วันนี้โรงเรียนนำนักเรียนไปทำกิจกรรม"วันวิสาขบูชา" ที่วัดซำรู้ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าโรงเรียน  นักเรียนและครูทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อสีขาวซึ่งมีไว้สำหรับใส่ในวันพระหรือวันพิธีทำกิจกรรมทางพุทธศาสนาเท่านั้น

            ก่อนที่จะออกเดินทางไปวัด  นักเรียนได้เข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมตัว และรับฟังความสำคัญของวันวิสาขบูชาและแจ้งกิจกรรมให้นักเรียนทราบ  ปรากฏว่ามีนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๖ คนหายไปอยู่ที่สระน้ำหลังโรงเรียน  เจ้าหน้าที่ภารโรงได้ไปติดตามนำตัวมา 

           เมื่อพร้อมแล้วครูจึงนำนักเรียนไปรวมกันที่วัด เพื่อจะปฏิบัติกิจทางศาสนพิธีไหว้พระ สวดมนต์  เวียนเทียน  และเข้าฟังหลวงพ่อเทศน์สั่งสอน  ขณะฟังเทศน์ทำให้ "นักเรียนชายทั้ง ๖ คนจึงเป็นเป้าสายตาของครู"  ตลอดเวลา  เพราะมีพฤติกรรมไม่หยุดนิ่งแกล้งคนที่นั่งใกล้ ๆ

         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒  ไม่มีครูผู้ควบคุมเพราะครูประจำชั้นไปร่วมงานอนามัยโรงเรียน ฉันจึงไปนั่งลงข้าง ๆ และสะกิดให้น้องเบิร์ดมานั่งข้าง ๆ ฉัน  แม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ในขณะหนึ่งแต่ก็ต้องทำ    ทำน้องเบิร์ดได้หยุดพฤติกรรมการนั่งนอนเหยียดยาวและแกล้งเพื่อนลงบ้าง 

         ในขณะเดียวกันคุณครูหลายท่านได้แบ่งกันรับผิดชอบเด็กชุด ๖ คนนี้เช่นเดียวกัน  ยกเว้นน้องพีซึ่งเป็น ๑ ใน ๖ นั่งอยู่แถวหน้าของฉัน  น้องพีหันหน้ามาบอกว่า "ผมอยากนั่งใกล้คุณครูคิมครับ"  ฉันได้พยักหน้าอนุญาตแล้วน้องพีจึงมานั่งด้านขวามือ ส่วนน้องเบิร์ดนั่งด้านซ้าย 

          ฉันเตือนให้น้องพีสวดมนต์  ทำให้ทราบว่าน้องพีสวดมนต์ได้คล่อง  และแอบจ้องมองฉันตลอดเวลา  เมื่อหยุดสวดน้องพีขยับมานั่งใกล้ ๆ และพูดว่า "ผมมีอะไรจะบอกคุณครูครับว่าผมคิดถึงแม่กุ้งมาก

         "แม่กุ้งคือใครครับ"  ฉันถามโดยขาดความระวัง  เพราะเข้าใจว่าน้องพีเป็นเด็กกลุ่มเกเร  เหลวไหลติดกลุ่มมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที ๑ ที่ครูประจำชั้นต้องออกติดตามเนื่องจากหลบหนีออกนนอกห้องเรียนตลอดปี  และอาจเป็นเด็กพูดจาไม่รู้เรื่อง 

        "แม่กุ้งคือแม่ของผมครับ  หายไปนานแล้วไม่ทราบไปไหน ผมจำหน้าไม่ได้แล้วครับ"  แล้วกัน...ทำให้ฉันต้องถึงบางอึ้ง 

         น้องพีและฉันคุยกันเบา ๆ ฉันโอบไหล่น้องพีไว้ด้วยทำให้ทราบว่า "น้องพีมีพี่ชายและน้องชายอย่างละคน  น้องพีจึงเป็นลูกคนกลาง  ปัจจุบันอาศัยอยู่กับป้า  ส่วนพ่อทำงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ นาน ๆ กลับมาเยี่ยม" 

         "วันนี้ผมทานข้าวกับไข่ทอดครับ"  น้องพีตอบคำถามของฉันและเล่าต่ออย่างภาคภูมิใจว่า "ตอนที่อยู่กรุงเทพกับพ่อของผม พ่อให้ผมทอดไข่ทานเองครับ  แต่อยู่ที่นี่ป้าทำให้ครับ

           ภายหลังกิจกรรมเด็ก ๆ ได้ร่วมมือกันทำกิจกรรม "บำเพ็ญประโยชน์" บริเวณและศาลาวัด  ฉันสังเกตว่าน้องพีเก็บเศษขยะไปพร้อมกับหันมาดูฉันบ่อย ๆ และกลับโรงเรียนเมื่อเวลารับประทานอาหารกลางวัน

            หลังจากนั้น  คณะครูประชุมถอดบทเรียนกิจกรรม  ทำให้ไม่เจอกับน้องพีอีกเลย  ฉันตั้งใจว่า "วันจันทร์ที่จะถึงนี้  ฉันจะต้องทำความรู้จักและให้ความสนใจน้องพีให้มากขึ้น" 

            ใคร ๆ อาจจะมองว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินมีทุกหนทุกแห่งในสังคม  ถ้าหากเราไม่ทราบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากแต่เรารับทราบหรือรับรู้ โดยเฉพาะกรณีนี้น้องพีมีเจตนาเล่าให้ฟังเองโดยไม่ต้องถาม "น้องพีก็มีหัวใจ  แล้วครูเล่ามีหัวใจต่อน้องพีบ้างไหมคะ" นี่คือคำถามที่ฉันถามตัวเอง 

           เด็กในโรงเรียนไม่มีแต่น้องพีเท่านั้นที่ประสบปัญหาเหล่านี้ บางคนไม่มีทั้งพ่อและแม่ และมิหนำซ้ำยังไม่มีโอกาสได้รู้จักว่าพ่อแม่ของตนเองมีหน้าตาเป็นอย่างไร  เมื่อไม่ทราบก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าหากรับรู้แล้วคงไม่มีใครวางเฉยได้