ผมจึงอยากให้เราเปิดใจให้กว้าง และพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ แล้วจะพบว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายของการกระจายอำนาจก็คือ กระจายลงไปให้ถึงระดับล่างจริงๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึง ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นโดยรวม รัฐธรรมนูญไม่ได้มี จุดประสงค์หรือความต้องการให้แยกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นออกจากประชาชน หรือแยกประชาชนออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น จะต้องมองว่า "ท้องถิ่น" เป็นพื้นที่ ที่มีคนอาศัยอยู่ มีทรัพยากร มีวัฒนธรรม มีภูมิปัญญา มีจิตวิญญาณและความเป็น ชุมชนที่เป็นเรื่องเฉพาะของท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นองค์ประกอบเพียงส่วนหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้ ถึงเรื่องของการมีส่วนร่วม และการสร้างขีดความสามารถ หรือการสร้างความพร้อมให้กับท้องถิ่นนั้น จะต้องมองให้ครอบคลุมถึง สิ่งที่ผมได้กล่าวไป
แต่ก็น่าเสียดายว่า ปัจจุบันเราหลงประเด็นไปจำกัดวงอยู่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วละเลย ภาคประชาชน หรือ ยังคิดแยกส่วนกันอยู่ โดยไปหลงคิดในด้านหนึ่งว่า การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของ ประชาชนเท่านั้น และประชาชนมีหน้าที่ต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ส่วนอีกด้านหนึ่ง เรื่องการสร้าง ขีดความสามารถเป็นเรื่องเฉพาะขององค์กรปกครองฯ ชาวบ้านไม่เกี่ยว จึงทำให้เห็นว่าการ ฝึกอบรม แต่ละครั้งจะมีแต่ อบต. เทศบาล ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยชาวบ้านไม่ได้มีโอกาสที่เรียนรู้หรือรับรู้เท่าๆ กัน ซึ่งถ้าแต่ละองค์ประกอบของสังคม มีความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากันหรือไม่ตรงกันแล้ว การประชุม ปรึกษาหารือใดๆ ก็จะตกลงกันได้ยาก และการหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้นั้นก็เป็นเรื่องที่ ทำได้ไม่ง่าย
ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจสู่ท้องถิ่นในขณะนี้ ผมจึงอยากให้ความสำคัญกับทุกฝ่าย ซึ่งขอเรียกว่า "ภาคีท้องถิ่น" หมายถึง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคเอกชน อันรวมไปถึงภาคธุรกิจด้วย ได้ให้เข้ามาปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน โดยจะปล่อยให้เป็นเพียงภารกิจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเดียว เช่นเมื่อก่อนคงไม่ได้
การมีส่วนร่วมของภาคีท้องถิ่น ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้าง กลไกการคานอำนาจ และตรวจสอบ การบริหารจัดการของภาครัฐ ทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเอง และจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง ความเข้มแข็งและขีดความสามารถของท้องถิ่นนั้นๆด้วย ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของ ภาคีท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ทั้งนี้ ก็เพื่อรองรับและตามให้ทันกับการกระจายอำนาจ ซึ่งได้เกิดขึ้นล่วงหน้าไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กระจายลงไปพร้อมกันกับอำนาจมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ ภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร ประเด็นที่น่าเป็นห่วง อยู่ที่การใช้อำนาจในการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น โดยมองข้าม ทั้งภารกิจ สิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม อัตรากำลังและขีดความสามารถของบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้วิตกกังวลเกินขอบเขต แต่เราท่านก็ทราบสถานการณ์กันดีอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร
แล้วจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าในขณะนี้ได้มีถ่ายโอนภารกิจและได้จัดสรรงบประมาณ ลงไปสู่ท้องถิ่นแล้ว แต่การกระจายบุคลากรตามลงไป ยังมีอุปสรรคและไม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะด้วยเหตุผลของการขาดแรงจูงใจหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ได้ทำให้การบริหารภารกิจและงบประมาณ ไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บางภารกิจยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงพอสมควร และต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านเทคนิคเฉพาะทาง จึงยังจำเป็นต้องพึ่งพาส่วนกลางอยู่ เช่น เรื่องของการจัดการ ทรัพยากรน้ำทั้งลุ่มน้ำ การอนุรักษ์โบราณสถาน เช่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การส่งเสริม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบำบัด น้ำเสียจากชุมชนเมือง เป็นต้น แต่ถ้าหากเข้าใจไม่ตรงกัน ในประเด็นบทบาทและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย แต่ละองค์กร แต่ละภาคี ข้าราชการส่วนกลางก็อาจจะ เข้าไปก้าวก่าย หรือไปมีผลได้ผลเสียเกินไปต่อการตัดสินใจของท้องถิ่นได้
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นการเลี้ยงลูกไม่ให้โต และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็จะยังไม่ สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะการจะเลี้ยงลูกให้โตและทำงานได้เองนั้น ต้องอาศัย การให้ความรู้และฝึกทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป แบบที่เราเรียนจากอนุบาลไปสู่ประถมฯ มัธยมฯ และมหาวิทยาลัย อย่างไรก็อย่างนั้น
ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น จึงเป็นทั้งเหตุและผลของการกระจายอำนาจ และจำเป็น จะต้องเร่งให้มีขึ้นด้วยความ จำเป็นเร่งด่วน 3 ประการ
ประการแรก เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่กล่าวแล้วว่าขณะนี้ ได้มีแผนปฏิบัติการการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นแล้ว ดังนั้น ท้องถิ่นต้องมี ความสามารถในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดผล ในทางปฏิบัติได้มากที่สุด
ประการที่สอง เพื่อให้การตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดเป็นรูปธรรม และผลได้จริง โดยภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ต้องสนับสนุนการทำงานของ ภาคประชาสังคม และภาคีต่างๆ ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐท้องถิ่นมากขึ้น และ
ประการที่สาม เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นมีศักยภาพที่จะสามารถตัดสินใจ และนำพาท้องถิ่นไปสู่ความน่าอยู่ และการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป
ถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะกำลังคิดไปถึงวิธีปฏิบัติ ว่าจะทำได้อย่างไร ผมไม่อยากให้ท่านคิดอะไร ที่ซับซ้อนและเริ่มต้นได้ยาก แต่อยากให้เรามองสิ่งที่เรามี เราขาด และเราเป็นอยู่ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งสำคัญ ที่เรากำลังขาด คือ ขาดความเข้าใจและขาดการปรับเปลี่ยนวิธีคิด สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก รัฐต้องเปลี่ยนจาก "รัฐผู้ปกครอง" หรือ "รัฐผู้จัดหา" มาเป็น "รัฐผู้สนับสนุนและเสริมสร้างขีด ความสามารถให้ท้องถิ่น" ซึ่งทำได้หลายทาง ทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม
ในขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้รอรับ" มาเป็น "ผู้เรียนรู้" เพื่อการพัฒนา และพึ่งตนเอง ต้องขวนขวายที่จะรู้สิทธิ รู้หน้าที่ที่พึงมีพึงได้ รวมทั้งต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างรูปแบบและ กลไกตรวจสอบการทำงานของภาครัฐขึ้นมาให้ได้ การเรียนรู้ ของท้องถิ่นและภาคประชาชนในลักษณะนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมา แล้วว่า สามารถสร้างพลังได้อย่างเข้มแข็ง เช่น กลุ่มฮักเมืองน่าน จังหวัดน่าน ที่ได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นการรวมตัวกันเองของภาคีท้องถิ่น เพื่อทำกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ก็ได้มีการ รวมตัวกันต่อสู้กับนายทุนที่บุกรุกป่าชายเลนจนสำเร็จ และได้จัดการป่าบริเวณนั้นไว้เป็นป่าสำหรับชุมชน การสร้างพลังเช่นนี้ จะเป็นกลไกหนึ่งที่เข้าไปถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานของภาครัฐได้ ซึ่งเชื่อมโยง ไปถึงการตรวจสอบ เพื่อลดโอกาสการคอรัปชั่นในระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องขอโทษที่จะพูดว่าประเด็นหลังนี้ อาจเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
สำหรับการปรับเปลี่ยนให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลนั้น จะต้องมาจากการปรับวิธีคิดหรือทัศนคติทั้งหมด ตลอดทั้ง กระบวนการ ไม่ใช่ปรับแต่เพียงรูปแบบหรือเพียงเปลือกนอก จุดสำคัญคือ การปฏิรูปวิธีคิดให้สอดคล้องกับ บริบทใหม่ของสังคม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของ กลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 และ พรบ.การกระจายอำนาจฯ ซึ่งทั้ง 3 กลไก ได้เน้นสาระสำคัญของการเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วม ของประชาชน และบทบาทของท้องถิ่น ซึ่งผมยังมองไม่เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการแบบที่กำลังทำกันอยู่ จะเชื่อมโยงมาสู่สิ่งเหล่านี้ได้มากน้อยสักเท่าไร เพราะนอกจากจะทำให้เกิดโครงสร้างระบบราชการใหม่ มีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิมแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่า โครงสร้างใหม่นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการ คานอำนาจ และการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งก็ยิ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าการกระจาย อำนาจมากขึ้นไปอีก
สำหรับผม ผมอยากเห็นรัฐที่เล็ก มีความคล่องตัว และใกล้ชิดประชาชน มีกระบวนการปรึกษาหารือ รับฟัง ความคิดเห็น เป็นรัฐของประชาชน ไม่ใช่รัฐของนักการเมือง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปใดๆ ก็จะต้องมาจากการระดมสติและปัญญาของคนในสังคม ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะฝ่ายการเมืองหรือฝ่าย ราชการเท่านั้น
.......หนุ่มเทศบาล...บ่หล่อ..ขี้เมา...ครูดอยทิ้ง...ชีวิตจริงไม่อิงนิยาย...
มาเยี่ยมชมผลงานครับ เป็นแนวคิดที่ดีเลยทีเดียว
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ ยังไงผมยังไม่ได้ทำเพาเวอร์พอยน์เลยอิอิ
บทบาทของท้องถิ่น ที่มีต่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ของ อบต.ป่ากลาง
อ.ปัว จ.น่าน
โครงการขยะหอม
องค์การบริหารส่วนตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ปีงบประมาณ 2553
**********************
1. ชื่อโครงการ โครงการขยะหอม
2. หลักการและเหตุผล
นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในปัจุบัน มีความมุ่งหมายที่จะให้มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อันจะยังผลให้การพัฒนาประเทศเป็นการพัฒนาที่ยังยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยได้กำหนดแนวทางที่ที่จำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดทดแทนได้ ให้เข้าสู่สมดุลของการใช้และการเกิดทดแทน และกำหนดแนวทางการแก้ไขขจัดภาวะมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน มูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สารอันตราย และของเสียอันตราย ตลอดจนการกำหนดแนวทางในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
จากนโยบายดังกล่าวทำให้ทราบว่าการจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลถือเป็นนโยบายที่สำคัญระดับชาติที่จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการไม่เกิดภาวะที่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ตามนโยบายนี้เององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องบริหารจัดการปัญหาด้านขยะนี้
ซึ่งปัจจุบันปัญหาขยะนับว่าเป็นปัญหาหลักของท้องถิ่น ซึ่งส่งผลเป็นปัญหาต่อไปทั้งที่รัฐได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปมีจิตสำนึกในการทิ้งขยะเพื่อความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของล้านเมือง ในการจัดการขยะนั้นถ้าจะมองในมุมของการจัดการที่เป็นระบบ ต้องเริ่มจากขั้นตอนของการผลิตสิ่งของใช้ต่างๆที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้เช่นถุงพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเราคิดว่าไม่จำเป็นและไม่เป็นประโยชน์ก็ต้องทิ้ง ก็เกิดขยะล้นเมือง ซึ่งการแก้ในขั้นตอนนี้เป็นปัญหาที่แก้ยาก เพราะทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่งในการแก้ไขตรงจุดนี้คือการมีจิตสำนึกที่ใช้อย่างพอเพียงและทิ้งอย่างสำนึก
ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ทุกท้องถิ่นมีวิธีการที่หลากหลายเพื่อที่จะกำจัดขยะในเขตรับผิดชอบของตนเองให้หมด และไม่เกิดปัญหาอื่นๆตามมาซึ่งบางท้องถิ่นได้มีการลงทุนกับการกำจัดขยะนับล้านบาทซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เช่นการใช้เตาเผาขนาดใหญ่ การเผาขยะ บางท้องถิ่นต้องใช้พื้นที่มากเพื่อใช้ในการฝังกลบขยะลงพื้นดิน ซึ่งการดำเนินงานอาจไม่ยั่งยืนถือว่าเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ซึ่งแท้จริงแล้วมีวิธีอีกหลายวิธีที่จะสามารถลดปริมาณขยะลงและเกิดผลยังยืน โดยการมีส่วนร่วมและสรรหาวิธีที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระและไม่เสียเวลากับการจัดการขยะ ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ คือพหุภาคีที่ยั่งยืนและเกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด โดยไม่มองว่าปัญหาขยะเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบเท่านั้นก็จะเกิดความร่วมมือที่ยังยืน
ตำบลป่ากลางมีประชากร 7,428 คน มีพื้นที่ประมาณ 16 ตารางกิโลเมตร มีหมู่บ้านจำนวน 6 หมู่บ้าน มีขยะประมาณวันละ1 ตันซึ่งมีสัดส่วนของขยะดังนี้ ขยะอินทรีย์ ร้อยละ 64 ขยะทั่วไปร้อยละ 28 ขยะอันตรายร้อยละ 5 ขยะทั้งหมดจะถูกกำจัดแบบฝังกลบแบบไม่ถูกหลักสุขาภิบาล ซึ่งเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่นปัญหากลิ่น ปัญหาแมลงวัน ปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เกิดประโยชน์สูงสุดและนำไปสู่ความยั่งยืนของการจัดการขยะแบบบูรณาการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการสมัครใจ จึงเสนอดำเนินการโครงการขยะหอมขึ้น
3. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ไขปัญหาขยะอย่างถูกต้องและยั่งยืน
3.2 เพื่อบูรณาการวิธีการจัดการ ความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน
3.3 เพื่อให้เกิดผลสำฤทธิ์ของการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม
3.4 เพื่อให้มีวิธีจัดการขยะที่ดีนำร่องแก่ชาวบ้าน
3.5เพื่อให้เกิดชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถใช้การจัดการขยะเป็นจุดนำร่องในการพัฒนาด้านอื่น
4. เป้าหมาย
จำนวน 6 หมู่บ้านๆละ10 ครัวเรือน รวม 60 ครัวเรือน
5. วิธีดำเนินการ
ประชุมชี้แจงโครงการให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกอบต. ประกาศรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการขยะหอม เป็นการนำขยะอินทรีย์ซึ่งเป็นขยะที่มีปริมาณที่มากที่สุดมาผลิตเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพและผลิตปุ๋ยหมัก ให้ความรู้ความเข้าใจการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ รายงานผลการฝึกอบรม ติดตามประเมินผลหลังการฝึกอบรม ขยายผลผู้ร่วมโครงการ
6. สถานที่และเวลาดำเนินการ
ณ องค์การบริหารส่วนตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2553
7. งบประมาณและที่มา
จากองค์การบริหารส่วนตำบลป่ากลาง เป็นค่าใช้จ่ายดังนี้
1. ค่าป้าย จำนวน 1 ป้าย เป็นเงิน 500 บาท
2. ค่าอาหาร คนละ 40 บาทต่อมื้อ จำนวน 60 คน เป็นเงิน 2,400 บาท
3. ค่าอาหารว่างและน้ำดื่ม คนละ20 บาทต่อมื้อจำนวน 60 คน 2 มื้อ
เป็นเงิน 2,400 บาท
4. ค่าวัสดุฝึกอบรม เป็นเงิน 7,200 บาท
5. ค่าน้ำจุลินทรีย์ เป็นเงิน 6,000 บาท
6. ค่าวิทยากร เป็นเงิน 1,800 บาท
6. ค่ารางวัลประกวดครัวเรือนขยะหอมรางวัลละ 500 บาทจำนวน 12 รางวัล
เป็นเงิน 6,000 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,300 บาท
(สองหมื่นหกพันสามร้อยบาทถ้วน)
8. ผู้รับผิดชอบโครงการ
สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลป่ากลาง
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
3.1 มีการแก้ปัญหาขยะได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน
3.2 เกิดความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้านในการจัดการขยะ
3.3 เกิดผลสัมฤทธิ์ในการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม
3.4 เป็นจุดนำร่องในการแก้ไขปัญหาขยะสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยการจัดการขยะร่วมกัน