ผู้ปกครอง: น้องคลอดปกติ และคุณหมอบอกว่าสมบูรณ์ดี แต่ประมาณ 3 เดือน รู้สึกว่าลูกไม่ค่อยเคลื่อนไหวแขนขา แต่คุณหมอก็บอกเพียงว่าพัฒนาการช้า ต้องกระตุ้นยืดกล้ามเนื้อและส่งต่อนักพัฒนาการ จนประมาณ 5 เดือน ลูกไม่ดีขึ้น จึงพบว่า ลูกมีสภาวะสมองพิการ และได้แนะนำให้พบนักกิจกรรมบำบัด นักพัฒนาการ นักกายภาพบำบัด แต่รู้สึกผิดหวังกับทางการแพทย์ และบังเอิญอ่านข้อมูลจาก Blog ของ ดร.ป๊อป จึงนัดหมายมาให้ตรวจ และขอบคุณ ดร. ป๊อป มากที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายและเร่งนัดหมายให้มาตรวจประเมินทันที
ดร.ป๊อป: ผมได้ตรวจประเมินการพัฒนาของเด็ก พบว่า มีการเรียนรู้ ยิ้ม ส่งเสียงโต้ตอบ กับผู้คนได้ดี แต่การเคลื่อนไหวแขนขาค่อนข้างช้า เพราะมีอาการเกร็งระดับหนึ่ง กล้ามเนื้อในการชันคอดีในท่านอนคว่ำและหงาย แต่ยังไม่มีการฝึกในท่านั่งมากนัก มือกำแน่นและมีความตึงตัวไม่สมมาตรกันทั้งข้างซ้ายและขวา (พัฒนาการติดอยู่ในปฏิกิริยาอัตโนมัติระดับก้านสมอง) การมองเห็นแสงได้ดี แต่ไม่แน่ใจว่าสายตาเลือนรางหรือไม่ คงปรึกษาจักษุแพทย์เพิ่มเติม สำหรับการฝึกกิจกรรมบำบัดเพื่อทักษะการทำกิจกรรมการเล่นด้วยแขนขาตามการพัฒนาและการเรียนรู้ของเด็กนั้น ผมจะออกแบบโปรแกรมไม่เกิน 5 ท่า เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน อย่างน้อย 4 รอบต่อวัน มีการพักเล่นเพื่อให้เด็กผ่อนคลายระหว่างรอบการฝึกได้ ผมจะนัดหมายมาปรับโปรแกรมและติดตามผลอาทิตย์ละ 1 ครั้ง นาน 6 สัปดาห์
ผู้ปกครองสังเกตและทบทวนท่าทางต่างๆ ที่ผมสาธิตกับเด็ก 5 ท่าทาง ได้แก่
1. กิจกรรมนั่งจับของเล่น ให้ใช้ของเล่นหนึ่งอย่างเพื่อมุ่งความสนใจของเด็ก โดยตั้งหรือแขวนบนราวหน้าเด็ก (ผู้ปกครองนำของเล่นที่ใช้จริงที่บ้านมาฝึกด้วย) จับนั่งในท่าขัดสมาธิหรือท่านั่งบนเข่าผู้ปกครองให้เด็กแตะเท้าลงน้ำหนักทั้งสองข้าง จากนั้นค่อยๆ ยืดแขนทีละข้าง ชูเหนือศรีษะ แล้วเอื้อมมือไปแตะของเล่นข้างหน้า ทำสลับกับอีกข้าง ไม่เกิน 6 ครั้ง โดยสังเกตว่า ไม่ให้เด็กร้องไห้มากนัก หยุดพักในข้อ 5 ได้
2. กิจกรรมจับเด็กบิน ให้จับเด็กงอขาเข้าเอวผู้ปกครอง แล้วประคองตัวเด็กในท่าซุปเปอร์แมน โยกไปข้างหน้าพร้อมเอื้อมแขนทั้งสองข้างช้าๆ ในจังหวะศรีษะเด็กเฉียงลงกับพื้น 45 องศา ทำไม่เกิน 6 ครั้ง (อาจใช้โยกบนบอลได้) โดยสังเกตว่า ไม่ให้เด็กร้องไห้มากนัก หยุดพักในข้อ 5 ได้
3. กิจกรรมนอนผ่อนคลาย ในท่านอนหงาย ให้จับขาเด็กงอเข้าหาลำตัวพร้อมโยกสะโพกไปด้านข้างตั้งฉากกับขาและข้อเท้า โยกช้าๆ กึ่งหมุนตัวเด็กไปด้านข้างเพื่อให้เด็กผ่อนคลาย เปิดเสียงดนตรีผ่อนคลายหรือผู้ปกครองร้องเพลงได้ ค่อยๆ นวดแขน ขา โดยไม่สัมผัสหน้าท้อง แขนด้านใน ฝ่ามือ และฝ่าเท้า เพราะจะกระตุ้นเกร็งได้ จับแขนเหยืยดทีละข้างช้าๆ ไม่เกิน 6 ครั้ง โดยสังเกตว่า ไม่ให้เด็กร้องไห้มากนัก หยุดพักในข้อ 5 ได้
4. กิจกรรมนอนคว่ำลงน้ำหนักฝ่ามือ ในท่านอนคว่ำของเด็ก ปล่อยให้นอนสบายๆ จากนั้นผู้ปกครองค่อยๆ ลูบหลังมือเด็กแล้วแบมือให้ฝ่ามือลงน้ำหนักบนเบาะพร้อมข้อศอก ค้างสักพักไม่เกิน 10 วินาที แล้วค่อยๆจับตั้งคลานโยกช้าๆ ค้างสักพักไม่เกิน 10 วินาทีโดยสังเกตว่า ไม่ให้เด็กร้องไห้มากนัก หยุดพักในข้อ 5 ได้
5. กิจกรรมอุ้มผ่อนคลาย อุ้มเด็กในท่าสบายๆ โดยอุ้มเด็กหันหน้าออกจากลำตัวผู้ปกครองให้สะโพกตั้งฉากและแขนเหยียดขางอ หยุดพักและเล่นหลอกล่อโดยเน้นไม่ส่งเสียงก่อน แต่นำสิ่งของที่กระทบแสงวาววับได้หรือให้ฉายไฟเล็กๆ ส่องไปที่สิ่งของเล่น จากนั้นเมื่อเด็กหันหน้ามองมาที่สิ่งของ ก็ค่อยส่งเสียงของเล่นหรือผู้ปกครองส่งเสียงกับเด็ก เพื่อสะท้อนให้เด็กแยกแยะระบบการเรียนรู้ผ่านการมองเห็นกับการได้ยิน
ผู้ปกครองนำกลับไปฝึกต่อที่บ้าน แล้วนัดหมายผมเพื่อดูความก้าวหน้าอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
อาจารย์อธิบายค่อนข้างละเอียดครับ...แต่ผมจินตนาการไม่ทัน มีVDO ให้ดูมั๊ยครับ
ขอบคุณครับคุณหมอสีอิฐ
พอดีตอนที่ผมฝึกเด็ก คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้มือถือบันทึกท่าทางไว้ แต่ไม่ขออนุญาตเผยแพร่ครับ เลยไม่สามารถขอมาลง Blog ได้ครับ ไว้ถ้าเด็กมีความก้าวหน้า ผมอาจจะขอบันทึกโดยไม่เปิดเผยหน้าตาแล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งหน้านะครับ
ความก้าวหน้าหลังจากการตรวจประเมินทางกิจกรรมบำบัด เมื่อ 16 มิ.ย. 53
1. เด็กมีอาการเกร็งแขนขาลดลง แต่ขาจะปลายเท้าจิกบ้างในจังหวะนอนเหยียดหงายบนเบาะ
2. เด็กเหยียดแขนแต่กำมือในท่าคว่ำบนเบาะ และใช้แขนขวายันพื้นเบาะได้ดีขึ้น แต่ข้างซ้ายยังอ่อนแรง พร้อมกับยังมี TLR อยู่
3. เด็กร้องไห้มากขึ้นเวลาจับอุ้มและฝึก และร้องเสียงดังเพื่อให้หยุดฝึกนานไม่เกิน 30 นาที และชอบให้อุ้มเดินด้วยความเงียบในที่โล่งหรือไม่เป็นห้องฝึก จึงแนะนำให้ไม่บังคับฝึกนานเกิน 5 นาที โดยปรับท่าการฝึกเป็นวงจรไม่เกิน 5 ท่าต่อเนื่องกัน ทำ 10 รอบวงจรในช่วงเวลาที่เด็กไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์ดี ท่าทั้งหมดเริ่มจากตั้งแขนลงน้ำหนักที่ข้อศอกไปถึงฝ่ามือในท่าตั้งคืนถึงคลาน, จับขาขวาพับเพียบลงน้ำหนักแขนและมือซ้าย (ถ้ากำมือไม่ต้องบังคับ), จับเคลื่อนไหวจากท่านั่งพับเพียบมานั้งยองๆ ลงน้ำหนักเท้าทั้งสองข้าง, จับขาซ้ายพับเพียบลงน้ำหนักแขนและมือขวา, จับพลิกตะแคงตัวจากท่านั่งพับเพียบกึ่งนอนหงายแล้วรองศรีษะให้ยกตัวขึ้น จับแขนไหล่ข้างซ้ายชูเหนือศรีษะแล้วผลักสะโพกไปข้างหน้า ทำอีกครั้งโดยพลิกตัวกลับมาโดยผ่านมือรองศรีษะของผู้ฝึก
4. เด็กมีการร้องเพื่อสื่อภาษาไม่อยากฝึก และจะกินนมแม่ ได้แนะนำให้อุ้มแนบเด็กโดยนำข้างซ้ายที่อ่อนแรงกว่าให้อิสระ ร่วมทั้งเวลาจัดท่านอน อุ้มพาดบ่าให้น้อยลง อุ้มหันหน้าออก สลับกับอุ้มหันหน้าเข้าหาในท่าผู้อุ้มนั่งตั้งขา หรือตั้งขาข้างหนึ่งสูงกว่าในขณะให้นมแม่ พร้อมให้เกร็งคอนานขึ้นด้วย เพราะคอมีแรงขึ้นแต่ความทนทานน้อย ในท่านอนคว่ำให้แตะหน้าผากขึ้นลงเร็วๆ เพื่อเพิ่มการควบคุมศรีษะในท่านั่งตรงและตั้งคลาน
5. เด็กไม่มีการสำลักนม แต่ชอบอมน้ำลายจนไหลย้อย แนะนำให้ผู้ปกครองจับนั่งคอตรงหรือเอียง 45 องศา ลูบบริเวณคอขึ้นอย่างเร็ว แล้วค่อยพาดบ่า เคาะเบาๆ ด้านหลัง นอกจากนี้ลองกระตุ้นกลิ่นและรสของอาหารที่ไม่ใช้นมบ้าง
ติดตามผลอาทิตย์หน้า
Follow up กรณีศึกษาเย็นนี้ พบว่า แขนขาของเด็กมีอาการเกร็งลดลงจากการลงน้ำหนักลงศอก, ข้อมือ, เข่า, และข้อเท้า แล้วมีแรงตั้งใจเหยียดแขนได้มากขึ้น แต่ข้างซ้ายยังอ่อนแรงกว่าข้างขวา ทำให้แขนขาเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์ซ้ายขวา ขาทั้งสองข้างมีแรงเพิ่มขึ้น แต่ความโค้งของเท้ายังไม่ชัดเจนนัก (แนะนำให้หารองเท้าเด็กที่มีฟองน้ำรองอุ้งเท้า) เด็กร้องไห้น้อยลง ไม่เกิน 15 นาทีเมื่อฝึกกิจกรรมบำบัดไม่เกิน 10 ท่า เด็กเรียนรู้การป้อนอาหารได้ แต่ให้ผู้ป้อนสังเกตการปิดริมฝีปาก เด็กตั้งคอได้นานขึ้นแต่ยังไม่สมดุลซ้ายขวา
ยังคงเน้นให้จัดท่าทางของเด็กในท่าตั้งคลาน ท่านั่งขัดสมาธื ท่าพลิกตะแคงไปทางขวาในท่าพับเพียบจากท่านอนหงายหรือตื่นนอนทุกครั้ง แล้วค่อยอุ้มหันหน้าออกหลังพิงตัวผู้อุ้ม ในทุกๆวัน รวมทั้งลองประยุกต์ในขณะนั่งม้านั่งหลังตรงขณะป้อนอาหารจนถึงขณะอาบน้ำ (อาจประคองอาบซีกขวาตามด้วยซ้าย ช่วงแรกผู้อาบน้ำอาจยอมเปียกพร้อมเด็กจนกว่าจะนั่งได้มากขึ้น
เน้นให้มีการทัดท่านั่งเพื่อกระตุ้นความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อคอ (ใช้เทคนิคการกดคอกับกระดูกสันหลังเป็นจังหวะ 1-5 แล้วปล่อยให้ค้างคอตั้งเล็กน้อย) และเน้นให้ตั้งศอกแบมือนอนคว่ำ จากนั้นผู้ปกครองจับค้างให้เหยียดศอก 5 วินาที
ตามด้วยการจับนอนคว่ำเหมือนกำลังจะคืบ บนเบาะที่มีความสูงพอวางมือลงน้ำหนักได้ จับศรีษะของเด็กตั้งขึ้นพร้อมจับแขนข้างหนึ่งแล้วเหยียดไปข้างหน้า พร้อมก้มคอลงตามมือ ทำสลับอีกข้าง คล้ายว่ายน้ำแกว่งแขนบนบก
รอติดตามผลและอาจปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านต่อไปในสัปดาห์ที่ 4
จากนั้นประคองเหนือเอว จับบิดไปซ้าย จับงอสะโพกและเข่าขวาแล้วจับเหยียดขาให้ถีบออกมาช้าๆ จับบิดไปขวา จับงอสะโพกและเข่าซ้ายแล้วจับเหยียดขาให้ถีบออกมาช้าๆ
ความก้าวหน้าของกรณีศึกษา ในการนัดประเมินครั้งที่ 4 วันที่ 4 ก.ค. 53 ณ บ้าน ดร. ป๊อป
พบว่า กรณีศึกษามีความทนทานตั้งคอนานขึ้น 10 นาที ในท่านอนคว่ำลงน้ำหนักบนศอกถึงฝ่ามือ (ต้องกระตุ้นช่วย) สลับกับในท่านั่งเกือบขัดสมาธิ (นั่งยันมือข้างเดียวได้ พยายามเอื้อมแขนพร้อมตัวไปข้างหน้า แต่ต้องกระตุ้นด้านข้างช่วย) โดยคุณแม่ใช้การเล่าเรื่องบนสมุดภาพสีสวยงามดึงความสนใจของเด็กได้ดี มีอาการร้องไห้และเงียบได้เร็ว เว้นแต่ยังคงร้องเมื่อจับลงน้ำหนักฝ่าเท้าในท่านั่งยอง และจับงอขาทีละข้างเพื่อคืบยังคงต้องกระตุ้นช่วยโดยเฉพาะขาข้างซ้าย (ต้องงอตะโพกซ้ายร่วมด้วยเพราะซีกซ้ายอ่อนแรงมากกว่าซีกขวา) นอกจากนี้พบอาการเกร็งปลายเท้าสองข้างเล็กน้อย ไม่พบอาการเกร็งแขนและมือแต่อย่างใด
ผมทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ตามแนวคิด MORE (คลิกอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/371688) จึงพบว่า กรณีศึกษามีภาวะหลีกหนีสัมผัสจากการเลี้ยงดู เพราะเมื่อแตะสัมผัสใบหน้าและลำตัวจะไม่ชอบและร้องไห้ เมื่อผมแตะลิ้นและเหงือกพบภาวะความไวของการดูดมากเกินพอดี ทำให้ยืนยันว่า กรณีศึกษาควรได้รับการลูบหน้า-ลำตัว ขณะทานนมแม่ ตอนอาบน้ำ และอุ้มสัมผัสในท่าทางต่างๆ จากคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ที่สำคัญต้องหัดให้เด็กดูดจากขวดนม (อาจเป็นน้ำส้มหรือน้ำเปล่า) เพราะจะได้กระตุ้นการดูดที่เหมาะสมกับการพัฒนาของเด็ก ที่จำเป็นต้องลดการดูดจากหัวนมของคุณแม่ ซึ่งออกแรงน้อยกว่า
นอกจากนี้ผมแนะนำให้กระตุ้นภายในและภายนอกปากก่อนที่จะจับสั่นบริเวณหน้าท้องและซี่โครงเพื่อให้มีการกระตุ้นการหายใจ ต่อเนื่องไปถึงการกระตุ้นให้หันมองและเอื้อมมือแตะไปที่หนังสือในทิศทางจากซ้าย-ข้างหน้า-ขวา และปรับระดับเหนือสายตาให้ท้าทายความสามารถมากขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ยันมือขณะเอื้อมมือไปข้างหนึ่ง มีการโยกให้ทรงตัวในท่านอนคว่ำและท่านั่ง
รอติดตามผลครั้งที่ 5 โดยพิจารณาถึงการรับรู้วัตถุแยกจากคนหรือไม่ มีการพัฒนาการเคลื่อนไหวในท่านั่งลงน้ำหนักได้อย่างไร และมีสภาวะสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร (อาจเป็นไปได้ว่าเปลี่ยนที่ฝึก เลยดูธรรมชาติกับการปรับตัวของเด็กมากขึ้น)
ติดตามผลครั้งที่ 5 พบว่า น้องทรงท่าในท่านั่ง มองตามหนังสือภาพ และฟังเสียงเล่านิทาน นาน 5 นาที (ดีขึ้นและเรียนรู้ในชีวิตจริงถึง 80% เมื่อเทียบกับครั้งที่ 1) แต่น้องไม่สามารถทรงท่าในท่าตั้งคลานกับตั้งเข่ายืน ไม่ได้นานถึง 5 นาที จึงแนะนำให้ฝึกต่อเพื่อเพิ่มการทรงท่าให้มั่นคงและทนทาน
จากนั้นประเมินทักษะการเคลื่อนไหว (Mobility skills) บนบอลในสามท่าได้แก่ นั่งโยกขึ้นลงหน้าหลังในจังหวะที่คอและลำตัวทรงท่ามากขึ้น จากนั้นนอนคว่ำโยกไปข้างหน้าและงอขาโดยไม่บังคับและงอในขณะโยกตัวมาข้างหลังช้าๆ จนเท้าแตะเข่าผู้ฝึก ทั้งนี้เปลี่ยนตำแหน่งภาพจากซ้าย กลาง ขวา และนอนคว่ำยืนแขนและมือไปจับหนังสือมาจากผู้ฝึกกลับไปมา
ติดตามผลในอาทิตย์หน้า
เข้ามาติดตามครับอาจารย์ ขอเพียงแค่มี Progress ขึ้นเล็กน้อยผมก็ดีใจที่กิจกรรมบำบัดของเราได้มีส่วนช่วยเหลือผู้คนครับ
ขอบคุณมากครับคุณกรกฎ
ติดตามความก้าวหน้าเพิ่มเติมต่อที่บันทึก http://gotoknow.org/blog/otpop/375622
สวัสดีค่ะ คุณหมอ
ดิฉันได้อ่านบทความของ คุณหมอดีมากค่ะ ตอนนี้ดิฉันมีลูกชาย อายุ 4 เดือน ค่ะ น้องเขาชอบจิกเท้าและบิดเท้าเข้าหากันนะ ดิฉันอย่างให้คุณหมอช่วยแนะนำว่าควรทำอย่างไรบ้างค่ะ เพราะดิฉันกลัวว่าลูกเท้าจะผิดรูป แต่ไปหาหมอเด็กเขาบอกว่าไม่เป็นไร แต่ดิฉันก็เป็นกลังวนนะค่ะเพราะน้องจะเกร็งข้อเท้าและจิกเท้าตลอดเวลานะค่ะ จะคลายตอนนอนเท่านั้นค่ะ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ทำแนะนำจาก คุณหมอค่ะ
ขอบพระคุณในความเมตตาค่ะ
คุณแม่น้องโลมา
เรียนคุณแม่น้องโลมา ผมแนะนำวิธีง่ายๆ ลองทดสอบดูว่าเท้าของน้องจะเกร็งหรือไม่ ให้คุณแม่ใช้นิ้วชี้ขวาแตะลูบจากส้นเท้าของน้องจนถึงปลายเท้า หากเท้าของน้องมีการขยับกางนิ้วทันที แสดงว่า ไม่มีอาการเกร็งจากระบบประสาทกล้ามเนื้อ ลองทำทีละข้างแล้วลองส่งข่าวบอกผมด้วย หากเท้าของน้องไม่มีการขยับและจิกเท้ามากขึ้น ลองค่อยๆ ขยับข้อเท้าน้องขึ้นลงช้าๆ แล้วค้างลงน้ำหนักในท่านั่งยองๆ ประมาณ 2-3 นาที ลองสังเกตว่ายังคงมีอาการเกร็งจิกเท้าหรือไม่ ถ้ามีคงต้องแนะนำให้มาตรวจประเมินการพัฒนาเด็กตามกรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัด ณ คลินิกกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เชิงสะพานปิ่นเกล้า หรือ ศาลายา อีกครั้งเพื่อยืนยันการพัฒนาของน้องโลมา
คุณแม่สามารถติดต่อผมผ่าน [email protected] หรือผ่าน Blog นี้ได้เสมอครับ
เรียน คุณหมอค่ะ
บทความคุณหมอดีมากเลยค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณจีรวรรณ
ลูกชายสิบเอ็ดเดือนแล้วค่ะ แต่ยังนั่งเองไม่ได้ เวลาจับให้นั่ง อ้าขา ก็จะนั่งได้แค่ หนึ่งหรือสองนาที เพราะนิ้วเท้า จะเกร็ง และจิกเข้าหาตัวเอง ทำให้เขานั่งไม่สบาย ตอนนอนบางครั้งก็ยังเกร็งค่ะ บางครั้งจะยอมนั่งบ้างก็ท่า แบะขาออกสองข้าง อ่านในเน็ต เขาห้ามให้เด็กนั่งท่านี้ค่ะ อยากทราบว่าเป็นเพราะสาเหตอะไรค่ะ น้องถึงยังนั่งไม่ได้ ตอนนี้ก็นอนคว่ำเล่นของเล่นค่ะ แล้วจะแก้ไขยังไงดีค่ะ
คุณหมอค่ะ อาการเกร็งและจิกเท้าเข้าหาตัวเกิดจากสาเหตุอะไรค่ะ
ตอบคุณน้องเมล
อาการเกร็งและจิกเท้าเข้าหาตัวน่าจะเกิดจากสาเหตุ 4 ประการ คือ
1. ความผิดปกติของระบบประสาทการเคลื่อนไหวจากพยาธิสภาพของสมองส่วนกลาง
2. ความบกพร่องของการทำงานของกล้ามเนื้อจากพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนปลาย เช่น ไขสันหลังและปลายประสาทบนกล้ามเนื้อ
3. ความบกพร่องของระบบการใช้พลังงานของร่างกายจากทุกขภาวะโภชนาการ รูปแบบการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม
4. ความบกพร่องของระบบประสาทการเคลื่อนไหวจากทุกขภาวะทางอารมณ์-พฤติกรรม-สิ่งแวดล้อมในตัวตน ที่เกิดความล้าทางความคิด จิตใจ และ/หรือร่างกาย อย่างต่อเนื่อง
หากไม่สามารถระบุสาเหตุข้างต้น ควรปรึกษาและรับการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากแพทย์และนักกิจกรรมบำบัด
ตอบคุณแม่น้องเมลอีกครั้ง
จากข้อมูลที่ให้มานั้น ไม่แน่ใจว่าได้ตรวจกับคุณหมอหรือยัง และมีอาการนี้มานานหรือยัง ผมตั้งสมมติฐานไว้ที่สาเหตุจากการทำงานของสมอง แต่คงต้องนัดมาตรวจอย่างละเอียดด้วยวิธีการทางกิจกรรมบำบัด หรือไปเยี่ยมบ้านในโครงการ "หมออาสา มาหานะเธอ"
อธิบายเพิ่มเติมคือ น้องนั่งไม่ได้อาจเป็นเพราะยังไม่มีโอกาสรรับรู้ตำแหน่งข้อต่อในสภาวะที่ไม่เกร็ง ถ้าไม่ลดเกร็งโดยการจัดท่าที่ถูกต้องก่อนการกระตุ้นให้นั่งหรือเล่นในท่าทางต่างๆ แนะนำให้มาตรวจประเมินจะชัดเจนกว่า เพราะยังไม่ทราบข้อมูลของน้องว่า ระบบประสาทการเคลื่อนไหวตั้งแต่การรับรู้ข้อต่อ การทรงท่า และปฏิกิริยาตอบสนองตามพัฒนาการช้ากว่าปกติหรือไม่
ติดต่อผมได้ที่ [email protected] ครับ
สวัสดีค่ะ
มีลูกชายที่มีพัฒนาการช้าค่ะ สาเหตุเนื่องจากเป็นลมชักค่ะ เป็นตอนอายุ 3 เดือนค่ะ
ชักติดต่อกัน 4 เดือน คุมชักได้ตอน 7 เดือน ตอนนี้อายุ 10.5 เดือนค่ะ
พัฒนาการช้าไปประมาณ 2-3 เดือน ภูมิลำเนาอยู่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลาค่ะ ไม่มีศูนย์กิจกรรมบำบัดเลย นอกจาก รพ. สงขลานครินทร์
ซึ่งขาดบุคลากร ไม่มีคิวที่จะฝึกลูกเลย เราก็ได้ท่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อบางท่า มาฝึกให้ลูกค่ะ ตอนนี้แกสามารถคว่ำได้ คืบได้แล้วค่ะ
ส่งเสียงอ้อแอ้ หัวเราะเสียงดัง เล่นของเล่น แย่งชิงของ แต่ไม่ยอมถือขวดนมเวลากินนม เวลากินข้าวก็แย่งช้อน ไม่เวลาทานนมจะนอนดูดนิ่ง ๆ ไม่ยอมจับขวด ไม่ทราบว่าเป็นด้วยเหตุใด บอกหมอที่เป็นหมอรักษาประจำก็ไม่ตอบว่าไร
อาจารย์มีอะไรแนะนำบ้างคะ อยากได้ภาพประกอบหรือคลิปการฝึกด้วยค่ะ
ขอรบกวนคุณกาญจนา ส่งภาพหรือคลิปขณะที่น้องตั้งคลาน จับก้มศรีษะ 1 ภาพ จับเงยศรีษะ 1 ภาพ ขณะเปลี่ยนจากคลานมานั่ง 2 ภาพ ขณะนอนดูดนม 1 ภาพ และขณะพยายามให้จับขวดนม 1 ภาพ
ผมจะได้วิเคราะห์ปัญหาทางกิจกรรมบำบัดจากภาพหรือคลิปได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้นกว่าข้อมูลที่คุณแม่ให้มาครับ และแนะนำคุณแม่ต่อไป ช่วยส่งอีเมล์มาที่ [email protected]
ขอบคุณครับ
เรียนสอบถามครับ
ตอนนี้ลูก 11 เดือนชอบชี้มากชี้ได้ทั้ง 2 มือแต่ถ้าเป็นมือขวาชี้ได้ไม่นานนิ้วมือทั้ง 5 จะเกร็งหงิกงอ
เพิ่งเป็นเมื่อ 2 week มานี้เองครับกลัวมากจะเป็นอะไรไหมครับ
ขอบคุณครับ
ป่าน
ขอบคุณครับคุณป่าน
เป็นเรื่องปกติถ้าลูก 11-12 เดือนจะสำรวจและสื่อสารด้วยการชี้นิ้วมือทั้งซ้าย และ/หรือขวา
อยากให้ลองทดสอบดูว่า เกร็งจากอะไร
1. หากลูบบริเวณหลังมือเด็กเร็วๆ แล้วนิ้วมือกางออก ก็เป็นอาการเกร็งค้างจากการบังคับวางแผนการเคลื่อนไหวท่าทางเดิมๆ มากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แนะนำว่า ควรสื่อสารกับเด็กให้เคลื่อนไหวนิ้วมือจากการชี้ ก็สลับกับการกำมือ การโบกมือ การหยิบจับในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้สามนิ้ว (โป้ง ชี้ กลาง พร้อมกัน) ใช้สองนิ้ว (โป้งและชี้) เป็นต้น
2. หากทำข้อ 1 แล้วยังเกร็งอยู่ ให้ตบหลังมือแรงๆ เร็วๆ แล้วเมื่อเห็นนิ้วโป้งขยับกางออก ให้ขยับกางนิ้วโป้งมากขึ้นพร้อมกางนิ้วอื่นๆ เพื่อแบมือลงน้ำหนักบนโต๊ะ แล้วลูบหลังมือจากข้อมือไปทีละนิ้ว หากกางออก ก็เป็นกรณีกล้ามเนื้อเกร็งค้างพร้อมระบบการวางแผนการเคลื่อนไหวช้า ต้องเน้นกิจกรรมการพัฒนาเด็กที่มีการใช้แรงและเคลื่อนไหวเล่นในรูปแบบที่หลากหลาย
3. หากทำข้อ 1 และ 2 แล้วไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์ และ/หรือนักกิจกรรมบำบัด ในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการพัฒนาเด็ก เพิ่มเติมถึงวิธีการผ่อนคลายระบบประสาทกล้ามเนื้อ หรือประเมินสาเหตุของอาการเกร็งเพิ่มเติม
หากไม่ดีขึ้น รบกวนคุณป่านอีเมล์นัดหมายกับ ดร.ป๊อป ที่ [email protected]