ผมเป็นคนเดินทาง หรือมุ่งหน้าเข้าหาโอกาส ผมเป็นประเภทเดินชนปัญหา และกล้าพอที่จะเผชิญกับความเจ็บปวดและความล้มเหลวจากการไม่รู้...
(1)
จากการจับอาการลูกทีมในวิถีการงาน
ระยะหลังเริ่มเห็นว่าหลายคนออกอาการ “หลุด” บ่อย
นั่นคือพฤติกรรมการพิมพ์หนังสือผิดๆ ถูกๆ
พิมพ์ไม่ครบกระบวนความ
หรือแม้แต่กล่าวถึงรายละเอียดไม่ครบถ้วนนั่นเอง
ครับ, ปัญหาที่ว่านั้น ไม่ถือว่าใหญ่โตนัก แต่กระนั้นผมก็ไม่อยากจะมองข้าม เพราะหากไม่หยิบมาคุยกันบ้าง ก็เกรงว่าจะกลายเป็นการฝังรากลึกไปในตัวของแต่ละคนแบบไม่รู้ตัว
เบื้องต้นเราต่างยังยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังจะเดินหน้าตามค่านิยมที่เราร่วมกันปั้นแต่งขึ้น นั่นคือ “สอนงานสร้างทีม” ซึ่งล่าสุดเราให้สัญญาร่วมกันว่า ทุกวันอังคาร หรือไม่ก็วันพฤหัสบดี เราจะจับเข่านั่งคุยกันสักไม่เกิน 30 นาที ให้เวลาแต่ละคนพูด หรือเล่าอะไรก็ได้ให้เพื่อนฟังคนละไม่เกิน 5 นาที จากนั้นก็จะแยกย้ายไปสู่การงานแห่งชีวิต
และเป็นที่เห็นพ้องกันว่า เวลาที่จะพบปะกันนั้น จะเริ่มในเวลาประมาณ 09.00-09.30 น..ภายใต้แนวคิดของการ “บอกเล่าเก้าสิบ” ทั้งในเรื่องการงานและชีวิต ผ่านสุนทรียะแห่งการสื่อสารในแบบฉบับของ “คนบ้านเดียวกัน”
(2)
ระยะหลังผมตั้งคำถามกับลูกทีมถึงอาการ “หลุด” ว่า มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าวิตก บ่อยครั้งจนผมอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นความบังเอิญ หรือความไม่ “ใส่ใจ” กันแน่ พร้อมๆ กับการหยิบยกอีกคำมาเป็นประเด็นขบคิดคู่กัน นั่นก็คือ “ใฝ่รู้”
(3)
คำว่า “ใส่ใจ” นั้น ผมไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ยกตัวอย่างสั้นๆ ว่า การพิมพ์ถูกพิมพ์ผิด เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่แก้ไขได้ก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่า การผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก มันก็ไม่ต่างอะไรจากการสะท้อนอุปนิสัย หรือพฤติกรรมการทำงานของแต่ละคนไปในตัว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันอาจหมายถึงความมักง่ายจนไร้ระบบ หรือความอ่อนด้อยในเรื่องจิตอาสาต่อการงานและองค์กร และผมก็ไม่พึงปรารถนาต้องทุ่มเวลาไปกับการพิสูจน์อักษรให้กับทุกคน เพราะผมรู้สึกเสมอว่า ในความเป็นจริงของแต่ละวัน มันมีเรื่องให้ทำมากกว่านี้จริงๆ...
(4)
คำว่า “ใฝ่รู้” นั้น ผมก็ไม่ได้เกริ่นกล่าวยืดยาวนักเหมือนกัน ผมเพียงแต่หยิกหยอกว่า ถ้าไม่ใฝ่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะความใฝ่รู้มันหมายถึงดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของแต่ละคน ใครไม่ใฝ่รู้มากนักก็ไม่ว่ากัน แต่ก็ขอให้ใส่ใจกับการงานนั้นๆ ให้มากที่สุดก็ถือว่าพออภัยให้กันได้
กระนั้นก็เถอะ ผมก็ไม่วายตั้งคำถามกลับไปอีกครั้งว่า เคยถามตัวเองกันบ้างไหมว่าทำไมผมถึงมีเรื่องต่างๆ มากมายมาเล่าให้พวกเขาได้รับฟังอย่างไม่รู้จบ ทำไมผมถึงมีกระบวนการต่างๆ มาแลกเปลี่ยนและชวนให้แต่ละคนนำไปคิดและทดลองใช้อยู่เนืองๆ... หรือทำไมผมถึงมีเครือข่ายอันเป็นพื้นที่การเรียนรู้มากมาย หรือทำไม ผมถึงชอบเดินทางและอ่านหนังสืออยู่บ่อยๆ หรือแม้แต่ชอบเมียงมองพฤติกรรมของสังคมอยู่ราวกับคนบ้า-
สิ่งเหล่านี้ ผมไม่ได้บอกว่า ผม “เก่ง” หรือมี “โอกาส” ที่ดีกว่าพวกเขา แต่ผมก็พยายามสื่อสารให้รู้ว่า ผมเป็นคนเดินทาง หรือมุ่งหน้าเข้าหาโอกาส ผมเป็นประเภทเดินชนปัญหา และกล้าพอที่จะเผชิญกับความเจ็บปวดและความล้มเหลวจากการไม่รู้...
และที่สำคัญก็คือ ผมเพียงต้องการสะท้อนว่า สิ่งที่ผมพอจะมีมากกว่าพวกเขานั้น มันเป็นผลพวงของคำสองคำที่ว่า “ใส่ใจ” และ “ใฝ่รู้” ด้วยหรือไม่เท่านั้นแหละ
ผมไม่มีคำตอบ, มีแต่ประเด็นที่ฝากให้เขาเก็บกลับไปคิด
(5)
ที่สุดแล้ว ก่อนยุติการสนทนา ผมไม่วายที่จะย้ำฝากให้ลูกทีมได้หันกลับไปถามตนเองอีกครั้งกับคำว่า “ใส่ใจ” และ “ใฝ่รู้” ว่ามีอยู่ในตัวตนของตัวเองกี่มากน้อยกันแน่ -
ครับ, มันเป็นการสื่อให้รู้ว่า ผมปรารถนาให้พวกเขาสำรวจตัวเองด้วยตัวเองมากกว่าการให้ผมพิพากษา เพราะโดยเนื้อลึกแห่งจิตใจของผมนั้น ผมเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนดี เป็นคนน่ารักและมีศักยภาพ แต่ก็ไม่อยากให้ทำตัวง่ายๆ สบายๆ จนออกทะเลไปไกลสุดกู่
สำคัญ, ผมไม่อยากให้ทุกคนทำงานแบบไม่มีใจ...ผมอยากให้ทำงานด้วยความรู้สึกว่า ...การงานเป็นพันธกิจทางใจ ทำงานเหมือนเป็นวัฒนธรรมทางใจ...และเชื่อมั่นในกระบวนการที่เราต่างร่วมคิดร่วมสร้างมาด้วยกัน พร้อมๆ กับการเห็นความสำคัญของการถอดบทเรียนและต่อยอดไปสู่การงานในครั้งต่อไป รวมถึงการตระหนักถึงพันธกิจที่ต้องเป็นต้นแบบแก่นิสิตในเรื่อง “จิตอาสา” ...
เพราะผมเชื่อมั่นเสมอมาว่า วิธีคิดเช่นนั้น คือความคิดในมุมบวก คิดแบบกระตุ้นตัวเอง คิดแบบท้าทายตัวเองไปในตัว และทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการ และบันไดของการพัฒนาตน พัฒนางานและพัฒนาองค์กร ขอเพียงเปิดใจสู่การ “ใส่ใจ” และ “ใฝ่รู้” ก็เท่ากับการเปิดพื้นที่ชีวิตให้ดูกว้างใหญ่และไพศาลขึ้นกว่าเดิม
นั่นคือ สิ่งที่ผมพูดคุยและทิ้งประเด็นไว้ในวันนี้....
ใส่ใจ...ใฝ่รู้...
ทั้งสองคำมีความหมายเสมอ
ยิ่งโดยเฉพาะปัจจุบันคนทำงานให้เสร็จไปวันๆ
จนลืมคิดถึงความใส่ใจ..หรือใฝ่รู้
สวัสดีคะ
คนทำงานในด้านนี้ต้องเป็นคนใยน ละเอียด รอบคอบ
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน หนูคิดว่าถ้าเขาไม่ขีดวงแคบ ๆ ให้ตัวเองยืน จิตอาสาย่อมเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติความอ่อนโยนของจิตใจมนุษย์ค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์แผ่นดิน
การได้พูดคุยและเตือนกัลด้วยกัลยาณมิตร เป็นสิ่งประเสริฐค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
"ผมเป็นคนเดินทาง หรือมุ่งหน้าเข้าหาโอกาส ผมเป็นประเภทเดินชนปัญหา และกล้าพอที่จะเผชิญกับความเจ็บปวดและความล้มเหลวจากการไม่รู้... "
อ่านกี่ครั้งครา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังเหมือนเดิม ชื่นชม เป็นกำลังใจ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ พี่นาง...มณีวรรณ ตั้งขจรศักดิ์
เช้านี้กำลังเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปดุกระท่อม ไปดูต้นไม้ ใบหญ้าที่บ้านเกิด
ในการงานนั้น ตอนนี้พยายามหาวาทกรรมมาจำกัดพฤติกรรมของงาน ใช้วาทกรรมเป็นโจทย์ หรือประเด็นในการถกคิดจะได้ชวนคิด ชวนวิพากษ์ และชวนแก้ไข เรียกได้ว่า เอาให้ชวนฟัง ชวนเล่น ชวนสะสางด้วยก็ว่าได้
สัปดาห์หน้า ก็คงได้ต่อยอดกับลูกทีมอีกรอบว่า ประเด็นเหล่านี้ จะถูกค้นพบในตัวตนของแต่ละคนกี่มากน้อย
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณนวนใจ ก้านศรีรัตน์
บางทีผมเองก็เหนื่อยกับการต้องตรวจทานความถูกต้องของตัวอักษร ผมชอบคิดและร่วมคุยเรื่องประเด็นเนื้อหามากกว่า จึงอดที่จะเสียดายเวลากับเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ จึงจำต้องหยิบมาคุยกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบให้มากที่สุดนั่นเอง
และที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่า การงาน หรือการใช้ชีวิต ก็ยังคงต้องใช้ "ใจ" นำพาอยู่วันยังค่ำ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ amp
ผมเชื่อในทำนองเดียวกันนะครับ มนุษย์เรามีจิตใจดีงาม หรือละเอียดอ่อนอยู่แล้ว...
บางคนบอกว่า ความสุขที่แท้จริง คือ การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก
ผมก็เห็นด้วย แต่ไม่วายเสริมต่อว่า จะดีมาก หากสิ่งที่เรารักและได้ทำนั้น มีอาณิสงส์เผื่อแผ่เป็นความสุขให้กับคนรอบข้างได้บ้าง
นั่นคือ นิยามความสุขของผม...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ namsha
ผมเป็นคนประเภทตรงไปตรงมา-จริงจัง จริงใจ
สื่อสารกันแบบตรงๆ จนดูห้าวห้วน แต่น้องๆ ก็พอเข้าใจว่า นั่นคือความรักและความปรารถนาดีที่มีต่อกัน
ทำงานเหมือนคนบ้านเดียวกัน เป็นพี่ๆ น้องๆ คุยเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวกันได้แบบเปิดอก
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณปู poo
ผมไม่ได้เขียนบันทึกนานมากเลยทีเดียว
ภารกิจชีวิตเยอะไปหมด กลับมาก็หลับ, สำคัญคือเดินทางล่องเหนือล่องใต้เสียมากกว่า
เดินทางแล้ว ทำให้หัวใจสุขสงบมากเลยทีเดียว...ยิ่งเดินทาง ยิ่งเหมือนเห็นตัวตนและได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
...
ขอบคุณนะครับที่แวะมาเติมเต็มอย่างไม่รู้เบื่อ
เรื่องพิมพ์นี่..ผิดบ่อยเหมือนกันครับ...อิอิ
สวัสดีครับ พี่เกษตร(อยู่)จังหวัด
ผมว่าการพิมพ์ผิดเป็นเรื่องธรรมดาครับ, ผมเองก็เป็น หรือเคยเป็นมาเหมือนกัน แต่ที่ห่วงก็คือ อยากให้แต่ละคนถามตัวเองว่า ทำไมถึงผิดบ่อยจัง ซ้ำไปซ้ำมา มีความถี่มากขึ้น เกรงว่ามันจะเป็นความเคยชิน-ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง
วันหนึ่งเมื่อพวกเขาโตเป็นหัวหน้า ยังต้องทำหน้าที่กรอง ตรวจทานในเรื่องดังกล่าว พวกเขาก็จะได้เรียนรู้ความรับผิดชอบจากสิ่งที่เราคุยกันวันนี้ด้วยนั่นเอง..
ขอบคุณครับ