ทุกอย่างจะดีได้ต้องเริ่มต้นที่บ้าน

จากโจทย์ที่ว่า "จุดตั้งต้นของการพัฒนาการศึกษาไทย อยู่ที่ใครอย่างไร"
จาก การเสนอความคิดเห็นจากหลายกลุ่ม ซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แยกออกมาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. ครอบครัว โดยให้เหตุผลว่าครอบครัวจะต้องมีการเลี้ยงดูที่ดี เข้าใจพัฒนาการ และวางฐานการคิดให้กับคนในครอบครัว
2. ครู จะต้องมีการวิธีการสอนที่มีคุณภาพ
3. ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษา พระราชบัญญัติ แผนพัฒนาการศึกษา

                กระผมคิดว่า จุดตั้งต้นของการพัฒนาการศึกษาไทยขอมองแบบมุมแคบๆใกล้ๆตัวครับ  การศึกษา การเรียนรู้ การรับรู้ เริ่มต้นที่บ้าน(ครอบครัว) หรือ สถาบันครอบครัว ครับ คือ พ่อ แม่ เพราะบทบาทที่สำคัญของพ่อแม่ แน่แท้คือการช่วยให้ลูกศึกษา"


            การศึกษาเริ่ม ต้นที่บ้าน คือในครอบครัว เพราะการศึกษาคือการเรียนรู้ที่จะ ดำเนินชีวิตให้ได้ผลดี เด็กเกิดมาต้องเรียนรู้วิธีที่จะดำเนินชีวิตที่ดี นี่คือการศึกษาเริ่มต้น และการเริ่มเรียนให้รู้จักที่จะดำเนินชีวิตนี้เด็กอาศัยพ่อแม่ก่อนใคร ทางพระพุทธศาสนาจึงเรียกบิดามารดาว่าเป็นบูรพาจารย์ คือ ครูต้น หรืออาจารย์ต้น การศึกษาเริ่มต้นในบ้านคือการเลี้ยงดูลูก การเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้องจึงเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ คือให้เด็กฝึกตัวให้รู้จักดำเนินชีวิตได้ดี ดังนั้น การเลี้ยงดูของพ่อแม่จึงควบคู่ไปด้วยกันกับการเรียนรู้ของลูก พูดสั้นๆ ว่า เลี้ยงคู่กับเรียน
            ที่จริงนั้น ถึงพ่อแม่จะไม่ตั้งใจ เด็กก็ได้เรียนรู้เองอยู่แล้ว คือเรียนวิธีกิน วิธีดื่ม วิธีขับถ่าย วิธีนั่ง วิธีนอน วิธียืน วิธีเดิน และวิธีพูด เป็นต้นเพราะเป็นความจำเป็นในการที่จะมีชีวิตอยู่ เรียกว่า "เรียนรู้เพียงเพื่ออยู่รอด" แต่ทำอย่างไรจะให้การเรียนนั้นเป็นไปอย่างมีจุดหมายและได้ผล ผู้เลี้ยงจึงต้องรู้วิธีเลี้ยงเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างได้ผล ให้เป็นการ "เรียนรู้เพื่อชีวิตที่ดี" หรือเป็น "การศึกษาเพื่อชีวิตที่ดีงามและสร้างสรรค์ฉะนั้นจึงต้องตระหนักรู้และตั้งใจ ว่าจะให้การเลี้ยงคู่กับการเรียน
             ปัญหาครอบครัวปัจจุบันคือ พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น และรักลูกไม่เป็น รู้กันอยู่ว่าพ่อแม่ต้องใกล้ชิดแสดงความรักความอบอุ่นแก่ลูกให้มาก แต่ก็ต้องระวัง ถ้าพ่อแม่แสดงความรักด้วยการบำรุงบำเรอทางวัตถุมากๆ จะทำให้ลูกเป็นนักเสพนักบริโภค เลยไม่มีการพัฒนาอย่างจริงจังแทนที่จะเป็นคุณกลับกลายเป็นโทษ การแสดงความรักของพ่อแม่ต่อลูกจึงต้องแสดงให้ถูกต้อง เรียกว่าเลี้ยงลูกให้ถูกทาง ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ควรจะยอมรับกันว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ได้เลี้ยงลูกให้เป็น นักเสพนักบริโภคขาดความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาลูกให้เป็นนักศึกษาและนัก สร้างสรรค์และยิ่งกว่านั้น ยังถูกเทคโนโลยีข่าวสารโดยเฉพาะโทรทัศน์ยึดครองดินแดนของตนไปเสียด้วย
             ก่อนจะพูดเรื่องนี้ต่อไป ขอแทรกหลักการสำคัญไว้หน่อยเพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูก
             ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า พ่อแม่มีบทบาทในการเลี้ยงลูกซึ่งแสดงออกในสถานะ 3 อย่าง คือ

1. เป็นพรหม คือเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้สร้างชีวิตของลูก และเป็นผู้อภิบาลให้ลูกเจริญเติบโต ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ และให้ลูกพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ คือ ทั้งมีความรักความอบอุ่นความอ่อนโยน ประกอบด้วยเมตตา ไมตรี เป็นมิตร พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล (บทบาทแห่งเมตตากรุณา มุทิตา) และทั้งมีความเข้มแข็ง หนักแน่น อยู่กับความเป็นจริง เป็นคนมีเหตุผล พร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตของตนเอง และ เป็นหลักให้แก่ผู้อื่นได้ (บทบาทแห่งอุเบกขา) ซึ่งเป็นการเตรียมลูกให้พร้อมที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้าง สรรค์สังคม คือโลกมนุษย์ที่ดีงามมีสันติสุข

2. เป็นบูรพาจารย์ คือเป็นครูอาจารย์คนแรก ที่ฝึกสอนให้ลูกรู้จักวิธีดำเนินชีวิต ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีการกินอยู่หลับนอน เดิน พูด รู้จัก สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด คุณธรรม ทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อม พูดสั้น ๆ ว่า ช่วยให้ลูกพัฒนาทั้งทางพฤติกรรม ทางจิตใจ และทางปัญญา

3. เป็นอาหุไนยบุคคล หรือที่คนไทยนิยมพูดว่า เป็นพระอรหันต์ของลูก คือมีความจริงใจ สุจริตใจ บริสุทธิ์ใจ ต่อลูก รักลูกด้วยจริงใจสม่ำเสมอ ยั่งยืนตลอดไป ไม่ถือสาความผิดพลาดของลูกต่อตัวท่านพร้อมที่จะให้อภัย มีคุณธรรมความดีเป็นแบบอย่างให้ เป็นผู้ควรแก่ความเคารพนับถือและการบูชาพระคุณ

            บทบาทในฐานะเหล่านี้ได้พูดไว้ที่อื่นมากมายยึดยาวแล้ว ในที่นี้ขอสรุปไว้ แค่นี้ก่อน แต่มีบทบาทที่เป็นคุณของพ่อแม่อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากย้ำไว้ที่นี่ คือบทบาทที่พระพุทธเจ้าทรง่ให้คำว่า "เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก" หรือเป็นผู้นำเสนอโลกนี้แก่ลูก (บาลีใช้คำว่า "โลกสส ทสเสตาโร")

พอลูกลืมตาดูโลกพ่อแม่ก็เริ่มแสดงบทบาทแรก

             เด็กๆ เป็นผู้เข้ามาหรือออกมาสู่โลกใหม่ๆ เขายังไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักสิ่งแวดล้อม และยังไม่มีความคิดว่าจะเอาอย่างไรกับโลก ตอนนี้แหละที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อเด็ก "ลืมตาดูโลก" เขาจะมองเห็นโลกอย่างไร รู้สึกต่อโลกอย่างไร และ นึกคิดตั้งใจว่าจะสัมพันธ์กับโลกนั้นแก่เขา และเมื่อเขารู้จักโลกนี้ มองโลกนี้ มีความรู้สึกและตั้งใจต่อโลกนี้อย่างไรแล้ว ทัศนคติและเจตจำนงนั้นก็จะมีอิทธิพลกำกับบทบาทของเขาต่อโลกนี้ไปจนตลอดชีวิต
             พ่อแม่เป็นมนุษย์คนแรกที่เด็กรู้จัก อยู่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุดและเอาใจใส่เขาอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ตามปกติพ่อแม่จึงเป็นผู้ทำบทบาทนี้ต่อลูก คือเป็นผู้เปิดฉากแสดงหรือนำเสนอโลกนี้แก่ลูก บทบาทของพ่อแม่ข้อนี้มีความสำคัญยิ่งที่จะกำหนดวิถีชีวิตของลูกและชะตากรรม ที่เขาจะมีส่วนสร้างให้แก่สังคม พ่อแม่จึงจะต้องระลึกตระหนักไว้ให้ดี และต้องพยายามนำเสนอโลกแก่ลูกให้ดีที่สุด
             ว่าโดยย่อ การนำเสนอโลกแก่ลูกหรือแก่เด็กๆ นั้น จะมีอิทธิพลสำคัญในการหล่อหลอม หรือชักจูงในเรื่องที่สำคัญ 3 อย่าง คือ

1. การมองโลกมนุษย์ คือการรู้จัก รู้สึก นึกคิด มองเห็น เข้าใจ และมีสันติต่อเพื่อนมนุษย์ ในทางบวกว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ที่จะมีความรัก ไมตรี เป็นมิตร เป็นผู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หรือในทางลบว่าเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นศัตรู ที่จะต้องต่อสู้แย่งชิงกัน ทำลายล้างห้ำหั่นกันให้แหลกลาญลงไปข้างใดข้างหนึ่ง

2. การมองโลกแห่งสิ่งแวดล้อม คือทัศนคติต่อโลกแห่งธรรมชาติต่อโลก แห่งวัตถุ หรือสิ่งสร้างสรรค์และปัจจัยเครื่องอาศัยเป็นอยู่ของมนุษย์รวมทั้งโลกแห่ง เทคโนโลยี ในทางบวก เช่น มองเห็นโลกเป็นดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่น่าอัศจรรย์ น่าเรียนรู้น่าศึกษา มีความงดงาม ที่จะออกไปชื่นชมและร่วมสร้างสรรค์ หรือในทางลบ มองเห็นโลกเป็นแหล่งแห่งสิ่งที่เราอยากจะได้อยากจะเอา เป็นเวทีแห่งการต่อสู้ช่วงชิง ที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งเสพบริโภคที่จะมาบำรุงบำเรอตัวเองให้มีความสุขมากที่ สุด หรือในทางแห่งปัญญาที่จะมองตามความเป็นจริง ให้รู้เข้าใจ มองเห็นเหตุผลในส่งต่างๆ พร้อมที่จะไปช่วยแก้ไขปัญหาหรือสิ่งเลวร้าย และสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งที่ดีงามเป็นคุณ

3. เจตจำนงต่อโลก คือความคิดความตั้งใจ หรือความตั้งจิตคิดหมายของเด็ก ทั้งต่อโลกมนุษย์ และโลกแห่งสิ่งแวดล้อม ว่าจะเอาอย่างไรกับโลก จะปฏิบัติต่อโลกหรือมีความสัมพันธ์กับโลกนั้นอย่างไร เขาจะออกไปทำอะไรกับโลก หรือเอาอะไรจากโลก เป็นต้น เช่นในทางบวกว่าจะออกไปร่วมอยู่ร่วมสร้างสรรค์ หรือในทางลบว่าจะออกไปต่อสู้ห้ำหั่นชิงชัย ฯลฯ

            เริ่มต้นตั้งแต่ข้อแรก พ่อแม่ คือมนุษย์ชายหญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกตลอดเวลา นั้น ก็คือตัวแทนของมนุษย์หมดทั้งโลก ซึ่งรวมแล้วก็มีเพียง 2 คน คือหญิงกับชาย พ่อแม่ในฐานะมนุษย์ชายหญิงที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดนี้กำลังทำหน้าที่ในบทบาท ที่สำคัญ ยิ่ง คือการก่อร่างสร้างทัศนคติของเด็กต่อโลกมนุษย์ หรือต่อมนุษย์หญิงชายทั่วทั้งโลก
             ตอนนี้ข้ออุ่นใจก็เกิดขึ้นว่า โดยทุนเดิมตามธรรมชาติที่พ่อแม่มีความรักต่อลูก ท่าทีความรู้สึกและการปฏิบัติต่อลูก แม้โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้ตั้งใจ ก็จึงเป็นไปใน ทางแห่งความมีเมตตากรุณา นำเด็กให้มีความรู้สึกที่ดีงาม คือท่าทีแห่งมิตรไมตรี ความรักความอบอุ่น และการเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
             เมื่อพ่อแม่มีลูกคนอื่นๆ พ่อแม่ก็จะนำให้ลูกมีความรู้สึกต่อลูกคนอื่นๆ นั้นว่าเป็นพี่เป็นน้อง และให้ความเป็นพี่เป็นน้อง มีความหมายในแง่ของความรักความผูกพันพ่วงมาในตัว (เราจึงใช้คำว่าพี่น้องในความหมายที่แสดงถึงความรักความอบอุ่นช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อกัน) ต่อมาพ่อแม่ก็แนะนำแสดงญาติมิตรอื่นๆ เช่น ลุง ป้า น้า อา โดยพ่วงมากับความรู้สึกและทัศนคติที่ดี กว่าเด็กจะโตขึ้นมา พ่อแม่ที่เป็นตัวแทนของมนุษย์ชาติคู่นี้ก็ได้ชักนำให้ลูกเกิดมีทัศนคติพื้น ฐานต่อเพื่อนมนุษย์ในทางที่ดีเป็นมิตรมีไมตรีขึ้นแล้ว นี้เป็นตัวอย่างของการทำบทบาทของพ่อแม่ในการแสดงโลกหรือนำเสนอโลกนี้แก่ลูก

 

เว็บอ้างอิง http://www.budpage.com/