ความก้าวหน้าของกรณีศึกษา ในการนัดประเมินครั้งที่ 4 วันที่ 4 ก.ค. 53 ณ บ้าน ดร. ป๊อป
พบว่า กรณีศึกษามีความทนทานตั้งคอนานขึ้น 10 นาที ในท่านอนคว่ำลงน้ำหนักบนศอกถึงฝ่ามือ (ต้องกระตุ้นช่วย) สลับกับในท่านั่งเกือบขัดสมาธิ (นั่งยันมือข้างเดียวได้ พยายามเอื้อมแขนพร้อมตัวไปข้างหน้า แต่ต้องกระตุ้นด้านข้างช่วย) โดยคุณแม่ใช้การเล่าเรื่องบนสมุดภาพสีสวยงามดึงความสนใจของเด็กได้ดี มีอาการร้องไห้และเงียบได้เร็ว เว้นแต่ยังคงร้องเมื่อจับลงน้ำหนักฝ่าเท้าในท่านั่งยอง และจับงอขาทีละข้างเพื่อคืบยังคงต้องกระตุ้นช่วยโดยเฉพาะขาข้างซ้าย (ต้องงอตะโพกซ้ายร่วมด้วยเพราะซีกซ้ายอ่อนแรงมากกว่าซีกขวา) นอกจากนี้พบอาการเกร็งปลายเท้าสองข้างเล็กน้อย ไม่พบอาการเกร็งแขนและมือแต่อย่างใด
ผมทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ตามแนวคิด MORE (คลิกอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/371688) จึงพบว่า กรณีศึกษามีภาวะหลีกหนีสัมผัสจากการเลี้ยงดู เพราะเมื่อแตะสัมผัสใบหน้าและลำตัวจะไม่ชอบและร้องไห้ เมื่อผมแตะลิ้นและเหงือกพบภาวะความไวของการดูดมากเกินพอดี ทำให้ยืนยันว่า กรณีศึกษาควรได้รับการลูบหน้า-ลำตัว ขณะทานนมแม่ ตอนอาบน้ำ และอุ้มสัมผัสในท่าทางต่างๆ จากคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ที่สำคัญต้องหัดให้เด็กดูดจากขวดนม (อาจเป็นน้ำส้มหรือน้ำเปล่า) เพราะจะได้กระตุ้นการดูดที่เหมาะสมกับการพัฒนาของเด็ก ที่จำเป็นต้องลดการดูดจากหัวนมของคุณแม่ ซึ่งออกแรงน้อยกว่า
นอกจากนี้ผมแนะนำให้กระตุ้นภายในและภายนอกปากก่อนที่จะจับสั่นบริเวณหน้าท้องและซี่โครงเพื่อให้มีการกระตุ้นการหายใจ ต่อเนื่องไปถึงการกระตุ้นให้หันมองและเอื้อมมือแตะไปที่หนังสือในทิศทางจากซ้าย-ข้างหน้า-ขวา และปรับระดับเหนือสายตาให้ท้าทายความสามารถมากขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ยันมือขณะเอื้อมมือไปข้างหนึ่ง มีการโยกให้ทรงตัวในท่านอนคว่ำและท่านั่ง
รอติดตามผลครั้งที่ 5 โดยพิจารณาถึงการรับรู้วัตถุแยกจากคนหรือไม่ มีการพัฒนาการเคลื่อนไหวในท่านั่งลงน้ำหนักได้อย่างไร และมีสภาวะสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร (อาจเป็นไปได้ว่าเปลี่ยนที่ฝึก เลยดูธรรมชาติกับการปรับตัวของเด็กมากขึ้น)