ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที DW(ประชุม-สัมมนาเชิงปฏิบัติการ) ครั้งที่3
เมื่อวันที่11 มิถุนายน 2553 สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ได้นำพานักส่งเสริมการเกษตรทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งสิ้น 90 คน ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที DW(ประชุม-สัมมนาเชิงปฏิบัติการ) ครั้งที่3 ตามระบบส่งเสริมการเกษตร ณ.ศูนย์บริหารศัตรูพืชพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมุ่งเน้นให้นักส่งเสริมการเกษตร ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านประสบการณ์ระหว่างนักส่งเสริม กับนักวิจัย(นักวิชาการเฉพาะด้าน)หรือระหว่างนักส่งเสริมกับเกษตรกร(ชุมชน)


ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในครั้งนี้ ได้กำหนดประเด็นในการแลกเปลี่ยนคือเทคนิคการเพาะเลี้ยงแมลงช้างปีกใส เพื่อไปดูดกินเพลี้ยแป้งที่ระบาดในไร่มันสำปะหลัง
ลองมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า แมลงช้างปีกใส เป็นแมลงประเภทตัวห้ำ สามารถดูดกินศัตรูพืชหลายชนิดเช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรแดง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยหอย หนอนตัวเล็กๆและไข่ของแมลงหลายชนิดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

วงจรชีวิตของแมลงช้างปีกใส เมื่อตัวเต็มวัยผสมพันธุ์แล้ว จะออกไข่ เมื่อไข่มีอายุ 4 วัน ก็จะฟักเป็นตัวอ่อน ในระยะของการเป็นตัวอ่อนนี้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ( ช่วงอายุ7-10 วัน) จากนั้นก็จะเข้าสู่ระยะดักแด้ อีก 10-15 วัน จากนั้นก็จะพัฒนาไปสู่ระยะตัวเต็มวัยอีก 20-30 วัน
หลักการผลิตและขยาย แมลงช้างปีกใส มีอยู่ 3 ขั้นตอนหลักๆคือ
ขั้นที่1. ผลิตหรือหาอาหารบริสุทธิ์ เพื่อให้เพลี้ยแป้งได้กินเป็นอาหาร เช่นฟักทองแก่คุณภาพดี หรือต้นมันสำปะหลังที่สมบูรณ์ และที่อ่อนแอต่อเพลี้ยแป้ง เพื่อทำการผลิตเพลี้ยแป้งให้เพียงพอต่อปริมาณแมลงช้างปีกใส
ขั้นที่2. ผลิตเพลี้ยแป้งที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อนสารเคมี เชื้อโรคหรือแมลงอื่นๆ ให้มีในปริมาณที่เพียงพอที่จะใช้เป็นอาหารเลี้ยงแมลงช้างปีกใส แมลงช้างปีกใสหนึ่งตัว จะกินเพลี้ยแป้งได้อย่างน้อย 60 ตัวต่อวัน และถ้าอาหารไม่เพียงพอจะกินกันเอง และถ้าเพลี้ยแป้งไม่สะอาด มีสิ่งปนเปื้อนหรือมือแตนเบียนทำลาย จะทำให้ได้แมลงช้างปีกใสที่ไม่สมบูรณ์ ประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืชจะลดลง
ขั้นที่3. ผลิตแมลงช้างที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีคุณภาพที่ดี ซึ่งจะต้องมีอาหารอย่างพอเพียง สะอาด และปล่อยในวัยที่เหมาะสม และสะดวกแก่การนำไปปล่อย วัยที่เหมาะสมที่สุดคือวัยตัวอ่อน ที่สามารถดูดกินเพลี้ยแป้งได้ทันที
สรุปทั้ง 3 ขั้นดังกล่าว ต้องวางแผนให้สัมพันธ์กัน จึงจะทำให้การผลิตขยายที่มีประสิทธิภาพ ได้แมลงช้างปีกใสตามที่ต้องการ ทั้งปริมาณและคุณภาพ


การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักส่งเสริมการเกษตร กับนักวิจัย ในเบื้องต้นนี้จึงนับได้ว่านักส่งเสริมการเกษตรของจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับการเติมเต็มจากประสบการณ์จริงอีกครั้งหนึ่ง ในปีงบประมาณ 2553 นี้ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ชุมชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมาก และเคยประสพปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในแปลงมันสำปะหลังของเกษตรกรในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมการจัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนขึ้น รวมทั้งสิ้น19 ศูนย์ กระจายอยู่ในชุมชนต่างๆเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนั่นเองครับ
บทบาทและภารกิจของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มีดังนี้
-
1. ทำการสำรวจและติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในชุมชน
-
2. เฝ้าระวังและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง
-
3. ทำการผลิตและขยายศัตรูธรรมชาติเพื่อบริการแกสมาชิกในชุมชน
-
4. ทำการชุบท่อนพันธุ์แก่เกษตรกรในชุมชน
-
5. ทำแปลงเรียนรู้/แปลงทดลอง ในชุมชน
-
6. ฝึกอบรมให้ความรู้หรือจัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรในชุมชน
-
7. ร่วมติดตามประเมินผล/การสรุปรายงาน
ข้อสำคัญ นักส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบศูนย์จัดการศัตรูพืชแต่ละจุดและคณะกรรมการ ประจำศูนย์ฯ จะต้องมีการวางแผนการปล่อยแมลงช้างปีกใสในพื้นที่ ปล่อยเพื่อควบคุมเพลี้ยแป้งหลังจากแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง แล้วทำการปลูก ประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง สำหรับการกำหนดจุดปล่อยแมลงช้างปีกใสและวันที่ปล่อย คือหลังจากการสำรวจสถานการณ์และพบเพลี้ยแป้ง ทำการปล่อยแมลงช้างปีกใส ปล่อยเพื่อควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งไม่ให้มากจนถึงขั้นเสียหาย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
เขียวมรกต
12 มิย.53