วันนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลง  ขอบอกว่า มีพานไหว้ครูสวย ๆ มาฝากค่ะ

        เผื่อใครที่กำลังคิดอยากช่วยออกแบบพานไหว้ครูสวย ๆ ให้กับลูกศิษย์

        ในโอกาสวันไหว้ครูที่จะมาถึง  ลองดูนะคะ ทำไม่ยากค่ะ

รูปนี้คือ พานดอกไม้ อุปกรณ์ที่สำคัญ คือ  ดอกรักสีขาว  ดอกบานไม่รู้โรย

ดอกกล้วยไม้  ใบเฟิร์น หรือใบอะไรก็ได้แล้วแต่จะพลิกแพลงค่ะ

ประการแรกต้องใช้ดินเหนียวปั้นเป็นตัวไก่ก่อนนะคะ

ส่วนของปีกและหางใช้ลูกแบตมินตันค่ะ

สำหรับส่วนของปากแหลม ใช้กลีบดอกไม้ค่ะ ม้วนให้เป็นกรวยรูปปากไก่ค่ะ

 

นำไปวางคู่กับพานธูปค่ะ 

พานธูปนั้นก็ยังคงใช้ดอกรัก และดอกกล้วยไม้เป็นหลักค่ะ

จะเพิ่มดอกชบาหนูเข้ามาสำหรับร้อยมาลัยค่ะ

และก็ย้ำเน้นนิดหนึ่งค่ะ  อย่าลืมทำพิธีไหว้ครูให้ถูกต้องตามแบบพิธี

ที่ปฏิบัติกันมานะคะ

พิธีไหว้คร

      การไหว้ครู เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของไทย ที่นิยมมาแต่สมัยโบราณ ชาวไทยถือกันว่า เมื่อเราเริ่มศึกษาวิชาการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กระบี่กระบอง ชกมวย ดนตรี นาฏศิลป์ ตลอดจนการเรียนหนังสือ เราจะตัองเริ่มต้นการไหว้ครูก่อน บางคนอาจเรียก"ขึ้นครู" เพราะคิดศิษย์ที่ดีจะต้องเคารพครู บูชาครู จึงจะทำให้การศึกษาเล่าเรียนสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี โดยส่วนมากสถานศึกษาแต่ละแห่งจะถือเอา"วันพฤหัสบดี" เป็นหลัก เราท่านทั้งหลายที่มีอาชีพเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ ของชาติก็ควรที่อนุรักษ์สืบสานประเพณีที่ทรงคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ให้ตราบนานเท่านาน

ดอกไม้ที่ใช้ในการไหว้ครู
  
   

นับตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ดอกไม้ที่ใช้ในการประดิษฐ์พานเพื่อให้เกิดความสวยงามจะประกอบด้วยดอกไม้หลัก 3 อย่าง  และเป็นดอกไม้ืั้ที่มีความหมาย ได้แก่
     หญ้าแพรก
จะใช้สื่อความหมายถึง ขอให้เรียนได้รวดเร็วเหมือนหญ้าแพรกซึ่งเจริญเติบโตได้รวดเร็วและทนต่อ
สภาพดินฟ้า อากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ ซึ่งเปรียบเสมือนคำดุด่าว่ากล่าวของครูบาอาจารย์
      ดอกเข็ม หมายถึงขอให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ดุจดังชื่อของดอกเข็ม
      ดอกมะเขือ หมายถึงเปรียบเทียบให้เห็นว่า มะเขือนั้น จะคว่ำดอกลงเสมอเมื่อจะออกลูก (คนโบราณช่างสังเกตจริง)
เหมือนจะบ่งบอกว่า นักเรียนที่จะเรียนให้ได้ผลนั้นจะต้องรู้จักค้อมตัวลงเหมือนดอกมะเขือ หรืออาจจะหมายถึงให้รู้จัก
อ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ในปัจจุบันบางคนแปลความหมายผิดมุ่งแต่ความสวยงาม อาจจะนำลูกมะเขือพวง หรือมะเขือเทศมาใช้ในการจัดพาน การที่เราจะทำสิ่งใดโดยที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายในสิ่งที่เราทำ การกระทำนั้นจึงเท่ากับสูญเปล่า มิได้สร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจแต่อย่างใดไม่
      อนึ่งบางท้องที่อาจจะใช้ "ข้าวตอก" มาใช้ในการจัดพานด้วย ซึ่งมีความหมายว่า ข้าวเปลือกเรารับประทานไม่ได้
แต่ถ้าเราเอาไปคั่ว เป็นข้าวตอก สามารถนำมาปรุงเป็นกระยาสารทรับประทานได้หรือรับประทานเปล่าๆก็ได้เช่นกัน เปรียบได้กับการที่ครู
"คั่ว"นักเรียนคนใดคนหนึ่ง กล่าวคือ "คั่ว"คือการเคี่ยวเข็ญ ว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอนนั่นเอง วิชาความรู้ของนักเรียนเหล่านั้นจะ"แตก"
ฉานสามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้