามากมาย ที่จะมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้
7. ที่ทำนี่ เราต้องทำตามที่ สพฐ. เขาสั่งมาใช่ไหม
ผมเอง ก็พยายามอดทนอดกลั้นอย่างเต็มที่ครับ กับเสียงที่มีแต่ปัญหา ผมเลยพูดออกไปว่า
ที่มาวันนี้ ผมนำสิ่งที่ดีๆมาให้ โดยไม่บังคับ และ ผมเชื่อโดยส่วนตัวของผมเองว่า ทำแล้ว จะเป็นการพัฒนาเด็ก สิ่งที่จะได้ผลประโยชน์ก็คือเด็ก และ หลักการต่างๆของแนวคิดฉือจี้ ผมมีความเชื่ิอมั่นว่าโรงเรียนทำได้ และ ถ้าทุกคนคิดว่าทำได้ ก็ต้องทำได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าทุกคนคิดว่าทำไม่ได้ มันก็คงทำไม่ได้จริงๆ และ อีกอย่างอย่ามองแต่ปัญหา ถ้ามองแต่ปัีญหา มันก็จะมีแต่ปัญหาเต็มไปหมด ไม่มีทางทำสำเร็จ ผมอยากให้มองเป็นโอกาส มองว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้พัฒนา เรามุ่งการพัฒนา ขณะที่ปัญหา เราก็แก้ไปด้วย โดยมุ่งทีพัฒนานำ และ ปัญหาตาม ผมเชื่อว่าสำเร็จแน่ๆ ผมว่าเรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจครับ ว่าเราจะทำหรือไม่ทำ ถ้าใจคิดว่า ได้ ก็จะำได้แน่นอน ถ้าใจคิดว่าไม่ได้ ก็ไม่ได้จริงๆ
แล้วผมก็ทิ้งคำถามท้าทายเอาไว้ว่า
"ถ้าคิดว่าเป็นปัญหา และ ทำไม่ได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้อยู่แบบเดิมกันต่อไป"
เท่านั้นละครับ ก็มีคุณครูท่านหนึ่ง พูดมาว่า
" เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดี ต้องลองทำดู ได้ไม่ได้ ไม่เป็นไร ขอให้ทำดูก่อน อย่าคิดว่าเป็นปัญหา คิดว่าเป็นการพัฒนา เด็กทั้งโรงเรียน ได้สักสองสามคน ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว"
ผมเลยมอบรางวัลหนังสือหนึ่งเล่มให้คุณครูผู้กล้า พร้อมกับชมไปว่า มันต้องอย่างนี้ นี่คือความคิดของผม ขอให้ืำทำไปก่อน ได้ไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ ไม่ทำ เพราะมีแต่ปัญหา
แล้วที่ประชุมก็เริ่มมีคนคล้อยตาม อีกคนบอกว่า ถ้าส่วนใหญ่เอาอย่างไร ก็ว่าตามกัน
สรุปก็คือ ที่ประชุมรับหลักการ "โรงเรียนพุทธฉือจี้"
หลักคิดที่ผมนำไปใช้ในการนิเทศ
1. ทำสิ่งที่ถูกต้อง ถึงจะมีอุปสรรคอย่างไร ก็ถูกต้องอยู่เสมอ
2. นิเทศแบบ AI ผมเน้นสิ่งที่พัฒนา มองข้ามสิ่งที่เป็นปัญหา
3. ต้องจริงจัง และ จริงใจ
เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าครูเราบางท่านก็คงจะมีการต่อต้านในเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย
โอกาส หายาก เวลามีน้อย รีบ เรียงร้อยสร้างสรรค์ ครับ
สวัสดีค่ะ
ท้าทายดีนะครับอาจารย์
ว่ากันตามจริงแล้วผู้บริหารทุกคนก็ต้องรับปากอยากเป็นกันทั้งนั้นแหละค่ะ...
แต่...ผู้ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงคือครูในโรงเรียนต่างหาก เพราะฉะนั้นท่านรองจึงต้องร้อนหูบ้างเป็นธรรมดา แต่ในที่สุดเมื่อเกิดความคิดอยากลองและไม่คาดหวังรวมทั้งได้กำลังใจจากท่านรองด้วย คณะครูจึงคิดอยากทำจริงๆขึ้นมา
ขอชื่นชมในแนวคิดและเป็นกำลังใจให้ทุกโรงเรียนนะคะ
ท่านอาจารย์ JJ ครับ
โอกาส หายาก เวลามีน้อย รีบ เรียงร้อยสร้างสรรค์ ครับ
ครับ ผมก็คิดอย่างนี้แหละครับ มีเวลาผมก็ ททท ทำทันที ไม่มัวแต่รอเวลาหาโอกาสเหมาะๆ หรือ รอให้พร้อมเสียก่ิอน
ขอบคุณครับ
พี่คิมครับ
เหนื่อย...ใจ เหมือนกันครับ ที่ต้องสู้กับแรงต้าน
ขอบคุณครับ
คุณเพชรครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับกำลังใจ
Krugui ครับ
ที่ผมกล้าทำ กล้าลุย เพราะเป็นการพัฒนเพื่อประโยชน์ของเด็กจริงๆครับ ไม่ใช่ทำไปเพื่อหวังจะได้ผลงาน หวังจะได้ชื่อเสียง
ขอบคุณครับ
ขอบคุณแทนครูๆแถบนั้นนะค่ะ...ศึกษานิเทศก์ตัวจริงเสียงจริงต้องแบบนี้ค่ะ....กล้าเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง.....ส่วนความเป็นครู ภาระครู....ครูนกเข้าใจค่ะ...แต่ถ้าเรามองเป้าหมายว่า ผู้ได้ประโยชน์คือเด็ก...ทุกอย่างก็ทำได้ค่ะ
ครูนกครับ
คุณครูมีภาระมาก ผมเองก็ทราบอยู่ครับ แต่ถ้ามองว่าเป้าหมายอยู่ที่เด็ก ก็น่าจะยอมเหนื่อยหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ
หักหอกเป็นดอกไม้...
ขอบคุณครับ
เป็นความเหนื่อยที่น่าชื่นใจครับ..ครูเป็นอาชีพในไม่กี่อาชีพนะ ที่ำทำแล้วหาแง่มุมมามอง และภูมิใจ ได้ครับ
เป้นกำลังใจให้ครับ
อ.นุครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับสาระธรรมที่มีคุณค่า
อ.โยครับ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาให้กำลังใจ
สวัสดีค่ะ ท่านรองฯ
* ขอบคุณมากครับที่เข้ามาให้กำลังใจ
* โรงเรียนฉือจี้ เขาสอนคุณธรรมแบบไม่สอนครับ มาแนว Active learning
* ปลูกฝังคุณธรรมแบบฉือจี้ ทำต่อเนื่องครับ ปลูกฝังทุกๆวัน ทีละเล็กทีละน้อย จนเป็นนิสัย