ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ (๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓) มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งมาถามว่า "จะทำอย่างไรให้ญาติของเขาเข้าวัด...?"

ตอนนั้นเราตอบเข้าไปตรง ๆ สั้น ๆ และง่าย ๆ ว่า "รอให้ใกล้ตายก่อนแล้วเขาจึงจะเข้าวัด...!"

ทำไมเราถึงตอบเขาไปอย่างนั้น...

เรื่องนี้ต้องขอเล่าย้อนกลับไปว่า ในกรณีนี้ญาติ ๆ ของเขานั้นเคยพูดกับเขาหลายครั้งว่าตอนที่เจ็บป่วยไม่สบายนี้ให้เข้าไปวัดนะ ไปทำบุญ ไปสร้างกุศล ก่อนนั้นเขาก็เคยมาครั้งหนึ่ง จะมาด้วยเหตุบังเอิญ หรือว่าถูกจัดฉากให้มา หรือว่าจะมาด้วยความจำเป็น เขาก็มา มาแล้วก็หาย เพราะเขาไม่ได้ศรัทธาอะไร

คนเรานั้นถ้าไม่ทุกข์เจียนตายก็ไม่คิดเข้าวัด ไม่ซาบซึ้งใน "รสพระธรรม"

คนที่ยังมีวัยหนุ่ม วัยสาว ซึ่งยังคิดว่าตนเองอยู่ไกลจากความตาย ยังไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ มารบกวน แขนขายังมีกำลัง ลุกนั่งเดินเหิรสบายนั้น บุคคลที่อยู่ในวัยนี้ถือได้ว่า เป็นวัยที่ยังมี "ความประมาท" อยู่

เขาก็ใช้ชีวิตของเขาไปเรื่อย ๆ แล้ววางแผนว่า "แก่ ๆ" ค่อยเข้าวัด เกษียณแล้วค่อยมาทำบุญ

สัจธรรมข้อนี้เป็นสิ่งเที่ยงแท้ในจิตใจของบุคคลผู้ประมาท เพราะใครจะรู้ได้เล่าถึงความตายแม้นพรุ่งนี้

หรืออย่างวัยรุ่นหลาย ๆ คนที่เข้าวัดกัน ส่วนใหญ่แล้วก็ "ใกล้จะตาย" ไม่ได้ตายเพราะโรค หรือสังขารภัย แต่ใกล้ตายเพราะความทุกข์ ซึ่งเป็น "ความทุกข์จากความรัก" เรียกง่าย ๆ ว่าวัยรุ่นเหล่านี้เข้าวัดเพราะ "อกหัก"

ตอนที่วัยรุ่นอกหักนี้เรียกได้ว่า "เจ็บเจียนตาย" หรือ "ทุกข์อย่างแสนสาหัส"

 

คนเราเมื่อเจอทุกข์ จิตใจก็จะสอดส่ายหาทางดับทุกข์ และทางดับทุกข์ที่เป็นรูปธรรมหรือเป็นสิ่งที่มองเห็นทางด้านกายภาพก็คือวัด

แต่แท้ที่จริงแล้ว การดับทุกข์ที่แท้จริงนั้น "อยู่ที่จิตที่ใจ"

จิตใจที่รู้แจ้งเห็นจริงซึ่งกฎแห่งไตรลักษณ์ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นของธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นความรัก ทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้กระทั่งร่างกายที่คิดว่าเป็นของเรานี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เยื่อมมีวันเสื่อมสลาย สูญไปเป็น "ธรรมดา"

ดังนั้น คนในปัจจุบันนี้หลาย ๆ คน จึงพยายาม "สวนกระแส" หรือพยายามวืนกฎแห่งธรรมชาติ ด้วยการไม่ยอมแก่บ้าง ไปดึงหน้า ดึงตา กินโน่น เสพนี่ เพื่อที่จะฝืนให้ร่างกายไม่เหี่ยว ไม่แก่

หรือหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็พยายามอัพเกรดตนเอง สร้างตนเอง เสาะหามูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้ตนเอง เพื่อที่ดึง ฉุด ยั้ง คนที่ตนเองรัก หรือที่เรียกว่าแฟน ซึ่งในปัจจุบันนี้อาจจะเรียกว่า "กิ๊ก" ให้อยู่กับตนเองไปนาน ๆ

แต่พอฉุดไม่ไหว ด้วยเหตุแห่งสังขาร อาจจะไม่สวยพอ ไม่หล่อพอ ก็ต้องไปเสาะแสวงหาทรัพย์สินไปแต่งโน่น เสริมนี่ แล้วก็ฉุดรั้งเวลาไว้ได้อีกนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องสิ่งทั้งหลายก็ต้องจากไปเป็นธรรมดาไม่เว้นแม้กระทั่ง "กิ๊ก"

คนที่จะน้อมใจกลับมาพิจารณากฎแห่งไตรลักษณ์ได้นั้น มักจะต้องมีสาเหตุจาก "ความมทุกข์" ซึ่งเป็นหลักข้อแรกของ "อริยสัจ ๔"

คนไม่ใกล้ตายยังไม่เจอทุกข์ คนใกล้ตายจึงได้พบทุกข์ พบทุกข์มากก็มีโอกาสพิจารณาสัจธรรมแห่งชีวิตได้มาก

คนที่จะมีศรัทธาต่อหลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือคนที่มีความทุกข์ทั้งสิ้น

แท้ที่จริงแล้วคนเราที่เกิดมาก็ทุกข์กันทั้งนั้น ๆ  แต่ทว่าเทคโนโลยีสมัยนี้ ได้มาสร้างความหลงให้เราคิดว่าหนีทุกข์ได้ แก้ทุกข์ได้ ด้วยการแพทย์ การท่องเที่ยว หรือการเสพความบันเทิงต่าง ๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว การเสพความสุขแบบนี้ถือว่าเป็น "ความทุกข์อย่างละเอียด"

สิ่งเสพติดของคนสมัยก่อนนั้นคือ ฝิ่น กัญชา ยาบ้า เฮโรอีน แต่สิ่งเสพติดของคนสมัยนี้คือ "ความสุข" ความสุขซึ่งฉาบแท้ไว้ด้วยยาพิษแห่งความทุกข์ ที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจให้ห่างไกลจาก "ความสงบ" อันเป็นความสุขที่เที่ยงแท้

เมื่อมีทุกข์ใหรู้จักน้อมนำความทุกข์มาพิจารณาให้เกิดปัญญา แล้วชีวิตนี้หนาจะไม่คงอยู่ด้วย "ความประมาท..."