กวีเอกของโลก

 

26 มิถุนายน

    ันสุนทรภู่

 

 

 

 

      ถ้าเอ่ยชื่อ "สุนทรภู่" เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง "พระอภัยมณี" จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม  หรือ “มหากวีแห่งรัตนกสินทร์" หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย" และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "วันที่ 26 มิถุนายน" ของทุกปีคือ "วันสุนทรภู่" ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้ครูจ่อยจึงไม่พลาด ขอพาท่านไปเปิดประวัติ "วันสุนทรภู่" ให้มากขึ้นครับ...

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อ ิมและนิ่ม ีกด้วย

          "สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

          ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป 

          หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย 

          จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

          ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ"

          "สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย 

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร"  ำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า   "ห้องสุนทรภู่" 

          สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ  "พ่อพัด"  เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน  "พ่อตาบ" กิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" ละ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่

          หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ 

          - นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง 

          - ิราศพระบท   (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา 

          - นิราศภูเขาทอง  (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา 

          - นิราศสุพรรณ    (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง 

          - นิราศวัดเจ้าฟ้า   (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา 

          - นิราศอิเหนา    (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) 

          - แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา 

          - รำพันพิลาป    (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท 

          -      นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี 

          - นิราศเมืองเพชร  (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

          เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ

ประเภทสุภาษิต

          -     สวัสดิรักษา- คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

          - สุภาษิตสอนหญิง - เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

          - เพลงยาวถวายโอวาท - คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร

          - รื่องอภัยณุราช  ึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา

          - เรื่องขุนช้างขุนแผน  (ตอนกำเนิดพลายงาม)

          - เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม

          แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4   รื่องคือ ห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร , เห่เรื่องกากี

    ที่มาของวันสุนทรภู่

          องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปีขึ้นไป ประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกให้ปรากฎแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ 

          ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง "สุนทรภู่" ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันสุนทรภู่" ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ "วัดเทพธิดาราม" และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป 

          ทั้งนี้ ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ไว้ที่ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ในวันสุนทรภู่

          1. มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตและผลงาน
          2. มีการแสดงผลงานประเภทนิทานฯ ของสุนทรภู่
          3. มีการประกวด แข่งขัน ประชันสักวา ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติชีวิต และผลงานของสุนทรภู่

 

 สดุดีครูกลอนสุนทรภู่

 

       โลกกำเนิด เกิดก่อ กวีแก้ว
งามเพริศแพร้ว เชิงชั้น วรรณศิลป์
สุนทรภู่ คู่ฟ้า คู่ธานินทร์
ทั่วแผ่นดิน แดนสยาม นามระบือ


       จากวันวาน ผ่านพ้น จนวันนี้
งานกวี ยังคงอยู่ คู่หนังสือ
ทรงคุณค่า มากล้น จนคนลือ
โลกเชิดชู สุนทรภู่ ยอดครูกานท์

 

     " ท่านได้เปรียบ เทียบความ ว่ายามรัก

แม้น้ำผัก ต้มขม ชมว่าหวาน

ครั้นจืดจาง ห่างเหิน ไปเนิ่นนาน

ถึงน้ำตาล ก็ว่าเปรี้ยว ไม่เหลียวแล"

 

     ยี่สิบหก มิถุนา มาบรรจบ

ขอน้อมนบ กวีไทย ด้วยใจแน่

สดุดี พระคุณท่าน มิผันแปร

ประสบแต่ สุขสันต์ นิรันดร...

 

 

 

                                 เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกวีเอก สุนทรภู่

 

 

 

  ... เมื่อสุนทรภู่เป็นอาลักษณ์ สุนทรภู่ได้ทำความชอบในหน้าที่ กล่าวคือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ของพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตอนนางสีดาผูกคอตาย ว่า

"เอาภูษาผูกศอให้มั่น
แล้วพันกับกิ่งอโศกใหญ่
หลับเนตรจำนงปลงใจ
อรไทก็โจนลงมา

บัดนั้น
วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา
ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต
ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนลงตรงไป
ด้วยกำลังว่องไวทันที

ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง
ที่ผูกศอองค์พระลักษมี
หย่อนลงยังพื้นปฐพี
ขุนกระบี่ก็โจนลงมา"

...พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่ากว่า หนุมานจะเข้าไปแก้ไขได้นานมาก เกรงนางสีดาจะตายเสียก่อน จึงทรงพระนิพนธ์ใหม่ให้หนุมานแก้ไขได้โดยไว ว่า

"จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด
เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งอโศกใหญ่"

...แล้วก็มาติดว่า หนุมานจะแก้นางสีดาได้โดยไวได้อย่างไร เหล่ากวีที่ปรึกษาไม่มีใครที่แต่งให้ พอพระราชหฤทัยได้ จึงให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งว่า

"ชายหนึ่งผูกศออรไท
แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
บัดนั้น
วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย"

...ดังนี้ เป็นที่พอพระราชหฤทัย เพราะเมื่อนำบทละครไปซ้อมแล้ว บทละครของสุนทรภู่ที่แต่งถวายนั้น เข้ากับกระบวนเล่นได้สะดวกดี จึงทรงโปรด... อีกครั้ง เมื่อทรงนิพนธ์บทชมรถทศกัณฑ์ ว่า

"รถที่นั่ง
บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล
ยอดเยี่ยมเที่ยววิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง
เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน
พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุล"

...ทรงนึกที่จะต่อให้สมกับรถที่ใหญ่โตไม่ออก จึงมีรับสั่งให้ สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งว่า

"นทีตีฟองนองระลอก
คลื่นกระฉอกกระฉ่อนชลขันขุ่น
เขาพระสุเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน
อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท
สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน
คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"

...รัชกาลที่ ๒ จึงทรงโปรด และนับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย อีกคนหนึ่ง และทรงตั้งให้เป็นที่ขุนสุนทรโวหารในกรมอาลักษณ์ พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่อยู่ใต้ท่าช้าง และมีตำแหน่งเข้าเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็ทรงโปรดฯ ให้ลงเรือพระที่นั่ง เป็นพนักงานอ่านเขียน ในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน แต่สุนทรภู่เสพสุราเป็นประจำ ครั้งหนึ่งเมาสุราไปหามารดา มารดาว่ากล่าวกลับขู่เข็ญ ญาติผู้ใหญ่เข้ามาห้ามปรามกลับถูก สุนทรภู่ตีเอาบาดเจ็บ จึงถูกถวายฎีกา ถูกกริ้วและรับสั่งให้ นำตัวไปขังคุก ซึ่งก็ได้แต่งเสภาพรรณาถึงลักษณะคุกในเรื่อง
ขุนช้างขุนแผน ว่า

"ขุนแผนว่าจะอยู่ดูไม่ได้
ในคุกใหญ่ยากแค้นมันแสนเข็ญ
เหมือนกับอยู่ในนรกตกทั้งเป็น
ไม่ว่างเว้นโทษทัณฑ์สักวันเลย
แต่พ่อนี้ท่านเจ้ากรมยมราช
อนุญาตให้อยู่ทับในหับเผย
คนทั้งหลายนายมูลก็คุ้นเคย
เขาละเลยพ่อไม่ต้องถูกจองจำ"

...เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระนิพนธ์บทละคร ติดขัดไม่มีผู้แต่งต่อให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงมีรับส่งให้เบิกตัว สุนทรภู่ออกจากคุก สุนทรภู่ต่อกลอนได้ดังพระราชประสงค์ จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าให้พ้นโทษ กลับมารับราชการตามเดิม ในสมัยราชกาลที่ ๓ สุนทรภู่ได้ออกบวช ด้วยเกรงพระราชอาญา เพราะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขัดเคืองแต่ราชกาลก่อน
เช่นครั้งหนึ่งพระองค์ทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ทอง ตอนท้าวสามล จะให้ลูกสาวเลือกคู่ ว่า

"จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว
ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา"

...สุนทรภู่ทูลถามว่า ลูกปรารถนาอะไร ทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงกริ้ว ต้องทรงแก้ว่า

"ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา"

...ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราช สุนทรภู่จึงออกบวช
ดังกล่าวในนิราศภูเขาทองว่า

"ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าพระคุณของสุนทร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศรีษะขาด
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา"
......

"สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ
ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
แม่กำเหนิดเกิดประสบภพใดใด
ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง
อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาศัยใจกรมระทมทวี
ทุกวันนี้ซังตายทรงกายมา"

...มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อครั้งสุนทรภู่จอดเรืออยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวาย แต่ทายกว่าคำถวายไม่เป็น และอาราธนาให้สุนทรภู่ช่วยสอน สุนทรภู่จึงเป็นคำกลอนว่า

"อิมัสมิงริมฝั่ง อิมังปลาหร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง
ช่อมะกอก ดอกมะปราง เนื้อย่าง ยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน
น้ำมันขวดหนึ่ง น้ำผึ้งครึ่งโหล ส้มโอแช่อิ่ม ทับทิมสองผล
เป็นยอดกุศล สังฆัสสะ เทมิ"

...ในตอนตกยากสุนทรภู่ได้แต่งหนังสือหลายเรื่อง เช่น เรื่อง พระแท่นดงรัง ซึ่งมีกลอนตอนหนึ่งกล่าวว่า

"ปีวอกนักบัตรอัฐศก
ชะตาตกต้องไปถึงไพรสณฑ์
ลงนาวาหน้าวัดพระเชตุพน
พี่ทุกข์ทนถอนใจครรไลจร"

...คือภายหลังที่พระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ไม่มีใครกล้าอุปการะสุนทรภู่ จึงต้องตกยาก ไม่มีบ้านเรือนจะอาศัย ต้องลงเรือลอยเที่ยวอยู่ตามสวน หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง แต่งบทกลอน และทำการค้าประกอบกัน เรื่องที่แต่งนอกจากนี้มี สุภาษิตสอนหญิง ลักษณวงศ์ พระสมุทรและจันทโครบ ครั้นเมื่อสิ้นเคราะห์ ด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดให้ประทับ ณ พระราชวังเดิมซึ่งเป็นที่เสด็จประทับในสมัยนั้น และต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาทรงอุปการะด้วย เนื่องจากพอพระหฤทัย เรื่องพระอภัยมณีและเห็นว่าแต่งค้าง จึงให้สุนทรภู่แต่งถวายให้จบ
โดยให้แต่งถวายเดือนละเล่ม นอกจากนี้ยังแต่เรื่องสิงหไกรภพ
ถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่อง ในระหว่างนี้เองสุนทรภู่ได้ไปพระปฐมเจดีย์ จึงแต่งนิราศพระประธมขึ้น ซึ่งแต่งได้ดีกว่านิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกำลังสบายใจ ดังความตอนหนึ่งว่า

"ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์
ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รู้สูญ
สิ้นแผ่นดินทินกรจรจำรูญ
ให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน
ดังจินดาห้าดวงพ่วงทวีป
ได้ชูชีพช่วยทุกเมื่อฉุกเฉิน
เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ก้ำเกิน
จงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธา"

...ต่อมากรมหมื่นอัปสรสิ้นพระชนม์ สุนทรภู่รับอาสา พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปหาของที่ต้องพระประสงค์ที่เพชรบุรี จึงได้แต่งนิราศเพชรบุรีซึ่งเป็นนิราศเรื่องสุดท้ายของสุนทรภู่ ในการไปครั้งนี้มีบุตรตามไปด้วย ๒ คน คือ พัดลูกกับภรรยาที่ชื่อจันทร์ และนิลลูกกับภรรยาที่ชื่อม่วง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวราชาภิเษกแล้ว ก็ทรงตั้งให้ สุนทรภู่เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ ฝ่ายพระบวรราชวังมีบรรดาศักดิ์เป็น สุนทรโวหาร ขณะอายุได้ ๖๖ ปี ได้แต่งหนังสือ ๕ เรื่อง คือ บทละครเรื่องอภัยนุราช แต่งถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระราชธิดา
ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้ากับเสภาเรื่อง พระราชพงศาวดาร มีผู้ยกย่องว่า สุนทรภู่เป็น เอก ในทางแต่งกลอนแปด เพราะสุนทรภู่ แต่งกลอนได้ไพเราะด้วยการมีสัมผัสใน ซึ่งมีผู้ดำเนินตามตลอดจนถึง ทุกวันนี้ งานที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ คือ นิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี เพราะแต่งอย่างปราณีต ในการวางโครงเรื่อง การกำหนดสถานที่ การพรรณาอัธยาศัยตัวละคร และยังแสดงถึงความคิดก้าวหน้าล้ำยุค ของสุนทรภู่อีกด้วย คือเปลี่ยนแปลงลักษณะของพระเอกนักรบ
มาเป็นพระเอกศิลปิน และประดิษฐ์เรื่องขึ้นใหม่ โดยใช้เหตุการณ์ ใกล้เวลาของสุนทรภู่เป็นเนื้อเรื่องแทนที่จะใช้นิทานชาดกตามแบบเดิม แต่เป็นลักษณะสมจริง และเน้นความสำคัญของมนุษย์มากกว่าอำนาจเทวดา นับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญมากของวงการวรรณคดีไทย...

..."ก่อนอื่นต้องก้มกราบดวงวิญญาณ ของบรมครูสุนทรภู่ ครูกวีเอกของไทย ครู.จ่อย ได้นำเรื่องราวชีวประวัติ และผลงานต่าง ๆ ของครูมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้แล้ว"...