233. จิตเป็นเหตุ โดย นพ.ชูทิตย์ ปานปรีชา

    ความสุขของคนเรามีได้หลายชนิด แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคนสิ่งใดที่เราพอใจก็ถือว่าสิ่งนั้นทำให้เรามีความสุข ใครพอใจที่จะทำงานก็ถือว่า การทำงานเป็นความสุขแต่ถ้าจะให้ดี คนเราควรมีความพอใจ ที่ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อตนเอง ครอบครัว วัฒนธรรมและประเพณีนิยม

   เมื่อก้าวถึงโลกยุคนี้ที่เรียกว่ายุค"โลกที่ไม่มีวันหลับ"หรือ"โลกยุคอินเตอร์เน็ต" คนเราก็ดูเหมือน จะสามารถเลือกทำงานได้ทุกวันทุกเวลาตามต้องการได้จริงๆ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน หรือวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์  ยิ่งในยุคนี้ ที่ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็ดูเหมือนจะยิ่งไปกดดันให้คนไทยต้องทำงานมากและหนักขึ้น พ่อบ้านแม่บ้าน ต้องออกหางานทำด้วยกันทั้งคู่ บางคนต้องทำงานหลายกะ ในวันหนึ่งๆ และบางคนก็ต้องหางานอื่นทำเพิ่มเติม

       การทำงาน ทำให้เกิดความสำเร็จในงาน ได้เงินได้ทอง ประสบการณ์ ชื่อเสียงเกียรติยศ  ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน และยังมีผลทางสุขภาพจิตด้วย คือ ทำให้เกิดความพอใจ มีความสุข ภูมิใจ  และมั่นใจในตนเอง จึงทำให้คนเราส่วนใหญ่ต้องทำงาน หรือมีความจำเป็นให้ต้องทำงานมากๆ 

             มีคนจำนวนไม่น้อยมีชีวิตอยู่กับงาน หางานให้ตนเองทำตลอดเวลา มีความพอใจและมีความสุขที่ได้ทำงาน แม้จะมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าต้องแก้ปัญหานานาประการที่มี  ไม่ค่อยได้พักผ่อน หรือหาความเพลิดเพลินในชีวิต  บางคนทำงานหนักมากจนไม่ค่อยได้กินได้นอน ไม่มีเวลาเที่ยวเตร่แม้จะรู้ตัวว่าตนเองทำงานมากไปแล้วนะ อาจจะเกิดผลเสียแก่ตนเองหรือครอบครัว แต่ก็ยังคงทำต่อไป หรือแม้จะได้รับคำเตือนจากภรรยาบ้าง ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนฝูงบ้าง ก็ยังไม่ยอมหยุดทำงาน หายใจเป็นงานการไปหมด

              คนประเภทนี้เลยถูกเรียกว่า"คนบ้างาน" ซึ่งเรียกชื่อเป็นภาษาอักฤษว่า" workaholic  " workaholic เป็นคำแสลงในภาษาอังกฤษเป็นคำผสมของ 2 คำ คือ work และ alcoholic  

    work       หมายถึง  การทำงาน 

   alcoholic หมายถึง  คนติดเหล้าคือคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ จะมีความสุขความพอใจเมื่อได้ดื่มเหล้า ถ้าไม่ได้ดื่ม จะมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย กระสับกระส่าย มีความแปรปรวนในการทำงานระบบต่างๆในร่างกาย เช่น มือสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง นอนไม่หลับ เป็นต้น จึงพยายามหาทางให้ได้ดื่มเหล้าทุกครั้งที่ต้องการ โดยไม่ยอมฟังคำคัดค้านจากใครแม้จะรู้อยู่แก่ใจ ว่าการดื่มเหล้าไม่มีผลดีต่อตนเองและผู้อื่นเลยก็ตาม

                ฉะนั้นคนทำางาน  ก็คล้ายคนติดเหล้านั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากการติดเหล้ามาเป็นการติดงานเท่านั้น เป็นบุคคลประเภท ที่รักการทำงานมากจนเกินสมควร

        การที่มีคนประเภทนี้ได้เป็นเพราะ เหตุผลหลายประการด้วยกันดังนี้

       1. เป็นบุคคลมีบุคลิกภาพประเภทที่ตำราทางจิตเวชศาสตร์เรียกว่า"personality type  A"คือ บุคคลที่กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา ขอบคิด ชอบวางแผน ชอบทำให้มีผลงาน ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ชอบการท้าทาย แก้ปัญหา  ทำให้มีการพักผ่อนน้อย นอนหลับน้อยกว่าคนทั่วไป หรือแม้แต่ขณะนอนหลับก็ยังฝันถึงงานอยู่เสมอ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น หรือเอางานของผู้อื่นมาทำแทน เป็นคน มีความรับผิดชอบสูง

2.   ถูกเลี้ยงดูให้ต้องรับผิดชอบและเห็นคุณค่าของการทำงานมาตั้งแต่เด็ก หรือได้เลียนแบบอย่างมาจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นคนขยันทำงาน จนได้รับคำยกย่องชมเชย อยู่เสมอ ว่าเป็นบุคคลที่ทำงานเก่ง นอกจากนั้นยังเชื่อว่ากรรมพันธุ์ก็มีบทบาทที่ทำให้เราชอบทำงานเป็นชีวิตจิตใจด้วย

3.  มีปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนคนนั้นมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงครอบครัว ทำมาตั้งแต่เด็กๆจนกระทั่งเติบใหญ่ การทำงานเป็นความต้องการและยังเป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว เกิดความเคยชินติดเป็นนิสัย อยู่ว่างเฉยหรือไม่มีงานทำไม่ได้ จะรู้สึกว่าว่างเปล่าไร้ประโยชน์ ไม่มีความสุข

          ท่านจะเห็นได้ว่า คนบ้างาน มักเป็นคนที่สังคมต้องการ เพราะชอบทำประโยชน์ให้ทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นคนเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย มีอุดมการณ์ ถึงแม้ว่าคนบ้างานจะเป็นคนดีของสังคม เพียงไรก็ตาม แต่ผลเสียต่อตนเองนั้นมีมาก จะมีควมเครียดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายสึกหรอทรุดโทรมจากการตรากตรำทำงานมากกว่าคนทั่วไป อาหารการกินรวมทั้งการพักผ่อน นอนหลับไม่เพียงพอ บางครั้งลืมกิน บางครั้งลืมนอน  ทำงานเพลินตลอดคืน ลืมไปว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ นี่เป็นความจริงนะครับ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น  ครั้นเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะอ่อนแอลง ทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้หมดสติ เป็นอัมพาต ถ้าไม่ถึงกับเจ็บป่วยก็จะแก่เร็ว ผมหงอกขาวเร็ว สมรรถภาพทางเพศเสื่อมเร็วกว่าอายุอันควร

    ฉะนั้นจึงเป็นความจำเป็น ของคนบ้างาน(รักงานม๊ากมาก)ที่จะต้องให้ความสนใจ รู้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของตนเอง ต้องรักตนเอง และครอบครัวด้วยการระมัดระวัง สุขภาพของตนเองให้ดี ส่วนครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายก็ไม่ควรยอมรับหรือปล่อยให้ท่านผู้บ้างานทั้งหลายทำงานอุทิศตนเอง หรือมีชีวิตอยู่กับงานอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ เมื่อมีอายุวัยกลางคน คือเลย 45 ปี ไปแล้วเพราะวัยดังกล่าวร่างกายสึกหรอเสื่อมโทรมเร็วขึ้นกว่าก่อนๆ มีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวได้ง่าย จำเป็นต้องช่วยหาทางให้เขาห่างๆจากงานบ้าง ได้พักผ่อน  ไปเที่ยวเตร่ หาความสนุกสนานเพลิดเพลินมากขึ้น

          คุณผู้ "บ้างาน" ทั้งหลายขออย่าปฏิเสธ ความหวังดีของผมเลยนะครับ ขอความกรุณาทำความเข้าใจ ทบทวนสิ่งต่างๆที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองจากอดีตถึงปัจจุบัน และมองผลดีผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตอันใกล้และไกล 

      หากท่านรักตนเอง  รักครอบครัวจริงละก็ จงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตาม ที่องค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า... " ให้เดินสายกลาง หรือ มัชฌิมาปทา คือ ใช้ชีวิตหรือทำงานแต่พอดี ไม่มากไป  ไม่น้อยไป "

         หวังว่า ท่านคงยินดีปฏิบัติตามพุทธธรรม คำสั่งสอนขององค์พระตถาคต นะครับเพราะธรรมะเป็น อกาลิโก คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ปฏิบัติได้ตลอดไป แม้จะอยู่ในยุค "โลกไม่มีวันหลับ" นี้ครับ

              

         * ขอบคุณคำกล่าวของคุณหมอ *

     นพ.ชูทิตย์ ปานปรีชา จิตแพทย์ดีเด่นจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ในหนังสือ คลีนิคจิตแพทย์ "จิตเป็นเหตุ"  ช่วยเผยแพร่บอกกล่าวต่อจากหนังสือที่ท่านเขียน โดย กานดา แสนมณี 

 ***** โรค 1 โรคที่ควรระวังให้มากของคนทำงานหรือคนไม่ทำงาน ที่เกิดความเครียดบ่อยๆควรระวังอย่างมาก คือความดันโลหิต ที่ได้รับฉายาว่า         "ฆาตกรเงียบ"

http://gotoknow.org/blog/kanda02/368772