นักวิชาการแนะ"ศธ."วางระบบพัฒนา ชี้สมรรถนะครู-ผู้บริหารต่ำตามคาด
เพราะขาดการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวถึงกรณีที่ผลการประเมินสมรรถนะครูและผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาค่อนข้างต่ำว่า ไม่น่าแปลกใจ เพราะเป็นการประเมินเนื้อหาวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นระดับที่เน้นเนื้อหาวิชาการ และเนื้อหาเปลี่ยนแปลงเร็วอยู่แล้ว แต่การพัฒนาครูของเรายังไม่เป็นระบบที่ต่อเนื่องชัดเจนว่ากี่ปีต้องได้รับการพัฒนาสักครั้ง ส่วนใหญ่ครูจะพัฒนากันเองเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ นอกจากนี้ครูในรุ่นที่ประเมินนี้จะเรียนหลักสูตรครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ในหลักสูตร 4 ปี ซึ่งจะเรียนเนื้อหาไม่มากเท่าหลักสูตร 5 ปี อีกทั้งเนื้อหาที่สอนกับเนื้อหาที่ประเมินก็ยังแตกต่างกัน ถึงแม้ประเมินวิชาอื่นๆ ก็จะได้คะแนนน้อยอยู่ดี ส่วนผู้บริหารที่อ่อนภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ก็เป็นปัญหาร่วมกันของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีในบ้านเราอยู่แล้ว ดังนั้น จึงเป็นจังหวะที่ดีที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะได้วางแผนและวางระบบพัฒนาครูให้ชัดเจน เมื่อครูได้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วจะต้องเข้าอบรมหรือพัฒนาเพิ่มเติมอะไรบ้าง และในการพัฒนานั้นก็จะต้องออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับงานของครูด้วย โดยจะต้องเน้นเนื้อหาสาระ ควบคู่ไปกับกระบวนการถ่ายทอดให้กับเด็ก ไม่เช่นนั้นจะเป็นการนำเนื้อหาที่เรียนมาไปบอกนักเรียนโดยตรงซึ่งจะไม่เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงในตัวผู้เรียน
นายไพฑูรย์กล่าวต่อว่า ในการที่ผู้บริหารมีสมรรถนะในด้านการเป็นผู้นำสูงนั้นก็ยังไม่สะท้อนคุณสมบัติที่ดีพอเพราะการเป็นผู้นำมีหลากหลายมากในสภาวะปัจจุบัน เราต้องการผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือผู้นำเพื่อการพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาผู้บริหารจึงต้องเน้นการบริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการคิดใหม่และมีผลงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนให้มากขึ้น ส่วนกรณีนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เผาห้องสมุดโรงเรียนและมีผู้เสนอแนะให้ปรับปรุงหลักสูตรนั้น ตนไม่เห็นด้วย ยังไม่ควรจะเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในทันทีทันใด เพราะจะเป็นการติเรือทั้งโกลนไป โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นั้น มีจุดมุ่งหมายเฉพาะอยู่ ปัญหาใหญ่น่าจะเป็นปัญหาของสังคมมากกว่าที่พ่อแม่ต้องการให้เด็กเรียนตามที่ตัวเองอยากให้เป็น ไม่ใช่เป็นความต้องการของเด็กเอง และโรงเรียนเองก็ควรต้องมีระบบที่จะรู้จักเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมจะดีกว่า ทั้งนี้การศึกษาในบ้านเราชอบผลิตเสื้อโหลมากกว่าพัฒนาบุคคลอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่การศึกษาที่ดี
แหล่งที่มาข่าว: http://www.matichon.co.th/
วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 15:58:51 น. มติชนออนไลน์
สวัสดีคร้า...ได้อ่านแล้วนะคะ..ดีค่ะได้ความรู้
สวัสดีค่ะ อ่านแล้วค่ะเห็นด้วยค่ะที่จะให้ครูพัฒนาอีกหลายด้านเลยค่ะ