อธิบายภาพ : ชาวบ้าน บ้านตาลิน และชาวบ้านอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ รวมตัวกันทำกระยาสารท ซึ่งเป็นเทศกาลการทำอาหารอย่างหนึ่งที่มีมิติความเป็นชุมชนและกระบวนการเชิงวัฒนธรรม ซึ่งก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชนขึ้นอย่างลึกซึ้ง  วาดภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ 

  ชุมชนหนองบัว   มีพื้นฐานเป็นชุมชนเกษตรกรรมเหมือนกับชุมชนส่วนใหญ่ของประเทศ พื้นที่ของอำเภอหนองบัว นอกจากจะเป็นที่ราบลุ่มเหนือบึงบระเพ็ดและแอ่งความอุดมสมบูรณ์สำหรับเพาะปลูกข้าวในภาคกลางของประเทศไทยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งก็เป็นป่าเขา มีเหมืองแร่ยิบซั่มที่ใหญ่ที่สุด มีป่าไม้และพืชพันธุ์หลากหลาย รวมทั้งเป็นที่ราบสำหรับการทำพืชไร่และการปศุสัตว์

การปลูกข้าวและการทำเกษตรกรรมจึงเป็นโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมการผลิต อันนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคม กิจกรรมชีวิต วิถีชุมชน ตลอดจนกระบวนการเรียนรู้ ผสมผสานไปกับวิถีทำกินในฤดูกาลต่างๆ

วัฒนธรรมอาหารเป็นจำนวนมากจึงมีความเชื่อมโยงและสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนอย่างใกล้ชิด จึงเป็นวิธีหนึ่งที่เราสามารถช่วยให้ชาวบ้านได้วิธีเรียบง่ายแต่แยบคายในอันที่จะเรียนรู้สังคม คะเนสภาวการณ์ เห็นความเป็นชุมชนและองค์ประกอบต่างๆภายในชุมชน จากการพิจารณามิติต่างๆในความเป็นอาหาร

  กระยาสารทกับมิติสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  : เวทีกิจกรรมที่สร้างสำนึกสาธารณะด้วยอาหารตามฤดูกาล 

กระยาสารท เป็นหนึ่งในอาหารหวานที่แพร่หลาย ซึ่งในอดีตนั้นจะเป็นอาหารที่ทำขึ้นตามฤดูกาลเนื่องอยู่กับการทำบุญเดือนสิบ ดังปรากฏใน นิราศเดือน โดย หมื่นพรหมสมพัตร (นายมี ลูกศิษย์คนหนึ่งของสุนทรภู่) ว่า

                                                                    “………………………

                                                                    ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารท
                                                                    ใส่อังคาสโภชนากระยาหาร
                                                                    กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพาน
                                                                    พวกชาวบ้านถ้วนหน้ามาธารณะ

                                                             ถ้างามคมห่มสีชุลีนบ
                                                             แล้วจับจบทัพพีน้อมศีรษะ
                                                             หยิบข้าวของกระยาสารทใส่บาตรพระ
                                                             ธารณะเสร็จสรรพกลับมาเรือน

                                                                    พอลับเนตรเชษฐาอุราร้อน
                                                                    แสนอาวรณ์โหยให้ใครจะเหมือน
                                                                    ไม่รู้ที่จะวานใครไปตักเตือน
                                                                    ให้มาเยือนเยี่ยมพี่ถึงที่นอน

                                                              …………………....”

                                                             ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
                                                             และ กวีคลับดอทคอม : สังคมดีๆของคนรักกลอน

คนหนองบัวทำกระยาสารทเป็นเทศกาลอาหารในเดือน ๑๐ เช่นเดียวกับอีกหลายภูมิภาคของสังคมไทย ทว่า รสชาดและส่วนประกอบของกระยาสารท ตลอดจนรูปแบบการทำและเครื่องประกอบในการกินก็อาจจะแตกต่างไปจากแหล่งอื่นๆในรายละเอียด เช่น ในบางปีที่น้ำท่าอุดมสมบูรณฺ์ ท้องถิ่นหนองบัวได้ผลผลิตดี ชาวบ้านแถวกำแพงเพชรสามารถส่งกล้วยไข่ไปขายถึงชุมแสง ชาวบ้านหนองบัวนำข้าวเปลือกไปแลกน้ำตาลและแบะแซไปทำกระยาสารทให้เครื่องถึงทั้งความหวานและมัน เหมาะสมที่จะกินกับกล้วยไข่ ชาวบ้านก็จะทำกระยาสารทให้เหมาะกับการกินกับกล้วยไข่

จะยากดีมีจนอย่างไร คนหนองบัวก็เหมือนกับคนไทยในทุกท้องถิ่นที่จะต้องไม่ขาดจากการทำบุญกุศล และกระยาสารทในแง่หนึ่งก็เป็นอาหารหวานที่เนื่องไปกับเทศกาลทำบุญเดือน ๑๐ มีนัยของการทำเพื่อสร้างบุญกุศล ชาวบ้านต้องคิดทำเหมือนเป็นการปฏิบัติสิ่งดี อาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีบ้างแต่จะไม่ขาด ดังนั้น ความเป็นกระยาสารท จึงเชื่อมโยงอยู่กับวิถีทำอยู่ทำกินของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด 

แต่โดยภาพรวมแล้วกระยาสารทกับคนในท้องถิ่นหนองบัวก็เป็นลักษณะความร่วมกันอย่างหนึ่งของชุมชนที่ทำไร่นา ปลูกถั่วงา อ้อย มะพร้าว มีความสำนึกต่อการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนและกินข้าวเป็นอาหารหลัก หรือเป็นสามัญลักษณะที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยที่ยังมีความเป็นสังคมเกษตรกรรม เพียงแต่อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ซึ่งมักสะท้อนบริบทความเป็นท้องถิ่นพอสมควร

  การสร้างความเป็นชุมชนบนกระบวนการทำกระยาสารท 

การทำกระยาสารทนั้นมีจังหวะเคลื่อนไหวไปกับงานทำบุญงานประเพณี ทำให้เนื้อหากิจกรรมก่อเกิดขึ้นบนความสำนึกต่อการทำสิ่งดีงามเพื่อตนเองและสังคม เป็นวาระได้พัฒนาจิตใจ แสดงออกในความละเอียดประนีตทั้งศิลปะ การแต่งกาย ดังพรรณาในนิราศเดือนของหมื่นพหมสมพัตสรหรือนายมีศิษย์ของสุนทรภู่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นอาหารหวานที่ต้องระดมความร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำหลายคน จึงเป็นเสมือนเวทีสร้างสรรค์ความเป็นสาธารณะซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเคลื่อนไหวชีวิตชุมชนหลายด้านให้ดำเนินไปอย่างมีชีวิตชีวา

  วตถุดิบของกระยาสารทสะท้อนผลผลิตและความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน 

การทำกระยาสารท จะอาศัยวัตถุดิบที่หาได้ในชุมชนและดัดแปลงส่วนประกอบต่างๆให้เหมาะไปตามผลผผลิตที่ได้รับในฤดูกาลทำนาแต่ละปี ข้าวตอกจะทำจากข้าวเก่าที่ได้จากผลผลิตในปีที่ผ่านไป ส่วนข้าวเม่าก็จะเป็นข้าวใหม่ที่ได้จากปีปัจจุบันที่ทำกระยาสารท มะพร้าวก็จะหิ้วมาช่วยกันจากบ้านต่างๆคนละลูกสองลูก ถั่วงา น้ำตาล ก็จะหิ้วมารวมกัน ๕-๑๐ ครัวเรือน ส่วนผสมของกระยาสารทจึงมีความสัมพันธ์กับความรักความผูกพันและความร่วมแรงร่วมใจกันของชุมชน

เมื่อรวมวัตถุดิบและรวมกลุ่มกันทำกระยาสารทเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะแบ่งปันกันทุกบ้านอย่างทั่วถึง ดังนั้น ในปีหนึ่งๆ รสชาด สัดส่วน ปริมาณและคุณภาพของกระยาสารท เช่น ความหวานหอมด้วยถึงน้ำตาลและข้าวเม่า ความเหนียวนุ่มด้วยถั่วแบะแซ ความหวานมันด้วยกะทิและถั่วงา เหล่านี้ ก็จะแตกต่างกันไปตามความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต หากปีใดแล้งและผลผลิตไม่ดี กระยาสารทก็จะทำกันไปตามสภาพของสิ่งที่มีและหาได้ในหมู่บ้าน

บางปีอาจจะดัดแปลงทำให้ร่วนมากกว่าแหล่งอื่นเนื่องจากหลายแห่งของชาวบ้านหนองบัวทำน้ำตาลงบจากการหีบอ้อยและมีผลผลิตไม่ดีพอที่จะเอาข้าวเปลือกไปแลกน้ำตาลปีบ ถั่ว งา และแบะแซจากตลาดชุมแสง การลดน้ำตาลปีบและแบะแซก็จะทำให้กระยาสารทในปีนั้นๆร่วนและลดความหวานมันลงไปตามสภาวการณ์ต่างๆที่ชุมชนประสบ

  ความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของปัจเจก 

การทำกระยาสารทจำเป็นต้องทำช่วยกันเป็นกลุ่มก้อนและมีการแบ่งงานกันอย่างซับซ้อน กระจายการมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึงทั้งบนความแตกต่างระหว่างเพศชายหญิง ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ชายวัยแรงงาน กลุ่มสตรีแม่บ้าน เยาวชนและคนหนุ่มสาว ตลอดจนกลุ่มเด็กๆและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุก็จะรวมกลุ่มสนทนาถึงสารทุกข์สุกดิบของลูกหลานพร้อมไปกับนั่งเก็บเปลือกถั่วงาและแกลบออกจากข้าวเม่า เด็กๆก็หาฟืนและวิ่งขนของช่วยผู้ใหญ่ ผู้ชายก็กวนส่วนประกอบต่างๆในกะทะใบบัวซึ่งต้องทนความร้อนและใช้ความแข็งแรงมาก กลุ่มคนหนุ่มสาวก็นั่งปลอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว และคั้นน้ำกะทิ กลุ่มแม่บ้านก็คั่วข้าวตอก ขั่วข้าวเม่า ตำข้าวเม่าด้วยครกซ้อมมือ

เด็กๆได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองจากหน่วยทางสังคมขนาดเล็กแต่มีพลังการหล่อหลอมที่รอบด้าน ทั้งด้านจิตใจ ทักษะชีวิต ทักษะการปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยกาลเทศะ ความสำนึกต่อส่วนรวมและทักษะเชิงสังคม คนหนุ่มสาวก็ได้สร้างความสนิทสนมและเรียนรู้จิตใจกันและกันในท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ ปัจเจกและครอบครัวก็ได้เรียนรู้ที่จะผสมผสานความเป็นส่วนตัวกับความเป็นส่วนรวมให้มีความสมดุล พอดี และพอเพียง

  ดูกระยาสารท....จะเห็นสุขภาวะและความอยู่ดีมีสุขของชุมชน 

ความอร่อยและองค์ประกอบความเป็นกระยาสารทจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ความเป็นชุมชน ความสมัครสมานสามัคคี ความทุกข์สุขของชุมชนเกี่ยวกับผลผลิตจากการทำนาไร่ และสัมผัสได้ถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชนได้เป็นอย่างดี การได้กินกระยาสารทบนศาลาวัดหรือในสำรับอาหาร แล้วได้เห็นความหวานมันและเห็นสัดส่วนของข้าวเม่าซึ่งเป็นข้าวใหม่กับปริมาณข้าวตอกซึ่งเป็นข้าวเก่า เห็นความเหนียวหรือความร่วนซึ่งบ่งบอกการต้องยอมทำกระยาสารทด้วยน้ำตาลอ้อยของตนเองในกรณีที่ผลผลิตในปีนั้นๆไม่ดี หรือว่าผลผลิตดีได้ข้าวเปลือกพอให้ไปแลกน้ำตาลปีบกับแบะแซจากตลาดชุมแสง ซึ่งก็จะส่งผลต่อการได้ความหวานมันพอที่จะคิดเตรียมข้าวเปลือกไปแลกกล้วยไข่จากกำแพงเพชรมากินกับกระยาสารท หรืออาจจะต้องงดกล้วยไข่และรสชาดกระยาสารทที่หวานมันเข้มข้นลงไป ให้สอดคล้องกับผลผลิตจากการทำนาทำไร่ที่ได้รับ

ด้วยกระบวนการและความเป็นจริงอันเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบที่ซับซ้อน ครอบคลุมมิติต่างๆของชีวิตชุมชนและระบบนิเวศวิทยาสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวมดังได้กล่าวมาโดยลำดับนี้ ก็จะทำให้เราสามารถอ่านสุขภาวะของชุมชนได้ทันทีว่า ในปีนั้นๆที่ได้กินกระยาสารท หมู่บ้านและชุมชนชาวหนองบัวจะมีสภาวการณ์เศรษฐกิจและความอยู่เย็นเป็นสุขกันมากน้อยเพียงใด .