วัยเด็ก เป็นวัยที่ซุกซนอย่างแสนสาหัส  โลดโผนโจนทะยานเป็นที่สุด

ยังจำเหตุการณ์ หลายๆ เหตุการณ์ ในช่วยวัยเด็กได้เป็นอย่างดี

ทุกครั้งที่คิดถึง.. ก็จะอิ่มกับยิ้มที่มีในหัวใจของตัวเองทุกครั้ง

 

บ้านที่อยู่กันสมัยเด็ก ๆ นั้น เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ที่พ่อกับแม่ ดิ้นรนมาอยู่หลังจากที่ แม่หอบความรักของแม่มาอยู่กับพ่อ

 

แม่ทิ้งสมุยไว้ในความทรงจำ

และเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ ด้วยความรักที่มีต่อพ่อเพียว ๆ

 

 

 

ลูกสี่คนเกิดที่..ปักษ์ใต้ อีกสามคนที่เหลือเกิดนครปฐม เราเจ็ดคนพี่น้องร่วมหัวจมท้ายกันมา มีเพียงหนึ่งเดียวที่ไปอยู่ ณ ดินแดนแห่งความสุขสงบ ดินแดน ณ สุดสายปลายรุ้ง (พี่เปี๊ยกจากพวกเราไปด้วยภาวะหัวใจรั่ว ที่โรงพยาบาลศิริราช …เวลาผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษแล้วนะพี่นะ หากพี่รับรู้ได้… ขอพี่ได้โปรดรับรู้ด้วยว่า พี่ยังอยู่ในใจของพวกเราเสมอ มิเคยลืมเลือน)

 

 

แม่ต้องเลี้ยงลูกโดยลำพัง….เพราะพ่อต้องออกไปค้าขาย หาเลี้ยงครอบครัวด้วยวิถีอาชีพของพ่อ แต่ละครั้งที่พ่อจากครอบครัวไป รับรู้ ทุกครั้งว่า นานเป็นเดือน พ่อถึงจะกลับมาหาพวกเราซักครั้งหนึ่ง

 

ภายในมุ้งหลังใหญ่….อัดแน่นไปด้วยลูก ๆ ของแม่  ที่นอนเรียงกันเป็นตับ มีแม่นอนอยู่แถวหน้า นอกนั้น ลูก ๆ ก็นอนกัน ระแกะระกะ ตามอำเภอใจ

 

คิดถึงวันคืนเก่า ๆ ภาพแห่งความทรงจำ สมัยเด็ก ๆ ก็พรั่งพรู ออกมา ให้ระลึกถึงได้ทุกครั้ง

 

พี่สาวคนโต จะรับบทพี่ใหญ่ ที่หนักที่สุด เพราะโตกว่าพวกเรา (สมัยนั้นน้องสาวคนเล็กยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก) นอกจากพี่สาวคนโตแล้ว พวกเรา ก็จะอายุไล่เลี่ยกันมาก พูดกันง่าย ๆ ว่า พวกเราคลุกคลีตีโมงกัน จนซึบซับความรู้สึกระหว่างกันได้จากแววตา… ที่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

 

เราจะสนิทกันเป็นคู่ก็ว่าได้ (จำความได้ว่า… ตอนนั้นพี่ชายคนโตเสียชีวิตไปแล้ว) น้องชายผู้พิการจะมีไม้ค้ำยันที่มีชีวิตอยู่ใกล้ตัวเสมอ ตัวเองจะสนิทกับพี่ชาย

 

 

ช่วงวัยเด็ก..ทุกครั้งที่พ่อกลับมาบ้าน พ่อจะหอบของกินของใช้มาบ้านเสมอ ของใช้ต่าง ๆ เหล่านั้น ปัจจุบันกาลเวลาได้กลืนกินสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็มีเพียง….ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาได้ทุกครั้งที่ระลึกถึง

 

สวนสามพราน องค์พระปฐมเจดีย์ คือสถานที่โปรดที่พวกเราได้ซึมซับความรู้สึกนึกคิด เก็บกันเอาไว้คนละนิดคนละหน่อย มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ที่ใครจะประทับใจตรงไหน…มุมไหน….ในช่วงวัยเด็กที่ตัวเองผ่านมา

 

 

ภาพแห่งความทรงจำหลาย ๆ ภาพ ผุดขึ้นมา…ภาพหนึ่ง คือ.ภาพที่พ่อนอนราบกับพื้นทราย เมื่อครั้งที่ครอบครัวของเราไปผักผ่อนที่ริมทะเลหัวหิน

 

ภาพแห่งความทรงจำภาพนี้

…พวกเราทั้งห้าคน ขณะนั้น.. นั่งกันอยู่บนตัวพ่อ จำได้ว่าพวกเรานั่งขย่มตัวพ่อกันอย่างสนุกสนาน สิ่งสำคัญที่พวกเราพี่น้องเห็นคือ... รอยยิ้มของพ่อที่บ่งบอกถึงห้วงเวลาแห่งความสุขของพ่อ... ที่พ่อมีให้พวกเรา ณ เวลานั้น

 

ความทรงจำแบบนี้ ….เป็นเสมือน ร่องรอยแห่งความสุขที่ปรากฏอยู่ในห้วงคำนึงของลูกพ่อทุกคนทีเดียว

 

ความสุข…ที่ได้รับจากพ่อ ยังคงอยู่กับพวกเราเสมอ… แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่พ่ออยู่กับพวกเรา ในช่วงเวลาที่เรายังเล็กอยู่ สิ่งที่รับรู้ได้เสมอคือพ่อต้องจากเราไปอีก ตามบทบาทหน้าที่ ที่พ่อต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว เพราะเบื้องหลังของพ่อ ยังมีแม่และพวกเราอีก หกชีวิตที่เหลืออยู่ พ่อจึงงอมืองอเท้าไม่ได้…

 

 

และยังจำได้อีกว่า…วัยเด็กทุกครั้งที่เดินกลับจากโรงเรียน(โรงเรียนภาณุวิทยา สมัยนั้น ปัจจุบันเท่าที่ทราบ โรงเรียนนี้คือภาพอดีตแห่งความทรงจำ ที่ไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นแล้ว) เมื่อเข้ามาถึงบ้าน คำพูดประโยคนี้ จะพูดกับแม่เสมอ ๆ

 

“แม่ ครับ สวัสดี ครับ วันนี้ มีขนมอะไรบ้างครับ”

 

แม่จะทำขนมเอาไว้ให้ลูกๆ กินเสมอ เมื่อลูก ๆ กลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน

 

ขนมที่แม่ทำ มีหลายอย่าง เช่น กล้วยบวดชี ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ขนมรวมมิตร หรือจะเป็นข้าวต้มมัด...

 

"ฝีมือของแม่อร่อยทุกอย่าง และอร่อยที่สุดในโลก เลยทีเดียว"

 

 

หลังจาก อิ่มหนำสำราญแล้ว ภารกิจต่อไปเท่าที่จำได้ คือ..ความสนุกสนานกับการเล่นซนตามประสา วัยเด็กจึงเป็นวัยที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต(ประโยคนี้ คิดได้ตอนโตและเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรับรู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ จึงไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับว่า เพราะอะไร?)

 

แม่เป็นแบบอย่างในชีวิตวัยเด็กได้อย่างมากมาย แม่มีหน้าที่เบ็ดเสร็จภายในบ้าน มากกว่าพ่อ ยกเว้นเรื่องเดียวคือ เรื่อง เงิน ที่จะเป็นหน้าที่ของพ่อ

 

 

วัยเด็ก... สมัยเรียน แม่จะเป็นคนคอยปลุกให้ลูก ๆ ตื่น อาบน้ำ แต่งตัวและกินข้าวก่อนเดินทางไปไปโรงเรียน

 

การไปโรงเรียน.. จึงเป็นความเคยชินของลูก ๆ ทุกคนที่จะต้องตื่นแต่เช้า

 

แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นทุกวันไม่…..วันหนึ่ง เป็นวันที่ขี้เกียจไปโรงเรียนมาก ๆ ด้วยความที่ไม่อยากไปโรงเรียน จึงแกล้งนอนหลับ ทำทีว่าไม่สบาย (แบบว่า…ตัวร้อน ไอ มีไข้ ทำนองนี้แหละครับ) พี่ ๆ น้อง ๆ แต่งตัวกันเป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว รอเวลาที่จะเดินไปโรงเรียนกัน

 

แม่นี่แหละ!! เป็นเสมือนพระเจ้า... ภาพปรากฏเด่นชัดในความคิดมากขึ้น จำไม่ได้จริง ๆ ว่าพูดอะไรกับแม่บ้าง?  รู้แต่เพียงว่า ...

"ปากตะโกนอะไรโวกเวกก็ไม่รู้ และก็วิ่งหนีแม่อยู่รอบ ๆ มุ้งนั้นเอง!!"

 

จะไม่ให้วิ่งหนีแม่ได้อย่างไร? เพราะในมือของแม่ ขนาดที่วิ่งกวดไล่หลังมาอย่างกระชันชิด นั้น... มีไม้เรียวที่ง้างไว้เหนือหัวของแม่เลย.. นึกภาพแล้วก็ขำตัวเองเป็นที่สุด

แต่เชื่อมั้ยครับว่า… ถ้ายังไม่ลดฝีเท้าลง.. กลัวว่าแม่จะเป็นลมเสียก่อน….

 

ท้ายสุดก็สงสารแม่ ….ยอมหยุดให้แม่ตี จำได้อีกว่า...แม่โมโหน่าดู... เพราะแรงหวดไม้เรียวที่แม่หวดที่ลงบนก้นนั้น…แรงพอที่ทำให้ก้นน้อย ๆ นั้น กระดกตามแรงหวดเลย (นึกแล้วก็ขำอีก)

 

แรงหวดที่แม่ตีลงไป เพราะแม่รักเรานั่นเอง

ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือ ลูกจึงต้องไปโรงเรียน

จึงทำให้เชื่อมั่นในไม้เรียว ที่สร้างคนได้  มาถึงทุกวันนี้

 

 

และทำให้รู้อีกว่า….ไม่มีวันไหนที่แม่ ไม่รัก ไม่มีวันไหนที่แม่ไม่ใส่ใจ ไม่มีวันไหนที่แม่ไม่ห่วงใยเรา

 

ระยะทางพิสูจน์แรงม้า ฉันใด....   แรงม้าที่แม่มอบให้ลูก  ก็ไม่เคยหยุดไปจากใจฉันนั้น...  ไม้เรียวของแม่...จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ลูกของแม่มีวันนี้

 

ความรักของแม่และความรักของพ่อที่มีต่อลูก จึงเป็นพลังรักที่มิอาจพรรณนาได้หมดสิ้น

 

ภาพที่วิ่งหนีแม่ไปรอบ ๆ มุ้ง …จึงเป็นความทรงจำเสี้ยวหนึ่งของชีวิต

 

    ที่ผุดขึ้นมาได้ทุกครั้ง และจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไป ดังลมหายใจ ซึ่งกันและกัน