“เด็กสมาธิสั้น” เมื่อได้ยินคำนี้ หลายคนคงนึกภาพของห้องเรียนที่มีเด็กกลุ่มอาการแบบนี้ออกว่าจะปั่นป่วนแค่ไหน
๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาครูมือใหม่อย่างครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์ ก็ต้องรับมือกับภาวะแบบนั้น ซึ่งไม่แตกต่างจากครูท่านอื่น ไม่ว่าจะมือเก่ามือใหม่หรือมืออาชีพ ก็ต้องพบ เด็กที่ไม่อยู่นิ่ง เดินไปเดินมาทั่วห้อง หรือจะคุยกันไม่หยุด ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ส่วนครูมืออาชีพที่มีความชำนาญในการจัดการชั้นเรียนให้อยู่ในความสงบได้ไม่ยาก แต่คุณครูมือใหม่อย่างครูแคทจะรับมือกับเด็กกลุ่มนี้อย่างไร ?
ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ บางอย่างเกิดขึ้นกับความรู้สึกของครูมือใหม่ เมื่อตอนเริ่มเห็นอาการนิ่งฟังเรื่องราวเทพนิยายกรีก ในสัปดาห์ที่ ๓ แววตาที่เป็นประกายเพราะความกระหายใคร่รู้เกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มที่ดูเหมือนว่าจะมีสมาธิสั้น จากแววตาของพวกเขาทำให้ฉันเกิดความสงสัยเล็กๆ ขึ้นในใจว่า เด็กสมาธิสั้นมีจริงมั๊ย? แล้วอาการเป็นอย่างไร หรือจะแสดงอาการเมื่อใด หรือเฉพาะเวลาเรียนที่ต้องอยู่ในคาบเรียนเท่านั้น???
และแล้วในสัปดาห์นี้ก็ได้คำตอบที่ค่อนข้างกระจ่างชัดในใจ ว่า “เด็กสมาธิสั้น” ไม่น่าจะมีจริง หรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ตลอดเวลา ...
เช้าวันจันทร์มีการทบทวนแผนกับทีมถึงสิ่งที่เด็กจะต้องได้เรียนรู้ ทักษะที่ต้องฝึกฝน และกิจกรรมที่จะให้เด็กได้ทำตลอดสัปดาห์นี้ รวมทั้งโจทย์เดิมที่ยังค้างคาใจอยู่นั่นก็คือหล่อจะรักษาแววตาแห่งความกระหายใคร่รู้แบบที่ ใช่ นั้นไว้อย่างไร
เมื่อถึงเวลาที่ครูมือใหม่ต้องมายืนอยู่หน้าชั้นเรียนจริงๆ ก็รับรู้ได้ว่าอากาศภายในห้องอบอ้าวมาก และเด็กๆ ก็ดูเหมือนจะดูวุ่นวายกว่าปกติ...ในนาทีก็นั้นก็พลันนึกได้ถึงคำพูดของเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่เคยพูดให้ฟังว่า หนูเบื่อโรงเรียน ตอนนั้นจึงได้ถามเด็กคนนั้นไปว่า “เพราะอะไรคะ” เด็กคนนั้นอึกอัก “เลยถามไปว่าหนูไม่ชอบตรงไหนบ้าง” เขาก็เลยตอบว่า “ไม่อยากอยู่ในห้องเรียน” “แล้วตรงไหนในโรงเรียนที่หนูชอบที่สุดคะ” “หนูชอบบ่อทรายที่สุด” ก็เลยบอกเขาไปว่า “งั้นเราจะหาช่วงเวลาที่ไปเรียนที่บ่อทรายกันบ้างนะคะ”
ประกอบกับกิจกรรมในวันนี้เด็ก ๆ จะต้องลงไปทำการทดลองกลางสนามอยู่แล้วก็เลยบอกเด็ก ๆ ไปว่า “วันนี้เราจะลงไปเรียนที่บ่อทรายกัน” จากนั้นก็แบ่งกลุ่ม ให้เด็กๆ ทยอยเดินลงไปบ่อทราย แล้วนั่งลงเป็นวงกลม แล้วครูก็บอกโจทย์ให้เด็กๆ ก่อกองทรายที่สูงที่สุด พร้อมทั้งจับเวลา ๑๐ นาที ในขณะที่เด็กๆ ทำอยู่นั้น ไม่มีเด็กคนไหนเดินไปเดินมาเลย ต่างตั้งหน้าตั้งตาก่อกองทรายอย่างใจจดใจจ่อ เกรงว่าจะหมดเวลา เมื่อเด็กๆ ทำเสร็จ ก็ให้พวกเขาแลกเปลี่ยนเคล็ดลับของการก่อกองทรายให้สูงที่สุด
เด็กที่ปกติแล้วในการเรียนในห้องจะไม่สนใจที่จะร่วมกิจกรรม และหลายคนที่มักจะเดินไปเดินมาในห้อง ตอบคำถามไม่ได้ ไม่มีสมาธิ แต่ในครั้งนี้เด็กเหล่านั้นสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ได้น่าสนใจมาก คำตอบเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ครูกำลังจะสอนในกิจกรรมต่อไป และเมื่อทำกิจกรรมที่เตรียมไว้ เด็กๆ กลุ่มนี้ก็เข้าร่วมอย่างสนุกสนาน และเมื่อกลับขึ้นไปแลกเปลี่ยนความรู้ และสรุปร่วมกันในห้องเรียน เด็กๆ ก็ทำได้ดี ที่สำคัญไปกว่านั้น จำนวนเด็กที่เดินไปเดินมาแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ลดลงเหลือเพียงสองคนเท่านั้น ...
เมื่อหมดคาบจึงมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่า เด็กสมาธิสั้นคงไม่ได้มีจริง แล้วล่ะ...คงมีเพียงเด็กที่ยังไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เราเอาไปให้เค้าเรียนหรืออยากให้เค้าได้เรียน ก็เรื่องเหล่านั้นมันเป็นเรื่องของครู แถมห้องเรียนก็เป็นพื้นที่ของครู แม้ว่าเรามักจะบอกว่านั่นห้องเรียนของนักเรียนชั้น ๓/๑ แต่พื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นพื้นที่ของครูผู้มีอำนาจไปในบ่อยครั้ง
เมื่อครูย้ายพื้นที่เข้าไปในพื้นที่ของเด็ก เด็กๆ จึงมีอาการของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปในไปในอีกลักษณะหนึ่งทันที เพราะเขารู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มที่ว่าที่นั่นเป็นพื้นที่ของเขาเกิดขึ้น ที่เขาคิดเช่นนั้นก็เพราะตามธรรมดาแล้วไม่เห็นจะไม่มีครูคนไหนเข้าไปเล่นอยู่ในบ่อทรายเลย จะมีก็แต่พวกเด็กๆ ด้วยกันเท่านั้น
การทำพื้นที่แห่งความสุขของเขาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้จึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้พลังไปจัดการอะไรมาก ต่างจากทำห้องสี่เหลี่ยมที่เด็กๆ เชื่ออย่างสนิทใจไปเสียแล้วว่าที่นั่นเป็นพื้นที่ของครู (และบางทีครูก็หลงคิดว่าเป็นเช่นนั้นอีกด้วย) ให้กลายเป็นสวรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็ก
แล้วเราจะทำอย่างไรให้พื้นที่ในห้องเรียนมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากบ่อทรายของเด็กๆ ที่โลกของการเรียนรู้ของเขาจะเปิดกว้าง ดังนั้นสิ่งที่ครูมือใหม่ และครูทุกคนควรทำคือ ทำพื้นที่ของครูและพื้นที่ของเด็กให้กลายเป็นพื้นที่ของ เรา เพื่อที่เรา จะได้ก่อการเรียนรู้ไปด้วยกัน... และยิ่งไปกว่านั้นคือครูต้องทำเรื่องของครูและเรื่องของเด็กให้เป็นเรื่องของเราด้วย (อ้างอิงจากการเรียนรู้ที่สรุปไว้ในบันทึกที่ผ่านมา...เมื่อเด็กอยากเรียนเรื่องเทพและครูอยากจะสอนเรื่องแรงที่ยังไม่ใช่วาระของพวกเขา)
โห...สุดจะจินตนาการได้ว่าภาวะของการเรียนรู้แบบนี้จะพา เรา ไปโลดแล่นได้ไกลแค่ไหน
เด็กสมาธิสั้น มีจริงครับ..แต่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางแล้วเท่านั้น..เด็กพวกนี้จึงจะได้ชื่อว่าสมาธสั้นและต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องครับ
เด็กส่วนใหญ่ที่ครูส่วนมากบอกว่าสมาธิสั้นนั้น...จริง ๆ แล้วเป็นเด็กตามธรรมชาติครับ..อยากรู้อยากเห็น มีพลังแห่งการเรียนรู้อย่างเหลือเฝือ..สิ่งที่ครูวิมลศรี ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เช่นนั้น เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับ
ขอขอบคุณที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในบันทึกดี ๆ เช่นนี้ครับ
ขอบคุณจ่าหมอที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และต้องขอบคุณครูแคทด้วยที่จัดโอกาสดีๆ เช่นนี้เพื่อศิษย์ค่ะ :)