เข้าสู่ราตรีกาล ช่วงแห่งการทบทวน “ชีวิต” ตนด้วยตน และเตรียมไว้ในวันรุ่ง

     เมื่อยามแสงอรุณของวันใหม่ ปรากฎขึ้น แสงแห่งภิรมย์นี้ที่พกพาความสดใสมาแผ่ซ่านให้ผองชน เราก็เพิ่มกิเลสให้ตัวตนแห่งเรา โดยรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง จนหนาทวี และแล้วแสงนี้ก็ค่อย ๆ เพิ่มความเข้ม ขึ้นสู่สูงสุดในยามเที่ยงวัน เพื่อแผดเผาเอากิเลสที่เกิดขึ้นในช่วงต้น ให้ลดลง ธรรมชาติที่เป็นไป ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เมื่อเราต้องเผชิญ บ้างก็หลีกหนีเพื่อรักษาเอากิเลสไว้ บ้างก็ต่อสู้เพื่อขัดเกลาเอาออกเสีย มองเห็นไปด้วยใจเป็นธรรม(ชาติ)

     ตกบ่ายถึงเย็น แสงแห่งภิรมย์ก็ได้ลดราวาศอกลง ผ่อนคลายให้หายล้า เข้าสู่ราตรีกาล ช่วงแห่งการทบทวน “ชีวิต” ตนด้วยตน และเตรียมไว้ในวันรุ่ง อย่างไม่ประมาท เพราะที่แล้วมามักจะพลาด พลาดด้วยการประมาทไม่ทบทวน รวมถึงละเลยไม่เตรียมการ

     คิดได้เมื่อได้เผชิญและไร้กระบวนท่าในการต่อสู้เอาตัวรอด เหนื่อยนัก ยากยิ่งกว่าจะผันผ่าน แม้เชื่อว่าจะก้าวข้ามพ้นไปได้ หากไม่ประมาทคงไม่ต้องเหนื่อยล้ามากมายเช่นนี้ กว่าจะรู้จักกับคำว่า “ประมาท” ก็ต้องแลกและเรียนรู้ด้วยการ “ประมาท” เสมอ เช่นนี้หรือ? “ประมาท” กับ “ดื้อ” ยังไงแน่ หรือเพราะว่า “ดื้อ” จึงทำให้ “ประมาท” เมื่อคิดได้ก็บันทึกไว้ แต่ยังไม่เคลียร์นักหรอกครับ