รู้สึกสับสนกับชีวิต สมองมันหนักอึ้ง จนตื้อไปพักหนึ่ง พยายามที่จะสลัดความคิดฟุ้งซ่านบางอย่างออกจากหัวสมอง โดยการนั่งฟังเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะเรียกสติกลับคืนมา แล้วเริ่มทบทวนตนอีกครั้ง ในขณะที่แสงสุริยาเริ่มลับขอบฟ้าลงเรื่อย ๆ จนความมืดเริ่มเข้ามาบดบังและเริ่มเห็นตัวตนในความเป็นตนเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ นิ่งอยู่ในความมืด สงบ เงียบ สงัด จนได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะการบรรเลงท่วงทำนองของ “ชีวิต” สติอยู่กับตนแล้วเริ่มต้นค้นหาเพื่อให้พบตนในความเป็นจริง

          ภาพ ๆ หนึ่งวิ่งมาปะทะความคิดตนในความมืด ภาพที่ตนจำฝังจิตฝังใจตั้งแต่ครั้งอดีตและเป็นความฝังใจที่ไม่เคยถอดถอนทัศนะคติจากการมองภาพนั้นออกจากความคิดแม้แต่ขณะจิตเดียว นั่งพิจารณาภาพที่เห็นด้วยใจเอนเอียงเข้าข้างตนตลอดมา เป็นภาพที่ตนคุ้นชิน คุ้นตา แต่ไม่คุ้นใจ จึงฝังความคิดทัศนะคติแบบยึดติดไว้กับภาพ ๆ นั้นในเชิงลบตลอดมา ด้วยคิดเอาว่าภาพที่สะท้อนต้องเป็นเช่นดั่งที่ตนคิด จึงยึดติดยึดมั่นไม่ยอมปล่อยวาง ไม่เคยทำใจให้เป็นกลางแต่กลับปล่อยใจให้คิดในทางยึดติด

          ในความมืดตนหลับตานิ่งเพ่งและเพ่งลึกลงไปเรื่อย ๆ มืดแต่หาใช่บอด จนมองเห็นภาพ ๆ หนึ่งสะท้อนมา “จิตรกร” กำลังจับดินสอขีดเขียนลายเส้นลงบนกระดาษผืนใหญ่ ตนเพ่งมองลึกลงไปยังภาพวาดเศร้าจนน้ำตาไหล ภาพนั้นสะท้อนความรู้สึกแห่งตนว่าเจ็บปวดประหนึ่งดั่งตนที่กำลังโดนอาวุธร้ายทิ่มแทงทั่วร่างกาย จนยึดติดฝังใจจินตนาการต่อไปถึงความเจ็บปวดของจิตรกรที่สะท้อนออกมาจากภาพวาดด้วยความปวดร้าวแห่งตัวตนของจิตรกร  และลึกลงไปในความมืดที่ใคร ๆ หลายคนพยายามเดินเข้ามาค้นหาแต่ยังไม่พบแก่นแท้แห่งตัวตนที่แท้จริง ตนเพ่งมองจนเห็นสีหน้า แววตา รอยยิ้มของจิตรกรน้อย ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขล้นทวี ขณะที่ปลายนิ้วเริ่มตวัดพู่กันลงบนภาพวาดระเรงระบายสีตามจินตนาการแห่งตนเป็นความสุขที่ทุ่มเทให้กับงานศิลปะภาพวาดที่ตนรัก แต่หากภาพวาดที่สะท้อนออกสู่สายตาของผู้พบเห็นกลับตรงกันข้ามกับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของจิตรกรน้อย

          ตนจึงกลับมามองถึงความเป็นจริงแห่งชีวิต ภาพวาด บทความ บทกวี ใช่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงแห่งจิตรกรน้อยผู้นั้นไม่ แต่ภาพทุกภาพ บทความทุกบท บทกวีที่ขีดเขียนจากปลายปากกา ผู้คนที่ชื่นชมศิลปะต่างคิดต่างจินตนาการไปคนละแง่คนละมุมตามแต่ประสบการณ์ชีวิตจะลิขิตให้คิดไป บวกกับความอ่อนไหวแห่งอารมณ์ในขณะนั้น ความคิดที่ยึดติดว่าต้องใช่ตามที่ตนมองตามที่ตนเห็น โดยมิได้มองที่ผลงานของภาพวาด ความละเอียด ความคมชัด ลายเส้น สีสรรที่เติมแต่ง ความหนักเบาของการลงสี ความหยาบ ความกระด้างของภาพ แต่คนส่วนใหญ่กลับมองภาพแค่พื้นผิวที่สะท้อนออกมาด้านนอก แล้วนึกคิดจินตนาการไปถึงความรู้สึกของจิตรกรขณะวาดภาพ ด้วยเอาความรู้สึกแห่งตนที่เข้าข้างตนมาวัดจิตและใจของจิตรกรว่าต้องเป็นอย่างที่ตนคิด ที่ตนมอง แต่หารู้ไม่ว่าภาพขณะที่ตนมองกลับสะท้อนถึงแก่นแท้ของผู้ที่ชื่นชมศิลปะเท่านั้นเอง หาใช่ภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของจิตรกรน้อยไม่

          หากแต่ในความมืดที่ลึกลงไปจนถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณไม่มีใครเลยที่เดินล่วงล้ำเข้าไปเห็นถึงแก่นแท้ของตัวตนแห่งตนได้ ขณะจิตที่ยังไม่ลึกมากมายของตนตนแทบจะมองและอ่านไม่เห็นทะลุปรุโปร่งด้วยซ้ำไป ไฉนเลยจึงอาจหาญมองความคิดของผู้อื่นด้วยคิดว่าตนแตกฉานและต้องเป็นอย่างที่ตนคิด อย่างที่ตนมอง อย่างที่ตนเห็น จึงอยากสะท้อนถึงการมองภาพ ๆ หนึ่งแห่งตัวตนว่าอาจจะไม่ใช่อย่างที่ใครคิด อย่างที่ใครเห็น ฉะนั้นขอให้มองอย่างพิจารณาด้วยสติและจิตที่เป็นแก่นกลาง เป็นแก่นจิตแก่นใจที่แท้จริง แล้วอาจจะมองเห็นถึงตัวตนของตนได้อย่างถ่องแท้ แต่หาใช่จะมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้อื่นได้ไม่ เนื่องจากแต่ละบุคคลมีความลึกของจิตใจในตัวตนที่แตกต่างกันออกไป