นี่คือ “พลังที่หายไป” หรือ “พลังที่ถูกลืม” ในสังคมปัจจุบัน   เป็นพลังที่ซ่อนหรือแฝงตัวอยู่ในทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเรื่อง ทุกองค์กร ทุกสถานการณ์    ใครหรือองค์กรใดรู้จักหยิบเอามาใช้ขับเคลื่อนการทำงาน และการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ก็เหมือนได้ของฟรีมาใช้ประโยชน์ 

          จิตวิทยาเชิงบวก คู่กับการปฏิบัติ    เป็นวงจรที่เริ่มจากปฏิบัติ – ปฏิเวธ – ปริยัติ   คือปฏิบัติและได้เห็นผลจากการปฏิบัติ แล้วจึงค่อยทำความเข้าใจเหตุผล หลักการ หรือทฤษฎี ทีหลัง  

          ปฏิบัติมาก่อน   เห็นผลของการปฏิบัติตามมา    แล้วค่อยทำความเข้าใจทีหลัง    เป็นวงจรการเรียนรู้ที่เหมาะกับคนในทุกระดับปัญญา

          ปฏิบัติในที่นี้ หมายถึงการชื่นชมสิ่งดีๆ ผลงานที่น่าชื่นชม การริเริ่มใหม่ๆ   โดยมีวิธีการนำเสนอให้ชื่นชมอย่างเหมาะสม   และไม่ใช่ชื่นชมแบบตื้นๆ เพื่อยกยอ หรือเอาใจ   คุณภาพของการนำเสนอ ที่ใช้การเล่าเรื่อง (storytelling)   และใช้วงชื่นชมแบบเสวนา (dialogue) จะทำให้พลังของจิตวิทยาเชิงบวกออกมาปฏิบัติการโดยอัตโนมัติ อย่างเป็นธรรมชาติ    พลังเช่นนี้จะยิ่งใหญ่มาก

          เราจะสัมผัส “ปฏิเวธ” คือผลที่เกิดขึ้นได้ในทันที    เป็นผลสองชั้นหรือหลายชั้น คือเกิดการเรียนรู้ในสาระนั้นๆ    และเกิดความชุ่มชื่นหัวใจ ทั้งฝ่ายผู้นำเสนอและฝ่ายผู้เยี่ยมชื่นชมหรือผู้รับฟัง   รวมทั้งเกิดมิตรภาพ เกิดกำลังใจ และสิ่งดีๆ อีกหลายๆ อย่างตามมา    รวมทั้งเกิดปัญญา เชื่อมโยงไปสู่หลักการหรือแนวทางปฏิบัติอื่นๆ

          “ปริยัติ” ของปรากฏการณ์เช่นนี้คือ “จิตวิทยาเชิงบวก” (positive psychology) ที่เป็นธรรมชาติในตัวมนุษย์ และผมเชื่อว่าเป็นธรรมชาติของจักรวาลด้วย   เราสามารถสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติในเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกได้อีกมากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ มิ.ย. ๕๓