แผนปรองดอง

แผนปรองดอง  ทางออกวิกฤติชาติ

           จากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ น.ป.ช. ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน โดยได้มีการปิดถนนทำให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลได้หาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานี้ โดยเปิดการเจรจาขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล และก่อความวุ่นวายเรื่อยมา ทหารจึงต้องใช้กำลังในการเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย จากเหตุการณ์ในครั้งนี้นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจประกาศแผนปรองดอง เพื่อยุติปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกล่าวในทีละประเด็น ทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

          1. การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมปกป้องมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องถูกดึงให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง

สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นสถานบันที่มีความสำคัญยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปกครองแผ่นดินด้วยหลักธรรมะโดยมีทศพิธราชธรรม ได้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน และทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญมั่นคงก้าวหน้า ซึ่งเราจะเห็นได้จากโครงการต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ส่งผลให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสถาบันที่ควรเคารพและเทิดทูนอย่างยิ่ง เมื่อมีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ ดูหมิ่น สถาบันอันเป็นที่รักจึงทำให้เกิดความไม่พอใจและเป็นการสร้างความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นความขัดแย้งต่างๆในบ้านเมืองนั้นจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะดึงสถาบันอันเป็นที่รักของเรามาเกี่ยวข้อง

          2. การปฏิรูปสภาวะด้านสังคม เศรษฐกิจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ก่อให้เกิด "ความเป็นธรรม" ในสังคม

          ปัญหาความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ตลอดจนแก้ปัญหาด้านความยากจนและด้านเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย การขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะสังคมไทยในด้านผลประโยชน์มักจะถือสำนวนที่ว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ผู้ที่มีอำนาจย่อมได้เปรียบผู้ที่ด้อยกว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลประกาศว่าจะให้ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสนั้น โดยเฉพาะการรับสวัสดิการที่ดี และมีโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข เรื่องการอาชีพมีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีที่ทำมาหากินก็ต้องไดรับการดูแลอย่างเป็นระบบ ทุกภาคส่วนในสังคมนั้นจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการสร้างรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ดี แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรรับฟังว่าประชาชนต้องการอะไร เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนในการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เกิดประโยชน์ และตรงตามความต้องการของประชาชน รวมทั้งใช้นโยบายที่เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม

          3. "สื่อมวลชน" ต้องมีความเป็นธรรมและเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การบิดเบือน" จะต้องไม่ให้เกิดขึ้น

          อาจารย์อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ ได้เสนอความเป็นกลางของสื่อไว้ว่า “ความเป็นกลางและจรรยาบรรณของสื่อนั้น ให้ยึดหลักว่า หนึ่ง สิ่งที่นำเสนอ ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อส่วนรวม สอง สิ่งที่นำเสนอเป็นเรื่องที่จริงเสนออย่างครบถ้วน  สื่อมวลชน ย่อมต้องหาข่าว หาข้อมูล ที่เป็นจริงมากที่สุด นำเสนออย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีความคิดเห็นของตนเอง  คำสัมภาษณ์และข้อมูลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ เป็นการหาข้อมูลเพิ่มเติมของสื่อเท่านั้น”  สื่อในปัจจุบันนี้ มักจะใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป และไม่มีความเป็นกลางเท่าที่ควร แม้แต่สื่อของรัฐเองถูกกำหนดบทบาทโดยรัฐเอง ในขณะที่สื่อที่ไม่ใช่ของรัฐ ถูกกำหนดบทบาทโดยทุน และโดยอุดมการณ์ ข่าวสารที่นำเสนอนั้น ย่อมสะท้อนถึงเป้าหมายและอุดมการณ์ของสื่อนั้น ๆ ดังนั้นการทำหน้าที่ของสื่อโดยนำเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือมีส่วนทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ 

         4. ต้องมีการจัดตั้ง "คณะกรรมการอิสระ" เพื่อทำการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเปิดเผยสู่สาธารณชนในช่วงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา

         ความเคลือบแคลงสงสัยต่อกรณีที่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและฝ่ายทหาร จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว จากเหตุการณ์นี้รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี สามารถที่จะเป็นทางออกได้อีกทางหนึ่ง และในการสรรหาคณะกรรมการควรจะเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม ยุติธรรม ที่สำคัญเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย  ในการตรวจสอบความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการกระทำของทุกฝ่ายระหว่างการชุมนุมประท้วง รัฐบาลควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน มีประสิทธิภาพ และเป็นกลาง อีกทั้งนำตัวผู้กระทำความผิดจากทุกฝ่ายมาลงโทษตามกฏหมาย

          5. ปัจจัยที่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง ทุกปัญหาต้องนำมาพิจารณา เพื่อวางกติกาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

          ปัญหาทางการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายเสนอความเห็นว่าการเมืองต้องแก้ไขด้วยการเมือง ซึ่งความเห็นนี้ถือว่าตรงจุดที่สุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุก็มาจากความขัดแย้งทางการเมืองส่วนหนึ่งด้วย ดังนั้นนักการเมืองควรจะหันกลับมาเจรจาและร่วมมือหาทางแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นนั้น ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้ให้ข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ว่า “ในการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรแก้หมดในครั้งเดียว ควรแก้ชำระเป็นวาระ 3 เดือน 6 เดือน ในคราวละประเด็นๆ ไป จากนั้นค่อยทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องวาระประจำไปทีละประเด็น ค่อยทยอยดูผลของแต่ละส่วนว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากรัฐธรรมนูญไทยมีเป็นร้อยๆ มาตราทำให้เป็นการผูกคอการพัฒนาประเทศ ผูกคอตัวเองในหลายๆ เรื่องจึงต้องแก้กันอยู่เรื่อย ผิดกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่มีเพียง 29 มาตรา”

          จากแผนปรองดองทั้ง 5 ข้อนี้ได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วน และถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ซึ่งอยากจะเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเปิดใจรับฟังและนำแผนปรองดองที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอไว้ไปพิจารณา เชื่อว่าแผนปรองดองนี้สามารถทำให้สังคมของเราก้าวพ้นความขัดแย้งและกลับมามีความปรองดองความสงบสุขได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้ายังหาข้อสรุปไม่ได้อีก ผลสุดท้ายสิ่งที่จะบอบช้ำมากที่สุด ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่กลับเป็นประเทศชาติของเราเอง

 


 

อ้างอิง

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=307644 สืบค้นวันที่ 13 พฤษภาคม

       2553.

http://thaireform.in.th/flow-reform/scoop-commercial-news-documentary/21-

       2009-11-09-11-40-47/1100-2010-05-04-17-24-07.html สืบค้น

       วันที่ 13 พฤษภาคม 2553.