แม้ว่าจะเป็นวันหยุดฉันก็ตื่นนอนแต่เช้า  เตรียมตัวไปเที่ยว "ตลาดสามชุก" อันเป็นจุดหมายปลายทาง "คณะคนรักการเที่ยวชั้นประหยัด" แบบเอกเขนกคุณแมว คุณเจตน์ คุณหนึ่ง วันนี้เพิ่มสมาชิกหน้าใหม่คุณแจ๋ว รวมทั้งฉันเป็น ๕ คน  อยากจะไปเมื่อไรก็ไป อยากจะกลับตอนไหนก็กลับ เมื่อถึงปลายทางแล้วต่างคนต่างไปตามใจชอบแล้วกลับมาเจอกันเมื่อต้องการจะกลับ  ใครเบื่อเดินก็นั่งคอย 

           คณะเดินทางมาจากบ้านแสงดาว  อำเภอเมือง พิษณุโลก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของฉันที่อำเภอวังทอง ประมาณ ๔๐ กม. เมื่อพร้อมออกจากบ้านเป็นเวลา ๖ โมงเช้า และถึงตลาดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี  ๙ โมงกว่าเล็กน้อย  ทำให้พอมีที่ว่างสำหรับจอดรถท้ายตลาดสด 

         เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาชมและเห็นกับตา "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น"  ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันได้ติดตามอ่านเรื่องราวความสำคัญและความเป็นมา การเล่าบรรยากาศของตลาดสามชุกจากสื่อต่าง ๆ และการชมภาพยนต์เรื่องสามชุก รวมทั้งการได้แลกเปลี่ยนกับชาวจังหวัดสุพรรณบุรี  ทำให้ฉันอยากติดตามหาสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากรู้อยากเห็นนั่นคือ "บ้านเรือนไทยแบบโบราณ ขนมไทยพื้นบ้าน ร้านถ่ายรูป บ้านขุนจำนง"

         ฉันและคุณแมวเริ่มต้นชมตลาดโดยเข้าซอยที่ ๔  แล้ววนไปซอย ๓,๒ และ ๑ เพราะตลาดสามชุกมี ๔ ซอย ฉันได้พบผู้คนมากมายเหมือนตลาดสดทั่วไป ร้านค้ากำลังเริ่มวางสินค้า  ตื่นตาตื่นใจกับสินค้าที่จัดทำขึ้นมาเพื่อการพัฒนาคุณภาพ รูปลักษณ์ รสชาติและการบริการ  ส่วนปริมาณขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าแต่ละอย่าง ถ้าหากฉันเป็นคนขายสินค้าคงตื่นเต้นและมีความสุขที่จะได้ขายสินค้าและประชาสัมพันธ์บ้านเมืองให้กับผู้คนมากหน้าหลายตา

        สินค้าส่วนมากก็คือของที่ระลึก  เสื้อยืดตราสามชุก  และสินค้าอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นสัญลักษณ์ว่าเป็นสามชุก  ทุกอย่างมีให้เลือกมากมายหลายแบบ  ราคาตามคุณภาพ  รองลงมาน่าจะเป็นอาหารการกินขนมโบราณที่ฉันเพิ่งเคยเห็น  เคยรู้จักและได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรก  แม่ค้าจะเรียกให้ลูกค้าชิมขนมและอาหารของตนเอง ฉันไม่ได้รังเกียจแต่คิดว่าหากชิมแล้วต้องซื้อเพราะความเกรงใจ  จึงได้แต่บอกขอบคุณและเดินผ่านไป  ด่านแรกได้ชิมขนมไข่ปลา  อร่อยไม่หวานจัด  ใกล้ ๆ กันมีมะม่วงและกระท้อนแช่อิ่ม  กระเป๋าตังค์เริ่มกระตุกและสั่นคลอนเป็นแล้ว  ส่วนสินค้าอื่น ๆ ฉันไม่สนใจที่จะซื้อเพราะไม่มีความจำเป็น 

       ขณะนั้นเป็นเวลาที่กำลังมองหาร้านอาหารอยู่พอดี  และคุยกับน้องแมวว่าเลือกทานก๋วยเตี๋ยวดีกว่าเพราะประหยัดดี  บังเอิญพบกับ "ร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ" เมื่อเห็นโต๊ะก็แปลกตาสมกับคำว่าแคะ  เพราะเป็นโต๊ะเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖๐ ซ.ม. แต่ไม่มีก๋วยเตี๋ยวขายนอกจากเส้นหมี่เหลือง หมี่หยกและหมี่งา ปกติ ๒ อย่างชามละ ๓๐ บาท แต่พวกเราไม่ดูราคาก่อนจึงสั่ง ๓ อย่างราคาตั้ง ๔๐ บาทแต่ทานเกือบไม่หมด มีหนังปลาทอดกรอบโรยมาบนชามก๋วยเตี๋ยว ๒ ชิ้น 

         สิ่งที่ฉันอยากจะเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือปลาม้าแดดเดียว  เพราะต้องการนำไปให้ครูและนักเรียนที่โรงเรียนดูว่าปลาม้ามีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร  เพราะครั้งหนึ่งฉันเคยไปทานต้มยำปลาม้าที่ร้านแม่บ็วย บางปลาม้า  ทำให้ติดใจรสชาติ  เนื่องจากที่บ้านของฉันไม่มีปลาชนิดนี้ จึงไม่ผิดหวังเพราะมีปลาม้ามากมายแต่ราคาต่างกัน  จึงกลับไปซื้อร้านที่ขายถูกกว่าเนื่องจากกระเป๋าของฉันมันค่อนข้างบางและจิ๋ว

          เราเดินชมจนครบทุกซอย  นักท่องเที่ยวหนาแน่นขึ้นและเริ่มไม่สนุกที่แออัดยัดเยียด  ที่สำคัญพ่อค้าแม่ค้าเรียกซื้อกันทุกร้าน ๆ  ฉันน่าจะมีเงินเยอะ ๆ ใส่กระเป๋าใบหนาจะได้ช่วยซื้อทุก ๆ ร้านไม่ให้คนขายต้องผิดหวังเลย  แม้ว่าฉันจะไม่ซื้อแต่ก็ได้ส่งยิ้มให้กำลังใจกับพ่อค้าแม่ค้าทุกร้าน  สิ่งดีอีกอย่างคือมีนักเรียนตัวเล็กหลายโรงเรียนไปเล่นดนตรีไทยให้นักท่องเที่ยวชมในแต่ละซอย

          สถานที่ควรไปเยี่ยมชมอีกแห่งคือบ้านขุนจำนง จีนารักษ์ นายภาษีอากรคนแรกและเจ้าของตลาดสามชุก ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชนสามชุก  บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นบ้านไม้ขนาด ๓ ชั้น มีการสร้างอย่างประณีตงดงาม แกะสลักไม้ด้วยลวดลายที่อ่อนช้อยศิลปะไทยงดงาม  ภายในมีรูปภาพเก่า ๆ ที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนสามชุก  รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ของผู้เป็นเจ้าของบ้านเมื่อครั้งยังมีชีวิตให้ชมอีกด้วย

          นับว่าตลาด ๑๐๐ ปีสามชุก  เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญมากของจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีผู้คนให้ความสนใจไปเที่ยวชม เลือกซื้อหาสินค้า ของที่ระลึก  รวมทั้งผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้อีกจำนวนหนึ่ง รู้สึกมีความภาคภูมิใจแทนชาวสามชุก  อยากจะให้ตลาดสามชุกรักษาคุณภาพของความเป็นตลาดเก่าแก่โบราณไว้ได้ตลอดไป  และไม่อยากให้ตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมมาทำให้สิ่งดี ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไป

         นอกจากนี้ยังมีตู้รับฟังความเห็นของนักท่องเที่ยวติดไว้ให้เขียนข้อเสนอแนะและการแสดงความคิด เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา  ฉันพบว่ามีจำนวนน้อยคนมากที่เขียน  อ่านดูแล้วน่าจะเป็นความคิดเห็นของวัยรุ่นมากกว่า การเขียนในทางสร้างสรรค์และร่วมมือกันพัฒนาน่าจะเกิดขึ้นมากกว่านี้  เพราะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนไทยคนหนึ่งควรจะตระหนักในความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง  เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น  เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความเป็นเอกภาพอันเป็นพื้นฐานของความสุขโดยรวม ไม่ต้องรอไปเปิดเวทีประท้วงเมื่อไม่พอใจในภายหลัง

         พวกเราคณะ "คนรักการเที่ยวชั้นประหยัด" แบบเอกเขนก  ได้ออกจากตลาดสามชุก ๑๐๐ ปีไปอย่างเรียบง่ายได้ชมและซื้อของเล็กน้อยที่คิดว่ามันจำเป็นเท่านั้น  และเดินทางต่อไปยังบึงฉวาก