ตอนที่ ๑


ตอนที่ ๒


          การประชุมวันที่ ๒๙ พ.ค. ภาคแรกเป็นเรื่องการประเมินโครงการ API ใน ๑๐ ปีแรก   ว่าหวังผลอะไรบ้าง   และผลที่ได้เป็นอย่างไร   ผมเตรียมไปเสนอความเห็นว่า ควรเน้นที่ผลสำเร็จ ว่าเกิดได้อย่างไร   และจะเอาข้อเรียนรู้นี้ไปใช้สร้างความสำเร็จเพิ่มเติม ต่อยอด และต่อเนื่อง ได้อย่างไร   แต่เอาเข้าจริงผมไม่ได้พูดเลยตลอดเวลา ๒ วันของการประชุม   เพราะคิดว่าฟังความเห็นของคนที่เป็น เฟลโล่ว์ และผู้เกี่ยวข้องดีกว่า   ความเห็นของผมเป็นความเห็นสำหรับฝ่ายจัดการ เอาไว้บอก ดร. สุริชัย ก็ได้   ผมติดนิสัยคิดแบบ KM เสียแล้ว 

          สรุปภาพรวม โครงการนี้มีความแปลกใหม่ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นส่วนใหญ่   แต่ก็มีส่วนที่ยังไม่ได้ผลอยู่ด้วย 
ความแปลกใหม่อยู่ที่

   เกิดเครือข่าย/ชุมชน นักทำงานเพื่อสังคม ที่มาจากหลากหลายวงการ หลากหลายสาขาวิชา


   มีการทำงานข้ามพรมแดนประเทศ  ไปร่วมมือกับคนในต่างประเทศ กับชาวบ้านในต่างประเทศ 


   เป็นการทำงานสร้างความรู้/ปัญญา ผ่านการปฏิบัติโครงการ และรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความรู้ความเข้าใจเผยแพร่แก่สาธารณะ


   เป็นการยกย่องคนในวงการที่ตามปกติไม่คิดกันว่าเป็นปัญญาชน เช่น NGO, นักข่าว, ศิลปิน ให้มีโอกาสทำกิจกรรมทางปัญญาร่วมกัน

          ผมชื่นชมที่คณะกรรมการและฝ่ายบริหารของโครงการได้จัดให้มี regional program    โดยให้ เฟลโล่ว์ เลือกคณะกรรมการ regional committee กันเอง   ทำกิจกรรมเรื่องเดียวกันร่วมกันในแต่ละประเทศ   ทำให้เฟลโล่ว์สนิทสนมกัน   และเกิดความเข้าใจผู้คนระดับชาวบ้านของประเทศอื่น

          จุดอ่อนอยู่ที่ภาษาที่ต่างกัน ทำให้การสื่อสารระหว่างกันไม่คล่อง   อย่าง เฟลโล่วื ของไทย มี NGO และคนที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการมากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะกรรมการต้องการให้โอกาสแก่คนในหลากหลายอาชีพ   ทำให้มีคนที่ไม่คล่องภาษาอังกฤษอยู่มาก   แต่ผมเดาว่า ความสนิทสนมจะช่วยการสื่อสารส่วนที่เป็น non-verbal, non-written ได้

          อีกจุดอ่อนคือการส่งเสริมให้เกิดความเป็นชุมชนที่ ลปรร. กันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นในกลุ่ม API Fellows ทั้ง ๔ ประเทศ  มีการเสนอให้ใช้เครื่องมือ web 2.0   มีการนำเสนอหลายครั้งในที่ประชุม   และมีการเสนอให้จัดตั้ง API Institute ขึ้นเป็นโครงสร้างการจัดการความเป็นชุมชน   ข้อเสนอทั้ง ๒ นี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง   เพราะสังคมวงกว้างจะได้รับประโยชน์ด้วย       

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๙ พ.ค. ๕๓
มานิลา