ถึงเวลาที่ชาวบ้านตาดำๆต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ต้องรู้ด้วยตัวเองตัวเขาเอง คนในครอบครัว หรือในชุมชน มีสุขภาพเป็นอย่างไร ?? และควรที่จะดูแลอย่างไร ด้วยมาตรการทางสังคมของเขาเอง แทนการตั้งตารอแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาหยิบยื่นให้อย่างที่ผ่านๆมา

        ที่ผู้เขียนเคยย้ำในบันทึกที่ผ่านๆมาหลายบันทึกว่า   "เรื่องของสุขภาพถึงเป็นแฟนก็ทำแทนไม่ได้"    มาครั้งนี้ก็ขอยืนยันว่าเป็นความจริงตามนั้น   ดูอย่างวิสัยทัศน์การทำงานของการสาธารณสุขมูลฐานประเทศไทย  ที่ว่า “ประชาชนสามารถแสดงบทบาทในการดูแลสุขภาพของตนเอง  ครอบครัว ชุมชน  สภาพแวดล้อมและสังคมโดยรวมได้อย่างยั่งยืน   ด้วยความตั้งใจ  เต็มใจ  มีจิตสำนึกที่ดีและมีศรัทธาในการพัฒนา”   โดยใช้  อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ) เป็นตัวช่วยประสานในการเข้าไปดูแล   ให้คำแนะนำและนำข้อมูลเรื่องสุขภาพจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขมาถ่ายทอดลงไปสู่ระดับชาวบ้าน   ของแต่ละหมู่บ้าน   เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความรู้สึกว่า   ถึงเวลาที่ชาวบ้านตาดำๆต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง   ต้องรู้ด้วยตัวเองว่าตัวเขา   คนในครอบครัว  หรือในชุมชน  มีสุขภาพเป็นอย่างไร ??  และควรที่จะดูแลอย่างไร ด้วยมาตรการทางสังคมของเขาเอง   แทนการตั้งตารอแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาหยิบยื่นให้อย่างที่ผ่านๆมา  ซึ่งอาจไม่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด   เพราะบริการที่รับจากเจ้าหน้าที่นั้นอาจไม่ตรงกับบริบทของชุมชนนั้นๆ   ในบทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรงนี้ถือว่าสำคัญ   ที่ต้องคอยผลักดันให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาสร้างมาตรการทางสังคมขึ้นมาเพื่อคอยดูแลตัวเองและชุมชน

          จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการจัด  “โครงการอบรมแกนนำต้นแบบไร้พุงศูนย์อนามัยที่ 10”   เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา  วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดเครือข่ายอย่าง อสม. ในการดูแลสุขภาพของแต่ละหน่วยงานในศูนย์อนามัยที่ 10   โดยเราเรียกตัวแทนเหล่านี้ว่า “ แกนนำ ” 

ภาพการอบรมแกนนำ 

  

 

           ซึ่งร่วมกันจัดโดย  ทีมคนไทยไร้พุงของศูนย์อนามัยที่ 10 (ที่ได้ร่วมหัวจมท้ายกันมาจากการไปอบรม ที่วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข)  ในการอบรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2  ต่อยอดจาก ครั้งที่แล้ว    ในครั้งนี้เราได้แกนนำจำนวน 40 คน  ที่จะคอยทำหน้าที่เหมือน อสม.   เพียงแต่  แกนนำเหล่านี้จะพุ่งเป้าไปที่เรื่องเดียว  คือ ทำอย่างไรให้คนในหน่วยงานของเขาไร้พุง   โดยกำหนดกติกาว่า 

  • คนที่ไม่มีพุงก็ขอให้ไม่มีพุงต่อไป 

  • ส่วนที่พุงเกินของให้ลดลงบ้างกว่าเดิม  โดยไม่ได้หมายความว่า  ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ

แกนนำไร้พุง

      ในการการอบรมก็แบบสบายๆ  เพราะเราถือว่าท่านเหล่านี้...ทฤษฏีใดๆในโลกหล้าล้วนรู้หมด  เหลืออย่างเดียว  คือ  เมื่อไหร่จะเริ่มลงมือทำ..ซักที  อิอิ 

หมออ๊อดกล่าวเปิดงาน

         เริ่มที่ คุณหมออ๊อด (ทพ.สมศักดิ์  เลิศจีระจรัส)  ประธานทีมไร้พุง กล่าวรายงาน เล่าที่มาและที่จะไป...สู่องค์กรไร้พุงต้นแบบศูนย์อนามัยที่ 10 

          และมี ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ  นพ.ภิศักดิ์  เลิศเรืองปัญญา  เป็นผู้เปิดการอบรม

พี่ต้อย..หัวหน้าพยาบาลเป็นสักขีพยาน

ลลดา  ทำหน้าที่พิธีกร 

ดำเนินรายการตลอดการอบรม

         เนื้อหาในการอบรมเป็นแค่การกระตุ้น  เพื่อกระตุกหนวดแกนนำให้ลุกขึ้นมาเท่านั้นเอง  

          เริ่มด้วยคุณหมอ กนกวรรณ  นำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่  Metabolic  Syndrome  

 

น้องอ้อและพี่อ้อย  แนะนำเรื่องออกกำลังกายเพิ่มอีกนิด

          พี่อ้อย (หทัยรัตน์)  เอาเรื่องอาหารมาทบทวนอีกหน่อย

         ผู้เขียนรับหน้าที่กระตุกหนวดแกนนำ  โดยบอกว่า  แล้วเราจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน  โดยใช้กระบวรการ KM มาเป็นเครื่องมือ  เพื่อเอา Tacit  Knowledge  ของแต่ละหน่วยงาน  มายำๆคลุกเคล้ารวมกันในบริบทของศูนย์อนามัยที่ 10 เพื่อให้เกิด   “สูตรสำเร็จแบบการมีส่วนร่วมในการทำองค์กรต้นแบบไร้พุงของศูนย์อนามัยที่ 10”  โดยเน้นที่บทบาทหน้าที่หลักๆของแกนนำ  คือ

  • คอยกระตุ้น  ส่งเสริม  สนับสนุน  หรือแม้แต่ให้กำลังใจกับสมาชิกในหน่วยงานให้หันมาดูแลตัวเองเกี่ยวกับ 3 อ.

  • ทุกเดือนต้องเฝ้าระวังสมาชิกในหน่วยงาน  โดยการวัดเส้นรอบเอว  หาค่าดัชนีมวลกาย  เพื่อรวบรวมมาส่งให้ผู้เขียนและทีมคลินิกส่งเสริมสุขภาพ

  • แกนนำแต่ละคนต้องเก็บรวบรวมข้อมูลการออกกำลังกายและการบริโภคของสมาชิกในหน่วยงานมา ลปรร. ใน “สภากาแฟ”  ของหมู่แกนนำเองเดือนละครั้ง  เพื่อหา Tacit  Knowledge  

  • หมุนเวียนกันเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม “นันทนาการพุธสุดท้ายของเดือน”  ร่วมกับทีมวัฒนธรรมองค์กร

     ...............................

         ดังที่ผู้เขียนได้เกริ่นตั้งแต่ต้นแล้วว่า   ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาดูแลตัวเองแทนการตั้งหน้าตั้งตารอแต่ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาให้บริการ   ซึ่งก็ไม่ได้ตรงตามบริบทของเราด้วย   ในภาคบ่ายจึงเป็นการทำ Workshop   เพื่อให้เกิดมาตรการทางสังคมในการก้าวสู่องค์กรไร้พุงของศูนย์อนามัยที่ 10     

          ในภาพการแบ่งกลุ่มช่วยกันเล่าประสบการณ์ที่เคยเห็น  เคยทำแล้วได้ผลสำเร็จ

ในภาพพูนศรีเป็นตัวแทนกลุ่มออกมาเล่า

ตามด้วยสาว 2000 ปีอย่าง พี่น้อย

และบางกลุ่มก็ออกมาเป็นทีม

         สุดท้ายก่อนปิดการอบรม  ผอ.ศูนย์อนามัยที่ 10 เจ้าของความคิดที่ว่า  “ แค่พวกเราลดน้ำหนักลงได้เพียงคนละ 1 กก. ผมก็ชื่นใจแล้ว” 

 ผอ.ศูนย์อนามัยที่ 10 นพ.ชัยพร  พรหมสิงห์

         ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก   ทั้งๆที่วันนี้ท่านมีภารกิจมากมายแต่ก็พยายามเจียดเวลามาพูดคุยเกี่ยวกับ “สัญญาใจ”  และปิดการอบรม   ทำเอาบรรดาแกนนำประทับใจ  โดยเฉพาะทีมงานองค์กรไร้พุง  

        ผู้เขียนจำได้วันที่เข้าไปหารือท่านเรื่องที่จะจัดการอบรมในครั้งนี้ว่า   อยากให้มีสักชั่วโมงที่ท่านบรรยายเกี่ยวกับ  “บทบาทแกนนำกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 3 อ.”  ท่านบอกว่ายินดีแต่รู้สึกว่าจะติดภารกิจหลายงาน   แต่ด้วยความที่ผู้เขียนอยากให้บรรดาแกนนำที่มาเข้ารับการอบรมเห็นว่า  เป็นเรื่องสำคัญที่ขนาดท่าน ผอ.ศูนย์ฯยังมาร่วมเป็นวิทยากรด้วย   ผู้เขียนจึงบอก ผอ.ว่า

“ผอ.มาช่วงเช้าไม่ได้  มาบ่ายก็ได้  กี่โมงก็ได้ค่ะ”   ผอ.ถามว่า ..

“เลื่อนวันอบรมได้ไหม ?” 

ผู้เขียนตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดสักนิดเลยว่า 

“ ไม่ได้ค่ะ.... ”

และก็ยังจำคำที่ ผอ.พูดวันนั้นได้เลยว่า “ โอย...ไม่สงสาร ผอ.เลยวิ่งไปวิ่งมาหลายงาน  เขี้ยวนี่เขี้ยวสมชื่อจริงๆ...”  ยังคิดอยู่เหมือนกันว่า  เอ....ตัวเราดูท่าจะใจร้ายจริงๆ  อิอิ และก็คิดเลยต่อไปเรียบร้อยว่า  ผอ.ก็คงมาบรรยายให้ไม่ได้  เพราะทราบจากเลขาฯท่านว่าวันนั้นท่านติดภารกิจมากจริงๆ 

       แต่พอถึงเวลาใกล้ปิดการอบรมท่านก็มา  ทำเอาทุกคนปลื้ม  แถมยังนำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อขณะการอบรม   ซึ่งเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีด้วยตัวเอง

  

        ทุกคนเห็นความตั้งใจของ ผอ. โดยเฉพาะผู้เขียนที่เห็นความพยายามของท่านแล้ว...  จึงตั้งใจว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ อสม.แกนนำไร้พุงนี้ได้มีการเข้ามา ลปรร.กันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  เพื่อให้ได้รูปแบบและมาตรการทางสังคมของพวกเราชาวศูนย์อนามัยที่ 10 ค่ะ

 

          พวกเราชาวแกนนำองค์กรไร้พุงต้นแบบศูนย์อนามัยที่ 10 ตั้งใจว่า  จะทำให้องค์กรเป็นต้นแบบไร้พุงให้ได้ค่ะ

 

ขอบคุณค่ะ